ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ปัญหาจากการเผยแพร่ผลงานทางอินเตอร์เน็ต?… สิงหาคม 1, 2007

Filed under: คุยกับวินทร์ เลียวฯ — ประทีป จิตติ @ 00:36

win.jpg คุยกับวินทร์ เลียววาริณ

ปัญหาจากการเผยแพร่ผลงานทางอินเตอร์เน็ต?…
 เมื่อ: 2007-06-20 00:37:36 

สวัสดีครับคุณวินทร์ผมเคยพบคำจำกัดความที่ว่า ‘ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน’ จากเว็บไซต์วรรณกรรมแห่งหนึ่ง (ลืมไปแล้วว่าชื่ออะไร) ว่า ไม่รวมถึงการ ‘เผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เน็ต’คำนั้นก็เคลียร์ครับ แต่มีมิตรสหายบางคนเล่าสู่กันฟังว่า–เคยส่งผลงานไปยังสำนักพิมพ์และนิตยสารบางที่, ด้วยความบริสุทธิ์ใจจึงแจ้งว่าผลงานดังกล่าวเคยเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นได้ทำการขัดเกลาแก้ไขอีกครั้งหนึ่งก่อนจะส่งไปให้พิจารณา ผลปรากฏว่าทางนั้นตอบรับมาว่า“ไม่รับพิจารณาผลงานที่เคยเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เน็ตมาก่อน ! “หมายความว่า เกณฑ์การพิจารณาของสำนักพิมพ์หรือนิตยสารต่าง ๆ นั้นมีมาตรวัดไม่เหมือนกันหรือครับ เพราะสำหรับผมเองยังไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว ทั้งที่ผลงานที่ได้ลงพิมพ์ในนิตยสารหลายเรื่องก็เคยนำมาเผยแพร่ในห้องหนอนสนทนามาก่อนทั้งสิ้น (แต่ผมไม่ได้แจ้ง) เพียงเพราะถือว่าได้แก้ไข-Rewrite แล้ว ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างไรคุณวินทร์มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรที่จะแนะนำได้บ้างครับ เพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนว่า สำหรับผลงานที่เราตั้งใจจะส่งสำนักพิมพ์หรือนิตยสารต่าง ๆ นั้นควรหรือไม่ควรอย่างไรที่จะนำมาเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เน็ตก่อนขอบพระคุณครับด้วยความเคารพ

  ตอบเมื่อ: 2007-06-20 15:55:25

ผมคิดว่าการสำนักพิมพ์ที่ไม่รับต้นฉบับที่เคยเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตมาก่อน ก็เพราะไม่ต้องการต้นฉบับที่มีคนอ่านมาก่อนนั่นเอง ในความเชื่อของสำนักพิมพ์นั้นๆ คือ หากมีคนอ่านแล้วจากเน็ต ก็อาจไม่ซื้อเวลามันพิมพ์เป็นเล่ม ทั้งนี้เพราะการอ่านจากเน็ตสามารถพิมพ์ออกมาเก็บได้ (ซึ่งก็เช่นเดียวกับบทความในห้องหนอนในตะกร้าที่มีคนอ่านจากเน็ตก่อนที่จะพิมพ์เป็นเล่ม) ซึ่งจุดนี้จะโทษสำนักพิมพ์ไม่ได้ เขามองในมุมของการทำธุรกิจเท่านั้น

สำหรับนักเขียน เมื่อส่งต้นฉบับไปที่สำนักพิมพ์ใดก็ตาม สมควรอย่างยิ่งที่จะแจ้งประวัติการตีพิมพ์ให้ทราบ เพื่อความยุติธรรมกับสำนักพิมพ์ และหากไม่มีสำนักพิมพ์ใดต้องการต้นฉบับที่เคยลงในเน็ตมาก่อน ก็เลือกเอาว่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือ หรือจะเผยแพร่ในเน็ต แต่ผมไม่เชื่อว่าสำนักพิมพ์ทุกแห่งเป็นเช่นนี้ และก็เชื่อว่า ถ้างานดีจริง ย่อมมีสำนักพิมพ์รับแน่นอน

Advertisements
 

7 Responses to “ปัญหาจากการเผยแพร่ผลงานทางอินเตอร์เน็ต?…”

  1. สวรรค์เสก Says:

    อ้าวๆๆ เฮ้ย!

    พี่ท่านอานันท์ขอรับ
    แล้วงี้ บรรดางานเขียนทั้งหลายที่ผมเอามาโพสต์ให้พวกท่านอ่านนี่
    มิเข้าขั้น “เคยเผยแพร่” มาแล้วหรือครับ

    ฮ่วย!

  2. สวัสดียามเช้าขอรับท่านส.ส.

    –ความเห็นเพิ่มเติมของกระผมต่อเรื่อง ปัญหาการเผยแพร่ผลงานทางอินเตอร์เน็ต?–

    อีกประเด็นที่กระผมเคยนั่งขบคิดกัท่านหนุงหนิง คือ สนพ.หรือ นิตยสารอาจไม่มั่นใจว่าผลงานนั้นเป็นของเราจริงแท้หรือไม่ เนื่องจากสื่ออินเตอร์เนตนั้นสามารถคัดลอกเป็นสำเนาได้ง่าย- ง่ายเพียงนิดเดียวเพียงกิ๊ก!…

    ปัญหานี้มันเกิดขึ้นแล้วในโลกแห่งความจริง ซึ่งกว่าจะพิสูจน์ทราบได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริงก็ลากไส้พอดู

    สนพ.อาจไม่ทราบ และไม่มีเจตนาที่จะสนับสนุนคนกล่าวอ้าง- คนผิด, เมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องกันขึ้นมา ฝ่ายเสียนอกจากผู้สมอ้างที่ตายทั้งเป็นแล้ว สนพ.อาจติดร่างแห หมดความน่าเชื่อถือไปในบัดดล (คืออย่างน้อยต้องทำการตรวจสอบ นี่เข้าขั้นละเลย)

    เพื่อเป็นการป้องกันแต่ชั้นแรก จึงอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สนพ.นั้น ๆ ไม่รับพิจารณาต้นฉบับที่เคยเผยแพร่ทางอินเตอร์เนตมาก่อน– หากเป็นเช่นนี้ กระผมก็เข้าใจและเห็นใจ

    ท่านส.ส.ขอรับคำถามที่ท่านถามมานั้นก็ต้องตอบว่า “ใช่” ท่านได้เผยแพร่แล้ว และป่านนี้ผลงานของท่านอาจถูกดัดแปลงแก้ไข เปลี่ยนชื่อผู้แต่งไปเรียบร้อย

    ตลกไม่ออกเลยใช่ไหมครับ?!–

    ผมไม่ได้ตั้งใจมองโลกในแง่ร้าย เพียงแต่เป็นการมองสองด้านเท่านั้น, ท่านส.ส.จึงต้องพิจารณาแล้วละว่า จะกระทำเช่นไร

    ผมเห็นด้วยกับท่านเจ้าสำนักที่ว่า ต้องชัดเจน ในการที่จะเลือกสื่อที่เผยแพร่ และต้องชี้แจงถึงประวัติการเผยแพร่ผลงานนั้น ๆ ด้วย

    งานดีจริง ได้ตีพิมพ์แน่นอน

    แต่…งานดีจริงของเรามันโดนดัดแปลง หรือขโมยไปทั้งดุ้นหรือยัง??

    ตรงนี้สิน่าเป็นห่วง!!!

    – ด้วยมิตรภาพขอรับ –

  3. สวรรค์เสก Says:

    ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะขอรับศิษย์พี่
    ศิษย์น้องจะระมัดระวังในการโพสต์ให้มากกว่านี้

    ว่าไปแล้ว…
    ก็เหมือนเอาหนังเก่ามาฉายใหม่อีกรอบ

    คือว่า บรรดาเรื่องสั้นทั้งหลายทั้งมวลที่ศิษย์น้องนำมาโพสต์ให้อ่านกันนั้น
    เกล้ากระผมก็เขียนส่งให้วารสารธรรมะฟรีๆ อยู่แล้ว
    การที่ได้ตีพิมพ์ (แหม ใช้คำพูดว่า “ตีพิมพ์” แล้วกะดากใจจัง เพราะนั่นเป็นวารสารแจกฟรี พิมพ์ทีละ 2500 เล่ม เท่านั้น) ลงในนั้น เกล้ากระผมขอเดาเอาเองว่า สำนักพิมพ์ทั้งหลายก็คงจะรังเกียจงานของผมแล้วล่ะว่า “เฮ้ย นั่น ไอ้สอ งานของนายเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วนะเฟ้ย!”

    ช่างเถิดขอรับ

    “ถ้างานดีจริง ได้ตีพิมพ์แน่นอน”
    คำพูดประโยคนี้ของท่านเจ้าสำนักฟังแล้วลื่นหู

    หากผมคิดจะขายเรื่องสั้นเหล่านั้น
    เกล้ากระผมก็ไม่กลัวว่าคนอื่นจะคิดว่า ไม่ใช่ผมเป็นคนเขียน
    เพราะนักเขียนแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ จะมีแนวทาง จะมีสำนวนเฉพาะตัว
    หากผมงัดเรื่องเหล่านั้นออกมาหมด แล้วเขียนใหม่เพิ่มอีกสัก 10 เรื่อง
    แล้วส่งไปแบบแพ็กเก็ต ให้สำนักพิมพ์ตีพิมพ์งานออกมาเป็นชุด
    ผมยังมั่นใจลึกๆ อยู่ดีว่า ท่านบรรณาธิการ(ที่เก่งๆ)น่าจะจับทางออก และน่าจะเข้าใจว่าอันใดแท้ อันใดเทียม

    ขอบคุณอีกครั้งขอรับท่านพี่

    ด้วยมิตรภาพเช่นกันขอรับ

    สอ ใส่สะเก็ต

  4. ยามเช้าสวัสดิ์ขอรับ

    ท่านส.ส.กระผมขอแทรกทรรศนะต่อ–

    การเผยแพร่ในเน็ต เราไม่ได้เงินตอบแทนค่าต้นฉบับ ฉะนั้นสนพ.น่าจะใจกว้าง (ซึ่งก็มี) รับการเผยแพร่

    สนพ.กระผมเคยรับงานนิยายที่เคยลงใน pantip ประโยชน์ที่ได้คือ สามารถเข้าไปตรวจสอบความนิยมของคนอ่านงานเรื่องนั้น พูดง่าย ๆ เป็นแนวทาง

    สำหรับคนอ่าน ผมเชื่อว่า ส่วนมากต้องการอ่านงานที่รวมเป็นเล่มมากกว่าหน้าเว็บ

    เช่นผมคนหนึ่งละ อ่านนานไม่นาน ปวดตาขอรับ–

    ผมเพิ่งทราบว่าท่านมีผลงานลงในนิตยสารธรรมะด้วย เป็นแนวไหนขอรับ ธรรมะหรือเปล่า– น่าสนใจ

    ด้วยมิตรภาพขอรับ

  5. Plin, :-p Says:

    มีหลายคนเลยล่ะ บอกผมว่า ไม่ควรเอางานลงใน net ถ้าอยากตีพิมพ์

    แต่ผมก็คิดเหมือนกันว่า หลายคนชอบซื้อหนังสือเป็นเล่มเก็บมากกว่า ถ้าตีพิมพ์สวย ๆ กระดาษดี ๆ มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง

    อ้อ นอกเรื่อง (เอ หรือว่า ในเรื่อง) คือ อยากทราบว่า ตกลงกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าคุ้มครองตั้งแต่มีการเผยแพร่เนี่ย มันครอบคลุมทางอินเตอร์เน๊ตด้วยใช่ไหม อยากอ่านตัวมาตรานั้นจริง ๆ ว่าเขียนว่าอย่างไร

    แล้วมันเป็นการตีความว่าแบบนั้น หรือว่ามันเขียนไว้ตรง ๆ ว่าคุ้มครองอินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องตีความ

    อันนี้นเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์นะ

    ส่วนประโยคบนสุดในกระทู้ที่บอกว่า คำจัดความจากเว๊บไซต์วรรณกรรมแห่งนึง อันนั้น หมายถึงกฎหมายลิขสิทธิ์ หรือ การพิจารณารับตีพิมพ์เข้าเล่มน่ะครับ เพราะมันควรไปด้วยกันนะ ไม่น่าไปคนละทาง

    ส่วนเรื่อง rewrite ถ้ามีคน rewrite จากงานเขียนของคนอื่น ที่อ่านเอาจากใน net มันจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไรว่า มันเป็นแบบนั้น ไม่ใช่บังเอิญ ดังจะเห็นมีหลาย blog และหลายกระทู้ในห้อง pantip ประจานว่า คนโน้นลอกงานเขา แล้วยกตัวอย่างประโยค

    อันที่มันชัด ๆ ก็มี แต่อันที่มันไม่ชัด คือ เป็น idea แต่ตัวอักษรไม่เหมือน คนที่ถูกกล่าวหา ก็มาบอกว่า มันบังเอิญ

    โอ๊ย ปวดหัว อ่านหนังสือต่อดีกว่า

  6. อย่าเพิ่งปวดหัวขอรับ

    เอ้า ผมจัดส่งคำตอบให้ท่านอ่านเองแล้วกัน เพราะผมอาจทำตกหล่น หากว่าจะตอบท่านเอง

    สำหรับคำจัดความที่ว่านั้น มาจากการรับประกวดงานเขียนของสนพ.อะไรจำไม่ได้แล้ว

    แว่วมาว่า นายอินทร์อะวอร์ดนี่ ไม่รับงานที่เคยลงในเน็ตมาก่อน– เขาว่ามานะขอรับ

    * * *

    นักเขียนกับจิตสำนึกด้านลิขสิทธิ์
    ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ : รายงาน
    ———————————-
    เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในแวดวงวรรณกรรมยังคงเป็นประเด็นร้อนที่มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง หลายแนวทางถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันด้วยหวังว่าจะลดปัญหานี้ให้น้อยลง หนึ่งในนั้นจัดเป็นเวทีเสวนา นักเขียนกับจิตสำนึกด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา โดยมี พงษ์ลดา อิทธิเมฆินทร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

    งานนี้เปิดกว้างให้กับนักเขียน-นักแปลทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า รวมถึงผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมการเสวนาด้วยอย่างมากมาย ขณะเดียวกันก็มีหลายๆ ประเด็นที่คนในแวดวงหนังสือและนักเขียนควรรับรู้อย่างยิ่ง

    บรรยากาศในเบื้องต้น อ.สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ อธิบายและให้ความรู้เรื่อง ลิขสิทธิ์กับงานวรรณกรรม ไว้กว้างๆ ว่า

    “กฎหมายทางลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายที่ค่อนข้างกว้าง จัดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกันมากขึ้น ซึ่งเราจะได้สิทธิตามกฎหมายก็ต่อเมื่อมีการสร้างสรรค์ผลงาน ตามกฎหมายระบุว่า การสร้างสรรค์คือเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย เป็นผู้ทำให้เกิดงานสร้างสรรค์ด้วยความคิดริเริ่มของตนเอง ทั้งนี้กฎหมายลิขสิทธิ์จะให้การคุ้มครองสิทธิตลอดอายุขัยของเจ้าของลิขสิทธิ์และอีก 50 ปี นับจากเจ้าของลิขสิทธิ์ถึงแก่ความตาย”

    จากนั้น นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ นักเขียนชื่อดังผู้มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการถูกฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง กล่าวถึงภาระหน้าที่การเป็นนักเขียนว่า

    “นักเขียนต้องการได้รับการยอมรับและปัจจัยที่ได้รับการยอมรับก็มีหลายๆ อย่าง แต่อย่างที่สำคัญคือความสง่างาม เขียนด้วยสติปัญญาของตนเอง แม้ว่าเรื่องนั้นจะต้องตกตะกร้าหรือว่าส่งประกวดแล้วไม่ได้รับรางวัล แต่หากว่าเขียนขึ้นมาจากสติปัญญาของตัวเอง ทุกเรื่องก็เป็นเรื่องที่สง่างาม น่าภูมิใจ ผมมั่นใจว่านักเขียนทุกคนมีจิตสำนึกลึกๆ ไม่ต่างกัน

    ตัวผมเองมีประสบการณ์อยู่ทั้งสองด้าน ทั้งด้านที่เป็นการถูกละเมิดลิขสิทธิ์และถูกกล่าวหาว่าไปละเมิดลิขสิทธิ์ของคนอื่นซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดจะทำ ผมตกใจมาก เพราะว่าทุกเรื่องที่ผมเขียนนั้น เขียนด้วยสติปัญญาของผมเอง และแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของเพื่อนผมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักดนตรี แต่เมื่อถูกฟ้องร้อง ผมตกเป็นจำเลย จึงมีหน้าที่พิสูจน์ตัวเองเท่านั้น ซึ่งผมใช้เวลาทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปีกับอีก 2 เดือน ศาลตัดสินให้ผมชนะ คดีจึงถือเป็นอันสิ้นสุดลง

    ส่วนคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกานั้นเป็นสิ่งที่เผยแพร่ได้ ถ้าผมจำไม่ผิดศาลระบุว่าสิ่งที่โจทก์อ้างว่าจำเลยคัดลอก ดัดแปลง แล้วเหมือนกับโจทก์นั้นเป็นสิ่งที่โจทก์คิดเอาเองทั้งสิ้น เพราะนักวิชาการที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือให้การตรงกันว่า การจะคัดลอกเรื่องนั้นจะอ่านเอาตรงจุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องอ่านเอาทั้งเรื่อง สำหรับเรื่องนี้สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักเขียนนั้น หากคุณได้เขียนเรื่องอะไรไว้ โปรดเก็บโครงเรื่องและข้อมูลที่ใช้เอาไว้ทั้งหมด เพื่อเป็นหลักฐานเมื่อถูกฟ้องว่าไปละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น คุณจะได้มีหลักฐานไปยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณแต่งขึ้นเอง”

    ด้าน คมสัน นันทจิต นักเขียนและคอลัมนิสต์ กล่าวถึงการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเองว่า

    “สมัยเรียนที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ จะมีวิชาหนึ่งชื่อวิชาว่า ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ ชั่วโมงแรกที่เรียน อาจารย์ให้ดูสไลด์ภาพงานศิลปะ แล้วจะมีอยู่รูปหนึ่งของ ‘ลีโอนาร์โด ดาร์วินชี’ งานนี้เขาใช้ชื่อว่า ‘หัววัว’ (Bull Head) อาจารย์ให้ข้อคิดว่า ‘งานศิลปะ’ มันต้องมีความเป็นออริจินัลริตี้ คือ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ถ้ามันขาดอันใดอันหนึ่งไป มันจะไม่ใช่งานศิลปะ เหมือนกับการสานกระบุง สานตะกร้า ที่ไม่ได้จัดว่าเป็นงานศิลปะเพราะว่ามันใช้แค่ทักษะในการสาน….

    อย่างการลอกเลียนงานของคนอื่น ผมถือว่าเป็นการทำลายออริจินัลของตัวเอง แล้วคุณจะมีความภูมิใจในตัวเองได้ยังไง หากว่าคุณภูมิใจผลงานของคนอื่นมากจนต้องลอกเลียนแบบ ผมว่ามันเป็นเรื่องแปลก แล้วถ้าวันหนึ่งคุณย้อนกลับมามองผลงานของตัวเอง คุณเจอแต่สิ่งที่ไปลอกของคนอื่นมา คุณจะบอกตัวเองได้ไหมว่าความเป็นตัวของคุณเองมันอยู่ตรงไหน หรือความภูมิใจมันอยู่ที่ไหน”

    แม้แต่ ปาริฉัตร ศาลิคุปต นักเขียนนวนิยายเจ้าของนามปากกา กิ่งฉัตร ก็เป็นอีกคนที่เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะมีนักเขียนรุ่นใหม่คนหนึ่งแอบลอกเรื่องของเธอไปทำเป็นหนัง โดยเธอได้เล่าถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า..

    “ตอนนั้นมีคนโทรมาถามว่าขายลิขสิทธิ์เรื่อง ‘บ่วงหงส์’ ให้กับใครไปทำภาพยนตร์หรือเปล่า เพราะกำลังลงโรงฉายอยู่ที่สกาล่า เราก็ชวนเพื่อนเข้าไปดู แล้วก็จดรายละเอียดว่ามีส่วนไหนบ้างที่เหมือนกัน พอจดๆ ไปสักพัก เพื่อนก็บอกว่าเลิกจดเถอะ มันเหมือนกันแทบจะทุกฉาก ทุกคำพูดแล้วนะ คือ คนก๊อบปี้ ค่อนข้างจะทำเป็นเรื่องของละครซ้อนละคร แล้วทุกอย่างก็เหมือนกันหมด ทั้งในเรื่องของบทสนทนาและชื่อตัวละคร เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตัวพระนางเท่านั้นเอง

    ยอมรับว่าการโดนละเมิด ทำให้เครียด นอนไม่หลับ เป็นกังวล วิตกไปหมดว่าจะทำอย่างไรดี

    จริงๆ สำนักพิมพ์มีส่วนช่วยในการฟ้องได้ โชคดีว่าทางสำนักพิมพ์เป็นฝ่ายเข้ามาช่วยในการดูแลและแจ้งความ เจรจา เพราะตอนแรกคนละเมิดเขาก็ไม่สนใจ แต่พอเห็นว่าเราเอาแน่ เขาจึงส่งทนายมาเจรจา ทางตำรวจทำจดหมายเชิญคู่กรณี แต่เขาก็ไม่ไปตามหมาย เรื่องจึงยังคงคาราคาซังอยู่ หลังจากนั้นได้คุยกับเขา เขาบอกเราว่าเขาเคารพเรามาก ชื่นชมผลงานของเรามาก แต่การทำแบบนี้เหรอคือการเคารพของคุณ ลอกเลียนงานของเราไป เราเองก็ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากมีปัญหา เรื่องก็เลยยังค้างคากันอยู่…

    ส่วนการแจ้งความในการดำเนินคดีนั้น ขอแนะนำว่าต้องทำภายใน 3 เดือน (หลังจากวันที่พบเห็น) เพราะถ้าเกิน 3 เดือน อายุความคดีอาญาก็จะหมดลง ทางเราก็จะทำอะไรต่อไม่ได้ ในกรณีที่แจ้งความไปแล้ว เรายังเจรจากันได้ ถ้าคุยแล้วตกลงได้ ค่อยถอนฟ้องออก”

    เธอกล่าวเสริมถึงเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมว่า “เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวคือเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้คิดว่าถ้าเราเป็นฝ่ายที่โดนละเมิดบ้างจะรู้สึกยังไง อยากให้พูดตรงๆ จากหัวใจว่าเราจะพอใจไหม มีความสุขไหม ถ้ามีคนเอางานคุณไปใช้ประโยชน์โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตคุณก่อน บางเรื่องยอมให้หมด เพราะค่อนข้างจะเปิดกว้างมากๆ

    สำหรับคนที่เป็นนักเขียน(หนังสือ)ใหม่ๆ คุณสามารถได้รับแรงบันดาลใจ ได้รับอิทธิพล และมีกลิ่นอายของนักเขียนที่เราชื่นชอบได้ แต่ทุกอย่างย่อมมีลิมิต เรามีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีขอบเขต อย่าให้หนังสือเหมือนขนาดว่าเป็นลูกต่างพ่อที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แล้วมาเจอกันบนแผงหนังสือ การเป็นนักเขียนถ้าคุณเริ่มต้นจากการลอก ต่อให้อนาคตไปได้สวยแค่ไหน สักวันมันต้องตกวูบ เพราะยังไงต้องมีคนขุดคุ้ยขึ้นมาอยู่ดี จะสลัดภาพหนียังไงก็ไม่พ้น

    ยอมรับว่าในปัจจุบันมีนักเขียนมากขึ้น งานเขียนมากขึ้น แล้วงานเขียนมันก็เหมือนๆ กันไปหมด ทำให้เกิดคดีต่างๆ มากขึ้น ว่าทำไมเล่มนั้นถึงเหมือนเล่มนี้ จริงๆ บางส่วนเหมือนได้ เพราะพล็อตเรื่องมันมีอยู่ 20-30 พล็อตเอง อย่างพล็อตแม่ผัวกับลูกสะใภ้ พบรักต่างแดน เจอหน้ากันทะเลาะกัน อะไรอย่างนี้ จะเป็นแพทเทิร์นกันอยู่แล้ว แต่ว่าในความเหมือนมันต้องมีความต่าง มันต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าดูถูกคนอ่าน อย่าคิดว่าคนอ่านไม่รู้ว่าเราไปเอาเรื่องของคนอื่นมา ถามว่าเล่มแรกเหมือน เล่มที่สองเหมือน แล้วคนอ่านเขาจะมาอ่านงานของคุณทำไม ไปอ่านของคนที่เป็นออริจินัลไม่ดีกว่าเหรอ

    จากประสบการณ์ของตัวเองอย่างหนึ่ง ยอมรับว่าความเหมือนเป็นไปได้ ความบังเอิญเป็นไปได้ เหมือนกับว่าการดูสารคดีเรื่องเดียวกันแล้วเอามาเขียน มันเป็นไปได้ แต่เรื่องสำนวน การนำเสนอ และเรื่องลีลาในการเขียน มันจะแตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นให้นึกอย่างหนึ่งว่างานของคุณเอง มันต้องมีจุดยืนของตัวเอง มีสำนวนของตัวเอง มีแนวทางเป็นของตัวเอง แล้วแตะของคนอื่นให้น้อยที่สุด ถ้าคุณทำตามนี้ได้ คุณจะยืนอยู่บนถนนสายนี้ได้ยาวไกลที่สุด”

    ส่วน งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์และนักแปลชื่อดัง มองประเด็นเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์งานแปลว่า “ตัวเองอยู่ในวงการลิขสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งจะเรียกว่าอยู่มาตั้งแต่ยุคมืดหรือยุคหินเลยก็ได้ทีเดียว และในฐานะที่เป็นนักแปลก็ไม่อยากที่จะทำให้ผิดกฎหมาย แต่วิธีการดำเนินในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีผู้รู้หรือว่ามีประสบการณ์ จึงตั้งสำนักงานขึ้นมาบริการในสมัยนั้น แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับผู้ที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพราะไปพบทีหลังว่ามีสำนักพิมพ์ที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ได้จัดพิมพ์เรื่องเดียวกันไปก่อนหน้านี้แล้ว

    ในสมัยก่อนมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าทางสำนักพิมพ์คิดว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขอลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะมีและผู้แปลมีสิทธิเต็มเม็ดเต็มหน่วยประดุจหนึ่งเป็นผู้เขียน เรื่องลิขสิทธิ์จึงเป็นเสมือนมารยาทพื้นฐานที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของเราตั้งแต่ต้น สาระอันแท้จริงของลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่ไหน จึงไม่มีใครนึกคิดหรือเข้าใจ

    แต่เดิมเราชอบไปเอาของเขามา ตัวเราเองก็ยังไม่รู้จักคุ้มครองหรือรักษาสิทธิของตัวเองด้วย เพราะได้มองข้ามไปหมด ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทรัพย์สินทางปัญญาคือทรัพย์สินที่เกิดจากปัญญา ของใครก็เป็นของคนนั้น ใครเป็นเจ้าของก็ย่อมมีสิทธิหวง ของพวกนี้จึงมีค่า มีความหมาย”

    พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “ถ้าเด็กรุ่นใหม่เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย ไม่เข้าใจว่าความภูมิใจหรือการเคารพในมันสมองของคนอื่นอยู่ที่ตรงไหน มันคงเป็นเรื่องลำบาก รูปแบบของการลอกเลียนหรือดัดแปลงงานคงมีวิธีการที่จะต้องกลบเกลื่อนหลักฐานได้แนบเนียนมากขึ้น ขอเรียนว่าปัญหาลิขสิทธิ์คงจะอยู่กับเราอีกนาน กลายเป็นเรื่องซับซ้อนและคงจะมีวิธีการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อีกมาก

    คงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะค่อยๆ เริ่ม อย่างน้อยเริ่มจากตัวเราเองก่อนว่าเราเข้าใจคำว่า ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ว่าเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมันสมองของแต่ละคน รู้เห็นค่า เคารพสิทธิของคนอื่น ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าการเคารพสิทธิและป้องกันสิทธิของตัวเองมันอยู่ที่ตรงไหนด้วย”

    ขณะที่ เกศณี สมปรีดา เจ้าของนามปากกา รอมแพง นักเขียนนวนิยายซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเวบไซต์ เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองถูกละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยว่า

    “ตนเองนั้นเคยมีประสบการณ์ที่ถูกลอกเลียนผลงานเช่นเดียวกัน วันคืนไม่ดี ลองเช็คดูในกูเกิลก็จะพบ อย่างบางคนเขาก็จะก๊อบงานของเราไปเพสท์วางลงในบล็อกของเขา แล้วเปลี่ยนชื่อ ถ้าเราตามไปเจอ ขั้นแรกเราก็จะติดต่อไปคุยกันก่อนว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง เขาก็จะกล่าวขอโทษ ก็จะจบเรื่องกันไป มีตัวอย่างของน้องคนหนึ่ง เขาลอกเลียนผลงานของคนอื่นไปทั่ว พอถูกจับได้ ก็จะกล่าวขอโทษแล้วบอกว่าจะไม่ทำอีก

    แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เขาก็กลับมาเป็นแบบเดิมคือยังคงลอกงานของคนอื่นอยู่ หลังๆ จึงไม่ค่อยจะมีใครยอมความให้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องคนนี้เขาไปลอกเรื่องสั้นจากนักเขียนคนหนึ่งในเวบไซต์ แล้วอ้างเหตุผลในการแก้ตัวว่าทางสถาบันไม่ได้สอนเรื่องสิขสิทธิ์ นักเขียนเรื่องสั้นคนนั้นจึงใช้วิธีเล่นงานทางสังคมโดยการไปฟ้องยังสถานศึกษา หลังจากที่สถานศึกษาได้มีการสอบสวนแล้ว น้องคนนั้นจึงถูกสั่งพักการเรียนอย่างไม่มีกำหนด แล้วทางมหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็จัดให้มีการเปิดสอนรายวิชาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิชาพื้นฐาน”

    เธอกล่าวถึงการป้องกันการลอกเลียนงานทางอินเทอร์เน็ตว่า “อย่างแรกคือการเซฟงานที่ตัวเองได้เขียนไว้ ถ้าเราอัพลงบล็อกมันจะมีวัน-เวลาบอกไว้ให้ว่าเมื่อไร ตรงนี้สามารถเป็นหลักฐานได้ โดยส่วนตัวเวลาอัพลงบล็อกแล้วก็จะเขียนไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่ลงตอนจบ จากนั้นก็เอาเรื่องทั้งหมดของเราไปจดลิขสิทธิ์ก่อน เมื่อได้มาแล้วถึงจะลงตอนจบของเรื่อง ส่วนในหน้าเวบเราก็จะใส่รูปใบสัญญาลิขสิทธิ์ที่เราได้ไปจดทะเบียนมาใส่ไว้เป็นยันต์กันผี ถือเป็นการเตือนคนที่จะคิดลอกเลียนไปในตัวด้วย การลอกเลียนงานคงอยู่ที่ตัวเขาว่าจะมีจิตสำนึกมากแค่ไหน ถ้าอยากเป็นนักเขียนก็ต้องหัดที่จะเขียนด้วยตนเอง”

    นอกจากนี้ นิเวศน์ ยังกล่าวเสริมว่า “ผมชอบใจที่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนั้น ระบุให้มีวิชาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิชาพื้นฐาน เพราะผมคิดว่าน่าจะเป็นวิชาพื้นฐานของนักเขียนทุกคน สมาคมนักเขียนก็ต้องทุ่มเทใส่ใจ เราต้องปลูกฝังตรงนี้ มันไม่มีประโยชน์ถ้าลูกหลานของเราเขียนหนังสือเก่ง แต่ไม่สง่างาม ถ้าเรื่องที่เขาเขียนเป็นเรื่องที่ไปลอกงานของคนอื่นมา ดังนั้นจึงต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึก เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่ว่าคุณไปชอบเรื่องของใครแล้วจะไปหยิบยกเรื่องของเขามาส่วนหนึ่ง แล้วบอกว่าเอามานิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้เหรอ ผมว่ามันไม่ดี มันต้องปรับคุณภาพของงานเขียน

    ผมเป็นคนหนึ่งที่จะเสริมส่งในการรณรงค์ให้เคารพสิทธิและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วย จะเป็นไปได้ไหม หากว่าจะมีการระบุวิชาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิชาพื้นฐานในระดับอุดมศึกษาหรือมัธยมศึกษา จะได้เป็นการปลูกฝังให้กับเยาวชนไปในตัว ไม่ว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักเขียนหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็ปลูกฝังให้เข้าไปอยู่ในจิตสำนึกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องรุนแรงและน่าอาย”

    กรณีงานเขียนที่เป็นการเสียดสี เขมะสิริ นิชชากร ซึ่งเป็นตัวแทนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้กล่าวว่า “งานเดิมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจะต้องมีรายละเอียดแห่งการสร้างสรรค์ที่ได้รับความคุ้มครอง มีระดับของการสร้างสรรค์ผลงาน หากหยิบยกขึ้นมากล่าวในลักษณะของการวิจารณ์ อย่างนี้กฎหมายอนุญาตให้หยิบมาได้ ทั้งนี้ในการติชม วิจารณ์งาน มันต้องมาดูด้วยจะว่าทำได้ขนาดไหน แต่ถ้าหากลอกมาทั้งบทก็จะเข้าข่ายว่าเป็นการทำซ้ำ ถ้าถามว่าอยากจะนำมาเขียนถึง จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของเรื่องนั้นๆ ไหม อันนี้ก็น่าจะเขียนอ้างอิงถึงเจ้าของเรื่องไว้หน่อย เพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้เขียน”

    เธอกล่าวต่อไปถึงลักษณะการลอกเลียนงานว่า “ระดับของการลอกเลียนจะมีขอบเขตอยู่ว่าได้ถึงระดับไหน จริงๆ แล้วการลอกเลียนคือการดัดแปลงงาน อันนี้ต้องมาดูอีกทีว่าเป็นการลอกเลียนดัดแปลงมาจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากส่วนเดียวกัน ในส่วนของแรงบันดาลใจ คิดว่าทุกคนสามารถมีได้ แต่สำนวนในการเขียนมันจะต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน

    การรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกด้านการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์เราต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน คุณอาจจะได้รับแรงบันดาลใจ แต่คุณต้องสร้างสรรค์ต่อด้วยตนเอง เมื่อเราทำได้ก็บอกต่อให้คนอื่นทำได้ แต่ถ้าเราทำไม่ได้แล้วเราจะไปบอกต่อให้คนอื่นทำได้อย่างไร เหมือนกับว่าถ้าเราเป็นขโมย แล้วไปบอกห้ามไม่ให้คนอื่นเป็น ใครเขาก็คงไม่เชื่อ ฉะนั้นทุกอย่างจึงเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง”

    งามพรรณ กล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ว่า “คำว่าแรงบันดาลใจมันตัดสินได้ยากเหมือนกัน อย่างเราไปดูหนังเรื่องหนึ่ง แล้วเกิดความคิดขึ้นมา ซึ่งบังเอิญมันมาพ้องกันโดยที่ไม่ตั้งใจ อันนี้สามารถเป็นไปได้ อย่างที่คุณกิ่งฉัตรบอกว่าพล็อตเรื่องมันมีอยู่ไม่มาก ความคล้ายคลึงจึงสามารถเป็นไปได้ แต่แรงบันดาลใจไม่ใช่ทั้งหมดของการเขียนหนังสือ เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

    ด้าน กิ่งฉัตร มองว่า “แม้ว่ามันไม่มีอะไรใหม่ก็จริง แต่ความแปลกใหม่จะอยู่ที่การสร้างสรรค์ที่ทำการต่อยอดขึ้นไป และอยู่ที่สำนวนการเขียน ในสมัยนี้พูดได้เลยว่าร้อยเรื่องมันเป็นทำนองเดียวกันหมด แต่ความเด่นความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมันจะอยู่ที่สำนวนและการนำเสนอ มุมมองของผู้เขียนที่จะเสนอให้กับผู้อ่าน ตรงส่วนนี้นี่แหละที่เป็นความต่าง”

    จากบทเสวนาทั้งหมดนั้น น่าจะสรุปได้ว่า เรื่องจิตสำนึก และจรรยาบรรณ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักเขียนควรเคารพและยึดถือ เพราะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้อย่างถาวรนั่นเอง

    แต่ที่เหนืออื่นใดก็คือความคิดและจิตใจนั่นต่างหาก….อย่ามีความคิดและจิตใจชั่วร้ายแอบลอกเรื่องของคนอื่นก็แล้วกัน! 0

    ที่มา จุดประกายวรรณกรรม
    ปีที่ 20 ฉบับที่ 6687
    วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2550

  7. ร่างสัญญาลิขสิทธิ์ ฉบับมาตรฐาน การขจัดเนื้อร้ายวงวรรณกรรม?

    พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com

    ความคืบหน้าจากกรณีที่ทางเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยพยายามผลักดันเรื่อง สัญญาลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม เมื่อปลายปี 2549 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

    ความเคลื่อนไหวล่าสุด ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวพิธีลงนามเห็นชอบร่างสัญญาอนุญาตให้ใช้ ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมฉบับมาตรฐาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย แม้ก่อนหน้านั้นทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้เคยนำสัญญาลิขสิทธิ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาตีพิมพ์เผยแพร่ลงในหนังสือของสมาคมนักเขียนและวารสารของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยไปบ้าง แต่ว่ายังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายมากนัก

    ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ในฐานะแกนนำผลักดันสัญญาลิขสิทธิ์ฉบับนี้ กล่าวถึงที่มาที่ไปว่า

    “ถามว่าทำไมถึงต้องมีสัญญาลิขสิทธิ์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้ว โดยสัญญาฉบับนี้ผมร่างขึ้นมาครั้งแรกเมื่อประมาณ 4 ปี และใช้ต้นร่างของทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้นแบบอีกทีหนึ่ง ที่มันต้องมีก็เพราะว่าทุกวันนี้ มันเกิดกรณีอย่างสมมติว่านักเขียนจะไปพิมพ์งานกับสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่ง และส่วนใหญ่สำนักพิมพ์ในเมืองไทยก็จะไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว จริงๆ คงรู้กันว่าทำไม

    แต่ปัญหาไม่ค่อยเกิดกับสำนักพิมพ์ที่มีมานานหรือว่าสำนักพิมพ์ที่เข้ามาทำธุรกิจนี้ด้วยความรัก คิดว่ายังไม่เคยเห็น แต่กรณีหลังๆ ที่มันเกิดปัญหานี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าจะมีกลุ่มทุนที่เป็นธุรกิจเข้ามาทำสำนักพิมพ์ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจนั้นมีเยอะขึ้น และก็พอนักเขียนได้รับการติดต่อแต่ไม่ได้มีการเซ็นสัญญา มันก็จะมีการผิดคำพูดเหมือนที่นักเขียนหลายคนเคยประสบมา

    จริงๆ มีนักเขียนอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ว่าถูกละเมิดในลักษณะนี้ เลยเป็นที่มาของการร่างสัญญาฉบับนี้ขึ้นมา โดยสัญญาฉบับนี้จะอัพโหลดไว้ในเวบไซต์ของเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย และก็เป็นเหมือนกับสัญญาฉบับสาธารณะให้ใครที่อยากจะใช้สามารถดาวน์โหลดเป็นต้นแบบได้”

    ประเด็นที่หลายคนมองอีกแง่หนึ่ง นั่นคือถ้าเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่นั้นมักจะมีฝ่ายดูแลเรื่องกฎหมายและร่างสัญญาของสำนักพิมพ์ประจำอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่ทางสำนักพิมพ์จะนำสัญญาฉบับนี้ไปใช้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูในแง่ของการนำไปใช้อีกที

    “ต้องชี้แจงนิดหนึ่งว่ามันไม่สำคัญว่าสัญญาเช่าหรือว่าอนุญาตให้ใช้สิทธิวรรณกรรมนี้จะร่างขึ้นมาด้วยใคร เพราะว่าท้ายที่สุดคงยากมากที่นักเขียนคนหนึ่งจะถือสัญญาฉบับนี้ไปคุยกับสำนักพิมพ์แล้วสำนักพิมพ์จะเซ็นด้วยสัญญาชุดนั้น คิดว่าค่อนข้างยาก เพราะตอนที่ผมเองร่างสัญญาฉบับนี้ขึ้นแต่ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ใช้ แต่ว่าเขาก็ใช้ฉบับที่ผมยื่นเข้าไปนั่นแหละ ไปปรับแก้นิดหน่อย สุดท้ายก็มาหาจุดร่วมกันว่าทั้งสองฝ่ายรับได้ไหม ถ้ารับได้เจอกันครึ่งทางก็เซ็นสัญญากัน

    ถามว่าการเซ็นสัญญานั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง ตอนที่ผมเขียนงานสองเล่มแรก ผมเจอปัญหากับสำนักพิมพ์มาโดยตลอด และทำให้ผมถึงบางอ้อว่าถ้าเกิดไม่ได้เซ็นสัญญามันจะเกิดอะไรขึ้น คงจะลำบากมาก อันนี้เป็นที่มาสั้นๆ ผมคงจะไปบอกนักเขียนในประเทศไทยให้มาเซ็นสัญญาไม่ได้ แต่ถ้าเกิดเป็นผมก็อยากจะเซ็นทุกครั้ง เพราะสัญญามันจะครอบคลุมได้ทุกมิติ” ชาติวุฒิกล่าว

    เขายังยกตัวอย่างกรณีของ เมธัส บัวชุม หรือเจ้าของนามปากกา วินทกานต์ ที่สำนักพิมพ์ให้นักเขียนไปคุยว่าจะพิมพ์งานและให้เขาเขียนเรื่องสั้นเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง พร้อมกับส่งคำนำภายในหนึ่งอาทิตย์ แต่ภายหลังสำนักพิมพ์ปฏิเสธที่จะพิมพ์งานเรื่องนั้น

    “โดยขั้นตอนถ้าถามว่าสัญญาต้องเซ็นตอนไหน ต้องเซ็นตั้งแต่สำนักพิมพ์เขาแจ้งเจตจำนงกับคุณ แต่ไม่ใช่รอให้จัดหน้ารอพิมพ์ก่อนค่อยเซ็น ตรงนั้นไม่ได้ เพื่ออะไร สัญญาจะระบุไว้เลยว่าเมื่อสำนักพิมพ์แจ้งเจตจำนงว่าตกลงจะพิมพ์งานของคุณ จะต้องพิมพ์งานของคุณออกมาภายในเวลากี่เดือนกี่วัน ตรงนั้นจะระบุไว้ชัด ส่วนนักเขียนก็จะถูกผูกมัดว่าเมื่อคุณเซ็นสัญญานี้ไปแล้ว คุณจะต้องส่งต้นฉบับฉบับสมบูรณ์ให้สำนักพิมพ์ภายในกี่วันกี่เดือน ก็จะระบุไว้เช่นกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดก็ละเมิดสัญญา นี่เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้การทำงานแบบมืออาชีพเกิดภาพที่ชัดขึ้น

    คุณจะไม่ต้องมานั่งเถียงกับสำนักพิมพ์อีกต่อไป ว่านวนิยายเรื่องนี้ รวมเรื่องสั้นชื่อนี้ ลิขสิทธิ์จะกลับมาเป็นของเจ้าของเมื่อไร เพราะว่าสัญญาระบุไว้ ระยะเวลากี่ปี เมื่อพ้นจากนั้นคุณอยากจะไปพิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหนก็เป็นสิทธิของคุณ แต่ทุกวันนี้ปัญหามันเกิดขึ้นจริงๆ กรณีที่ไม่มีการเซ็นสัญญา เพราะว่าบ้านเรามันจะมีวัฒนธรรมคำพูดว่า ‘มิตรน้ำหมึก’ ซึ่งมันเกิดมานานแล้ว จริงๆ มิตรน้ำหมึกเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าพอบริบทในสังคมมันเปลี่ยนไป ผู้คนในแวดวงเปลี่ยนไป ฉะนั้นเจตจำนงของการทำสัญญานี้เพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่างที่เป็นปัญหาขึ้นอีก”

    ส่วนขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ ทางเครือข่ายจะทำจดหมายปะหน้าฉบับหนึ่งในการขอความร่วมมือส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ

    “จริงๆ เป็นจดหมายขอความร่วมมือมากกว่า เพราะว่าอย่างที่บอกว่าไปบังคับไม่ได้ ใครจะใช้หรือไม่ใช้คงเป็นเรื่องของเขา ผมไม่ได้สนใจในส่วนนั้น ผมทำในส่วนนี้ขึ้นมา ทำเพื่อนักเขียนในประเทศไทย อย่างน้อยใครที่ต้องการจะใช้ คุณต้องนึกภาพเวลาคนเป็นนักเขียนใหม่ ถ้าจะต้องไปเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

    อย่างน้อยสัญญาฉบับนี้มันเป็นเหมือน ‘ยันต์กันผี’ แทนที่คุณจะเดินตัวลีบเข้าไปคุยกับนายทุนและปล่อยให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทเขาร่างสัญญาขึ้นมาฉบับหนึ่ง ซึ่งเอารัดเอาเปรียบคนไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่อย่างน้อยถือว่าคุณมีสัญญาฉบับนี้ ทำให้คุณอุ่นใจ คุณมีสัญญาที่เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยเป็นคนร่างขึ้นมา อย่างน้อยก็ใช้เป็นต้นร่างในการใช้เจรจาต่อรองกับเขาได้ ถ้ามีการเซ็นสัญญาก็จะไม่มีกรณีต้นฉบับถูกดองไว้เป็นครึ่งปีและไม่ได้พิมพ์ อย่างนี้เป็นต้น”

    นอกจากการประกาศใช้สัญญาลิขสิทธิ์วรรณกรรมฉบับมาตรฐานอย่างเป็นทางการแล้ว ยังมีการเสวนาเพื่อร่วมกันหาทางออกประเด็น ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ : เนื้อร้ายในวงวรรณกรรม โดยมีนักเขียนที่เคยถูกวายร้ายคัดลอกหรือดัดแปลงผลงาน ผู้ดูแลเวบไซต์ เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนักกฎหมายมาร่วมแลกเปลี่ยนและหามาตรการป้องกันเพื่อเอาผิดผู้กระทำการละเมิดดังกล่าว โดยมี นกป่า อุษาคเนย์ ดำเนินรายการ

    เริ่มต้นจาก เขมะศิริ นิชชากร หัวหน้าส่วนส่งเสริมงานลิขสิทธิ์ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เกริ่นคร่าวๆ ถึงขอบเขตประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นงานลิขสิทธิ์ โดยคนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างคำว่าสิทธิบัตรกับลิขสิทธิ์

    “โดยทางกฎหมายนั้น ‘สิทธิบัตร’ จะเกี่ยวข้องกับงานประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ คุ้มครองกรรมวิธีการผลิต อย่างเช่นสิทธิบัตรยาก็คุ้มครองกรรมวิธีเกี่ยวกับการผลิตยา ส่วนของผลิตภัณฑ์ก็คือคุ้มครองเกี่ยวกับการออกแบบหรือดีไซน์นั่นเอง ส่วนของเครื่องหมายการค้าที่เป็นโลโก้หรือแบรนด์เนมต่างๆ ต้องคุ้มครองโดยการจดทะเบียน ถ้าไม่จดทะเบียนจะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ส่วนของลิขสิทธิ์จะแปลกกว่าอย่างอื่น คือกฎหมายคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน เมื่อมีการสร้างสรรค์เกิดขึ้น กฎหมายคุ้มครองโดยอัตโนมัติ และงานลิขสิทธิ์จะมีอยู่แค่ 9 ประเภท ประเภทแรกก็คืองานวรรณกรรมที่นักเขียนทั้งหลายสร้างสรรค์ขึ้น รวมไปถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ด้วย

    ฉะนั้นงานเขียนและงานวรรณกรรมต่างๆ แม้กระทั่งซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมา จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีการจดทะเบียน แต่ต้องมีการรับแจ้งข้อมูลและมีฐานข้อมูลเท่านั้น ถ้ามองปัญหาเรื่องการละเมิด ทำไมถึงมีการละเมิดเกิดขึ้น พอมีการสร้างสรรค์ขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ คนอื่นเขาก็ดึงเอาไปใช้ การดาวน์โหลดหรือการอัพโหลดเข้าไปอีกทีหนึ่ง ตรงนี้เป็นการทำซ้ำทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเลยเกิดการละเมิดขึ้น และสมัยนี้ละเมิดได้ง่ายด้วย อีกอย่างที่สำคัญคือมันสร้างสรรค์ง่ายและคุ้มครองง่ายด้วย หมายถึงนักเขียนโพสต์ลงบนเวบไซต์ก็สามารถกระจายไปยังสื่อต่างๆ ได้ ฉะนั้นยุคสมัยนี้จะมีเรื่องปัญหาการละเมิดเกิดขึ้นเยอะ”

    ด้าน ภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ญอง อุปนายกและเหรัญญิก สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association) กล่าวว่า “แทบจะเรียกได้ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งรวมของทุกอย่างที่สามารถเป็นดิจิทัลได้ ก็พร้อมที่จะถูกละเมิดได้ แต่จะบอกว่าอินเทอร์เน็ตไม่ดีก็ไม่ใช่ ให้มองกลับมาแง่ที่ว่าสมมติเราเขียนหรือคิดเพลงหรือทำหนังสั้นขึ้นมาแล้วอยากจะให้คนอื่นรู้จักโดยที่ตัวเองยังไม่ดัง ถ้าจะไปเช่าช่วงเวลาโทรทัศน์หรือวิทยุเพื่อที่จะเผยแพร่งานที่คิดขึ้นมา คงเป็นไปไม่ได้ แต่เวบไซต์มันต้นทุนต่ำเหลือเกิน จนใครๆ สามารถจะบอสแคสท์สิ่งที่ตัวเองผลิตขึ้นมาได้ และความที่ใช้ง่ายก็เป็นข้อดีที่ทำให้อินเทอร์เน็ตใช้ไปได้ทั่วโลก และจะถูกละเมิดได้ง่ายด้วย

    สิ่งไหนก็ตามที่เป็นดิจิทัล มันจะถูกกระจายไปโดยลักษณะของดิจิทัลที่เร็วมาก และแย่กว่านั้นถ้ากรณีอย่างที่เป็นตัวหนังสือ มันบอกไม่ได้ว่าคนที่เป็นคนเขียนคนแรกมาจากเครื่องไหน เพราะคอมพิวเตอร์ทำให้ทุกอย่างเหมือนกัน เขียนด้วยฟรอนต์อะไรก็แล้วแต่จะบอกไม่ได้ว่าเป็นของเครื่องไหน ต่างกับเมื่อก่อนที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด ฉะนั้นเรื่องของอินเทอร์เน็ตเหมือนกับสิ่งรวมความชั่วร้าย แต่จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเพราะคนเอาไปใช้ผิดวิธี ถ้าใช้ถูกวิธีสิ่งที่คุณเอาไปใช้ ในที่สุดมันก็เกิดประโยชน์กับตัวคุณเองได้”

    เธอบอกอีกว่า “ปกติการไปตามหาที่มาที่ไปว่าใครเป็นคนทำอะไร เจ้าของเขาจับได้ อย่าคิดว่าจับไม่ได้ แต่จะยากจะง่ายหรือใช้เวลานานแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเวบนั้นมีการเก็บเรคคอร์ดที่ดีพออย่างกรณีของเวบพันธุ์ทิพย์หรืออีกหลายๆ เวบที่เคยมีปัญหามาก่อน เขาก็จะมีการเก็บข้อมูลที่จะเรียกว่าเป็นทราฟฟิกดาต้าดีพอ เมื่อได้ข้อมูลพวกนั้น เขาก็จะไปเทียบเคียงเข้ากับการต่ออินเทอร์เน็ตจากไอเอสพี เขาก็จะรู้ว่าไอดีที่มานั้นมาจากบ้านไหน แต่สมมติว่าบ้านนั้นอยู่กันหลายคน คงจะต้องใช้วิธีสืบอีกครั้งหนึ่ง พวกอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ก็จะลำบาก เว้นแต่เจ้าของผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือก็จะง่ายมากขึ้น เพราะเขาจะรู้ว่าใครเข้ามาช่วงเวลาไหนหรือใครเข้ามาบ่อยๆ”

    จารี จันทราภา เวบมาสเตอร์ http://www.thaiwrite.net เสริมประเด็นนี้ว่า “มองแง่ของแฮคเกอร์ คงมีวิธีการต่างๆ นานาที่จะสามารถหาตัวคนทำได้ โดยขึ้นอยู่กับความสามารถของเวบมาสเตอร์ที่จะเก็บทราฟฟิกดาต้ากันแค่ไหน ส่วนของผมนี่อัพเดทอยู่ตลอด ถ้ามีปัญหาเช่นการโพสต์เสร็จแล้วมาชมงานตัวเอง เสร็จแล้วไปด่าคนอื่นอย่างนี้ ประเภทอย่างนี้ผมก็จะรู้ จะทราบพฤติกรรมคนที่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ คิดว่าแฮคเกอร์เมืองไทยก็มีความสามารถระดับหนึ่ง”

    อย่างกรณีของ ยุ้ย รัตนะ นักเขียนรุ่นใหม่ที่โดนก๊อบปี้งานเขียนไปทั้งไฟล์ หรือกรณีของ พึงเนตร อติแพทย์ ที่ถูกนักเขียนอีกคนหนึ่งลอกเลียนและดัดแปลงไปเป็นผลงานของตัวเอง ตรงนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ชาติชาย อมรเลิศวัฒนา มองเรื่องการคัดลอกงานเขียนว่า

    “ถ้าจะดูว่าเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น หากเป็นก๊อบประโยคหนึ่งทั้งตัวอักษรทั้งท่วงทำนองและลีลาการเขียนมาทั้งหมดเลยโดยไม่ได้อ้างชื่อคนเขียน จริงๆ มันก็น่าจะเป็นการละเมิด แต่อย่างไรก็ต้องดูปริมาณด้วย อย่างสมมติว่างานเขียนเรื่องสั้นๆ สักประมาณหนึ่งหน้ากระดาษ บางคนไปก๊อบมาหนึ่งประโยค จริงๆ มันเป็นการก๊อบจากส่วนกว้าง มันจะผิดไหม คงต้องดูแง่ของรายละเอียดว่าประโยคนั้นเป็นประโยคที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั้น หรือเป็นแก่นของเรื่องทั้งหมดหรือเปล่า ถ้าเป็นแก่นของเนื้องานทั้งหมด ก็ค่อนข้างเห็นชัดว่าเป็นการละเมิดแน่นอน”

    ส่วนของนักเขียนเองอย่าง พึงเนตร อติแพทย์ กล่าวด้วยว่า “การเอางานเขียนของเราไปโพสต์ลงเวบเจอบ่อย สมมติเข้าไปอ่านแล้วเจองานตัวเองที่อาจเป็นน้องๆ เป็นเด็กๆ ที่ชอบงานของเรา เอาไปโพสต์บอกไว้ว่าเป็นเขาแต่ง ทั้งๆ ที่งานเป็นงานเรา อย่างนี้จะไม่ค่อยรู้สึกอะไร คิดว่างานเราอาจจะเป็นแรงบันดาลใจของเขาจริงๆ ถ้าเขามีความสุขจากการทำตรงนั้นไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะเป็นการโพสต์และเขียนว่านี่เป็นของเขา รู้สึกว่าไม่เป็นไร ไม่มีประโยชน์ที่จะไปนั่งสืบนั่งตาม แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องของผลประโยชน์ขึ้นมา มองว่าเราไม่ควรเอาเปรียบคนที่ตั้งใจทำงานและไปหากินกับเขา”

    ทั้งนี้ เขมะศิริ นิชชากร กล่าวเสริมเรื่องการดัดแปลงงานเขียนว่า “ลักษณะของการดัดแปลง ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว จะทำได้ต่อเมื่อได้ขออนุญาตก่อน และถ้าคนที่เป็นเจ้าของอนุญาตแล้วคนที่ทำใหม่หรือคนที่ดัดแปลงงานขึ้นมาใหม่ ถึงจะได้ลิขสิทธิ์ในตัวนั้น แต่ถ้าไปดัดแปลงหรือลอกเลียนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ ถือว่าเป็นการละเมิด การดัดแปลงง่ายๆ อย่างเช่นการเอาหนังสือต่างประเทศอย่าง ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ที่ได้รับอนุญาตให้มาดัดแปลงแปลเป็นภาษาไทย อันนั้นฉบับภาษาไทย คนที่แปลงานหรือว่าคนที่ได้ไลเซ่นมาเขาก็จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ใหม่ทันที โดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์เดิมก็ยังมีสิทธิอยู่ เพราะว่าเป็นการดัดแปลงโดยได้รับอนุญาต ถ้าการไม่ได้รับอนุญาตมันก็คือการละเมิดอยู่แล้ว เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการทำซ้ำดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน

    อีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่าก๊อบปี้มาประโยคหนึ่งหรือว่าช่วงหนึ่ง ถือว่าไม่ผิด เพราะมีกรณียกเว้นด้วย สมมติว่าคุณทำเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการวิจัยหรือว่าเพื่อส่วนตัว คุณสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อยกเว้น การกระทำของคุณนั้นต้องไม่ขัดกับการแสวงหาผลประโยชน์ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนต่อเจ้าของลิขสิทธิ์โดยสมควร

    แต่ถามว่ากระทบกระเทือนต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม หรือว่าขัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม ถ้าอย่างประโยคนั้นเป็นสาระสำคัญหรือว่าเป็นหัวใจของเรื่องเลย ไม่ว่าจะเยอะหรือน้อย แต่ถ้าหัวใจของมันอยู่ตรงนั้น และดึงออกมา อันนั้นถือว่าเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิแล้ว คือจะรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นอย่างนี้ ตอนจบเป็นอย่างนี้ นี่คือหัวใจสำคัญที่บอกว่าจะละเมิดหรือไม่ละเมิด

    ทั้งนี้ทั้งนั้นท้ายที่สุดก็ต้องไปจบที่ศาล โดยศาลจะเป็นคนตัดสิน เพราะฉะนั้นเวลาเขียนหนังสือไม่ว่าจะเป็นสื่อดิจิทัลหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นไปได้ การเปิดเผยครั้งแรกไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์หรือว่าต้นฉบับที่เขียนโครงร่างไว้ก่อน ตรงนั้นเป็นหัวใจสำคัญ ต้องเก็บเอาไว้ เพราะว่าถ้าขึ้นศาลหลักฐานตัวนี้จะเป็นการยืนยัน ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ พิมพ์งานในไฟล์ ไฟล์ตัวนั้นจะระบุวันเดือนปี ณ จุดนั้นอาจจะพิมพ์เป็นตอนๆ คิดว่านักเขียนคงไม่ได้เขียนครั้งเดียวเล่มหนึ่ง อาจจะเขียนเป็นช่วงเป็นตอนเป็นบท ฉะนั้นเก็บตัวนี้ไว้ให้ดี ถึงเวลาตัวนี้จะเป็นการยืนยันได้อย่างดี หรือว่าจะเป็นพล็อตเรื่องว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถ้าขึ้นศาลชนะแน่นอน เพราะถือว่าเราเป็นเจ้าของสิทธิตรงนั้น”

    เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพย์สินทางปัญญายังแนะด้วยว่า “จริงๆ ณ ปัจจุบัน ไม่อยากให้นักเขียนสู้เอง เพราะถ้าสู้เองจะเหนื่อยพอสมควร จะมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลา ตอนนี้ถ้าเกิดมีปัญหาจริงๆ ที่กรมก็มีกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขั้นตอนคือทำหนังสือเข้าไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าโดนละเมิดอย่างไร เราก็จะเรียกคู่กรณีมาเจรจาตกลง มีผู้ใหญ่เป็นกลาง ถ้าจบตรงนั้นก็คือจบ โอเคคุณจะเรียกร้องอะไรก็ว่ากันไป ถ้าไม่จบก็เลือกอนุญาโตตุลาการขึ้นมาคนหนึ่งชี้ขาดเป็นข้อยุติ แต่ถ้าไม่ใช้กระบวนการนี้ จะใช้กระบวนการทางศาลก็ยังได้ แต่ตรงนั้นจะมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง” เขมะศิริกล่าว

    ส่วนกรณีมีการไกล่เกลี่ยและยอมความกันไม่ได้ หรือคู่กรณีไม่ยอมรับผิด ชาติชายแนะว่า “ความจริงถ้าเกิดในกระบวนการไกล่เกลี่ยแม้กระทั่งเขาไม่ยอมมาขึ้นศาล เราก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ ถ้าจะไปจับเขาก็ต้องมีการไปแจ้งความร้องทุกข์ก่อนภายในเวลา 3 เดือน นับจากวันที่เรารู้ว่าเขาละเมิดลิขสิทธิ์และรู้ตัวคนที่กระทำการละเมิด ต้องแจ้งความก่อนภายใน 3 เดือน ถ้าพ้นจากนั้นตำรวจเขาอาจจะไม่ดำเนินคดีให้ก็ได้ เพราะถือว่าขาดอายุความ คดีนี้ถือว่าตกไป”

    คงต้องยอมรับว่าด้วยความซับซ้อนของข้อกฎหมายหรือกระบวนการทางกฎหมายที่ก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเรื่องของลิขสิทธิ์ทางปัญญากันต่อไป อย่างไรก็ตามทุกคนได้ข้อสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้องเริ่มปลูกฝังจริยธรรมตรงนี้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรู้จักสิทธิของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ควรไปละเมิดสิทธิคนอื่นด้วย

    ตรงนั้นน่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ได้มากกว่าการต้องมาตามแก้กันด้วยข้อกฎหมาย 0

    จุดประกาย วรรณกรรม
    ปีที่ 20 ฉบับที่ 6589
    วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2550


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s