ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ป้ายรถประจำทาง กรกฎาคม 23, 2007

Filed under: ที่เห็นและเป็นไป© — ประทีป จิตติ @ 12:24

ปีที่๓, สัปดาห์ที่ ๒๑

สายลมแสงแดดในช่วงยามเช้าของเดือนธันวาคม แม้ว่าจะเป็นยามเช้าค่อนสายอณูอากาศที่กระทบสัมผัสท่อนแขนก็ยังสามารถทำให้ขนอ่อนที่ปกคลุมลุกตั้งชูชัน เสียงเครื่องยนต์จากบรรดารถยนต์ในท้องถนนผสมผสานกับเสียงพูดคุยจอแจ ในห้วงสำนึกของโสตประสาทสะท้อนกึกก้อง-สะท้อนให้ก่อเกิดจินตภาพเห็นความวุ่นวายสับสนอลม่าน

“อุ๊ย ขอโทษ!” เสียงหญิงสาวห้วนสั้น, สัมผัสแห่งร่างกายดันเขาซวนเซไปด้านหน้าเล็กน้อย

“ครับ” เขาร้องรับ

“โทษฮะ” “เกะกะจัง” ร่างกายของเขาเซไปด้านซ้าย-ขวา

ช่วงเวลาเกือบสิบนาทีเท่าที่กะระยะ-ช่วงเวลาที่เขาต้องซวนเซห้าหกครั้งเท่านั้นที่เขาได้ยินแต่ถ้อยคำเอื้อเอ่ยว่า “ขอโทษ”

เขาเริ่มวิตกจริต–

บางขณะเขาร้องถามตัวเองว่ามายืนที่ตรงนี้ทำไมกัน?… ทำไมต้องมา?

มันเหมือนเขาไร้ตัวตน–

ไร้ผู้คนสนใจ

“ขอโทษครับ-กี่โมงแล้วครับ”

เงียบ! ไม่มีเสียงตอบรับ, เขาพยายามตั้งใจฟังเสียงผู้คนรอบข้าง มันเบามากแล้ว-เสียงรถยนต์เบาบางลงไป

เขาเริ่มแสบคันยิบ ๆ ตามใบหน้า แสงแดดในยามสายของเดือนธันวาคมกำลังแผดเผาร่างกายที่หยุดยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานร่วมชั่วโมง ไม่เคลื่อนย้ายไปไหน

…เงียบ…

“ขอโทษครับ-กี่โมงแล้วครับ” เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งแล้งอย่างยากเย็น หวังเอาไว้ว่าสิ้นเสียงอึก ๆ ในลำคอแล้วจะมีแต่ความเงียบต่อไป

“ค่ะ-สิบโมงยี่สิบแล้วค่ะ”

“ครับ-ขอบคุณครับ”

“ขอโทษนะคะ ฉันทำงานในร้านมินิมาร์ท…ข้างหลัง…ป้ายรถเมล์นี่ เอ่อ…คุณคงไม่เห็น ฉันเห็นคุณยืนอยู่ที่นี่มาสอง-สองชั่วโมงได้แล้วมังคะ”

“ครับ–“ เขาตอบ สีหน้ายิ้มเจื่อน

“คุณคงไม่ได้ตั้งใจที่จะยืนตรงนี้ทั้งวันหรอกนะคะ”

“ครับ-ไม่ครับ ผมจะไปสวนลุมฯ คุณพอจะช่วยอะไรสักอย่างให้ผมได้มั้ยครับ ช่วยบอกรถเมล์สายที่จะไปที่นั่นให้ผมสักหน่อย ผมยืนอยู่ตรงนี้นานเท่าที่คุณบอก ไม่มีใครตอบเวลาผมร้องถามเวลา ไม่มีใครบอกผมว่ารถเมล์ที่จะไปสวนลุมฯมารึยัง-จะมีก็เพียงคำขอโทษเท่านั้นละครับ เวลาที่พวกเขาเบียดชนผม”

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณไปพร้อม ๆ กับฉันเลย, แน่ะ รถมาแล้วค่ะ”

รถโดยสารประจำทางเข้าเทียบป้าย, หล่อนจับแขนเขาเดินไปยังประตูทางขึ้น ดูแลจนเขาขึ้นเรียบร้อยจึงก้าวตามขึ้นไป

สายแล้ว-บนรถว่างวายจากผู้คน หล่อนนั่งเคียงคู่ไปกับเขา

|| || || ||

ธันวาคม ๔๓

Advertisements
 

15 Responses to “ป้ายรถประจำทาง”

  1. nubalm Says:

    หวัดดีคะท่านพี่ประ

    โอ้ว…อ่านบรรทัดแรกๆ ถึงกับขนลุกตามเลยเชียวท่านพี่ บรรยายได้อารมณ์ จริงๆ

    สังคมเมืองมีแต่ความวุ่นวาย ผู้คนไร้น้ำใจ จนคนดีๆเริ่มท้อ หรือไม่ก็ปรับตัวไปตามกระบวนการนั้นๆ ….

    คำเดียวที่พูดได้ในตอนนี้คือ “ทำใจ” และยอมรับมัน

  2. อย่าทำตามนาขอรับ

    Please

  3. parchya Says:

    มันเป็นเหมือนการผจญภัยน่ะขอรับ
    สำหรับคนพิการทางสายตา
    (และอื่นๆ)
    การดำรงอยู่ในสังคมแบบนี้
    เขาคงไม่ได้เศร้าหรอกขอรับท่านพี่
    อาจจะมีตั้งคำถามบ้างเล็กน้อย
    แต่ก็ไม่ถึงกับทำร้ายจิตใจเขาได้
    ลองถ้าเขากล้ามายืนอยู่ตรงนั้นกว่าสองชั่วโมงด้วยแล้ว
    จิตใจเขาย่อมกล้าแข็งพอดูขอรับ

    ผมคิดถูกไหมนี่ท่านพี่

    คารวะขอรับ

  4. ningnung Says:

    โถ..จะไปสวนลุมฯ ก็ไม่บอก

    กำลังจะไปฝึกชี่กงอยู่พอดี

    มามะ ทางเดียวกันไปด้วยกัน

  5. สวรรค์เสก Says:

    ครับ ดีแล้วล่ะครับคุณน้องรดาการ

    ช่วยคนตาบอดอย่างนั้นน่ะ ดีแล้ว

    ว่าแต่ว่า พี่สอเนี่ย บอดตาใสด้วยงมงายในความรักน่ะจ๊ะ

    คุณน้องจะช่วยชี้ทางสว่างให้ได้ไหม?

    ได้ไหม? ได้ไหม?

  6. Radakarn Says:

    คุณสอ.คะ

    กลับไปถามคุณผู้หญิงที่บ้านก่อนดีไหมคะ

    ส่วนดิฉัน ต้องไปชี้ทางสว่างให้คุณประยงค์ก่อนค่ะ

    รดาการ

    (แหม ยังจำกันได้เนาะคะ)

  7. ประทีป จิตติ Says:

    ท่านป๋า

    เบื้องหลังงานเก่าเก็บ

    ชายคนนั้นเขาต้องไปประกอบสัมมาอาชีพ

    แน่ละ จิตใจเขาต้องเข้มแข็งพอ แม้ว่าสังคม (ส่วนมาก) ไม่สนใจ

  8. nubalm Says:

    หวัดดีคะท่านพี่

    บายดีมั้ยคะ?

    .

    .

    ไม่ทำตามหรอกเจ้าคะ กลัวว่าความดีที่ฝากไว้ “ในธนาคารนามธรรม” จะหมดไปซะก่อนที่นู๋จะแก่ ๕๕๕ ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วคะ จะฝากไว้และไม่ถอนเด็ดขาดเลย

    ท่านพี่ละเจ้าคะ ตอนนี้ได้กี่อัดติ์แล้ว?

  9. ท่านพี่ละเจ้าคะ ตอนนี้ได้กี่อัดติ์แล้ว?

    อ่านแล้วสะดุ้งโหยง!

    อ่านเป็น อัฐิ – เถ้ากระดูก

    หรือ ในนามแห่งนามธรรม อัดติ์ เป็นหน่วยวัดความดี

    อืมมมมม…น่าคิด

    กระผมหลง ๆ ลืม ๆ มันไปแล้วละขอรับ ว่า มีสักกี่อัดติ์

    :D

  10. คาใจ Says:

    สวัสดีท่านพี่

    รู้สึกว่าอาทิตย์นี้ ท่านน้องยังไมได้อ่านงาน สวัสดีวันอาทิตย์ของท่านพี่เลย

    เเต่ขออ่านเรื่องนี้ก่อน อืม….. ท่านพี่เล่นขึ้นต้นว่า

    “สายลมแสงแดดในช่วงยามเช้าของเดือนธันวาคม”

    เล่นเอาท่านน้องต้องกระวีกระวาด ดูเวลาและปฏิทินเป็นการใหญ่

    ปรากฎท่านพี่ว่าเป็นงานเก่าเก็บ

    เฮ้อ โล่งอก นึกว่าท่านน้องคนนี้จะลืมวันลืมคืนไปแล้ว

    สวัสดีวันอังคาร….เรื่องนี้ของท่านพี่ก็ทำให้เช้าวันอังคารของท่านน้อง

    คล้ายว่ามีกลิ่น ความรู้สึกแบบวันอาทิตย์มาเตะจมูก

  11. เตะเลยหรือ

    อา…หวังว่าคงไม่เจ็บนาขอรับ

  12. สวรรค์เสก Says:

    สวีสดีครับพี่ท่านอานันท์

    ห้วงนี้ “ชานหมากนอกกระโถน” ในมือผม ได้เดินทางมาถึงปัจฉิมบทแล้ว

    อ่านไปด้วย บันทึกคำคม บทสนทนาเด็ดๆ ไปด้วย อย่างเด็ดสะระตี่

    มีอยู่บทหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่พระอาจารย์ เรียกลูกศิษย์ไปเสวนาธรรม

    ผมอ่านแล้ว ให้นึกถึงท่านพี่อีกแล้ว

    อุบ๊ะ ทำไมชีวิตไอ้หนุ่มคนนั้น มันช่างคล้ายๆ ท่านพี่เหลือเกิน

    จึงก้มกราบขออนุญาต “พ่อใหญ่ขรรค์ชัย” พิมพ์ก๊อปบทสนทนานั้นมากำนัลแด่ท่านพี่ด้วย

    เชิญทัศนาด้วยสายตา และรื่นเริงในรูเรี้ยวของร่องสมองขอรับท่านพี่

  13. สวรรค์เสก Says:

    ป่าทั้งป่าใบไม้ร่วงใบเดียว

    .
    .

    “มา เข้ามาไอ้ระยำ หายหน้าหายตาไปไหน นี่ถ้าไม่กำชับแม่เอ็งบอกให้มา คงไม่มา ไอ้ฉิบห…”

    “โธ่ ท่านก็ มาถึงก็ยิงผมเป็นชุดเลย ค่อยๆ คุยกันดีกว่าครับ ท่านด่าอีกผมด่ากลับ”

    “หน่อย ไอ้แม่…กะหมา วอน เดี๋ยวพ่อคุยด้วยตะพด”

    “อ้าว ทำไมไปด่าแม่ผม แล้วพ่อผมก็เป็นคน ว้า ท่านนี่ ยิ่งแก่ยิ่งปากจัด คนกะหมาท่านพูดยังไง พิเรนตายโหง”

    “แหม ไอ้สถุลสังคะโลก ข้าเลี้ยงเด็กมาไม่เคยมีใครยวนเหมือนเอ็ง”

    “แล้วก็ไม่มีใครเก่งเหมือนผม ในขบวนลูกศิษย์ท่าน”

    “เอ็งนี่จะไม่แก่ตาย ข้าว่า”

    “ตายก่อนท่านยิ่งดี อย่างน้อยท่านก็ต้องทำศพให้ ถ้าผมตายแล้วเห็นจะไม่ต้องมีอนุสาวรีย์ก็ได้ครับ ได้ข่าวว่าท่านเตรียมที่ทำอนุสาวรีย์แล้วหรือ”

    “ใคร ใครบอกเอ็ง ไอ้นกมีหูหนูมีปีก คนอื่นโว้ย คนอื่นเขาจะทำให้”

    “ก็ผมไปว่าอะไร ทำก็ทำไป ผมบอกท่านก่อนนา เวลาผมเมาเหล้าเดินผ่านเผลอบ้วนน้ำลายไปถูกอนุสาวรีย์เข้า วิญญาณท่านอย่าโดดออกมาเตะผมเข้าล่ะ”

    “เฮ้ย ถามจริงๆ เถอะวะ ถ้าข้าตายเอ็งจะรู้สึกยังไง”

    “ผมจะไปรู้สึกยังไง ป่าทั้งป่า ใบไม้ร่วงใบเดียว”

    “เอ็งระยำ ข้ารักความระยำของเอ็ง”

    “ผมก็รักท่าน เพราะท่านไม่ระยำ”

    “ได้ข่าวว่าเหลวไหลนักหรือ ไม่ตั้งใจเรียน นึกจะไปไหนก็ไป กินเหล้า ติดผู้หญิง เที่ยวดึกๆ ทุกคืน มีหนี้มีสิน ถือภาษิตโคตรพ่อโคตรแม่เอ็งหรือ อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย และก็ตายถ้าอดเสน่หา คือทั้งเหล้าทั้งผู้หญิงนั่นแหละเอ็งน่ะ ทำมาหาได้ไม่เคยจุนเจือทางบ้าน หมดเข้าก็แบมือขอ เอ็งเป็นอะไรของเอ็ง ถามตรงๆ เถอะวะ จริงไหมที่ข้าพูดมานี่”

    “จริงครับ ท่านพูดถูกทุกอย่าง และจะไม่ถามท่านด้วยว่าใครสาระแนมาบอก ผมอาจจะโกหกตอแหลกับคนอื่น แต่สำหรับท่าน วันนี้จะถวายสัจจะให้ฉันสักวัน”

    “ถวายมาเถิด สัจจะข้าชอบฉัน ฉันเสร็จแล้วก็จะเตะแทนให้พรเหมือนกัน เอ็งไม่เคยน่าเตะเท่าวันนี้เลย

    ผ่าวะ ทำไม ทำไมถึงเลวยังงั้น สติปัญญาก็ดี ความคิดความอ่านไม่เลว ทำไมถึงเลือกทางวิบัติ”

    “ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนนั้นจริง แต่ท่านต้องไม่เถียง เมื่อเด็กๆ ผมเคยตั้งใจเรียนมาแล้ว เรียนเด่น เล่นดีน่ะใคร ถ้าไม่ใช่ผม

    จริงอยู่ ผมกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย คนข้างนอกก็นึกว่าโก้เก๋ และคิดว่ามันให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เกียรติยศ ตำแหน่ง เงินเดือน ตลอดจนผัว-เมียก็หาเอาในนั้นได้ ความคิดนึกอย่างนั้นเป็นความจริง และนั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ผมไม่ตั้งใจเรียน ผมไม่ตั้งใจเพราะผมเลวเอง คนเราเมื่อไม่มีความตั้งใจเสียแล้วก็ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีอะไรมายึดเหนี่ยว ฉะนั้น ผมอยากไปไหนผมก็ไป

    เรื่องกินเหล้า ผมกินจริง และเป็นสิ่งเดียวที่ผมภูมิใจ

    ผมก็เหมือนเด็กอื่นๆ ทั่วไป มีความต้องการสารพัดต้องการ ใครจะนึกเหมือนผมหรือเปล่าไม่รู้ เมื่ออายุ ๑๘ ผมนึกเอาไว้ว่า ถ้าอายุ ๒๐ ผมจะทำงานให้ได้เท่าคนอายุ ๔๐ จะทำงานให้หนักเป็นกำลัง ๒ ของอายุเรื่อยไป

    ครั้นเวลานั้นมาถึงและผ่านพ้น เดี๋ยวนี้ผมอายุ ๒๓ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ กินเหล่าเท่าคนอายุ ๔๖ บางวันและหลายวันผมกินได้เท่ากับคนอายุ ๖๙ แน่ะครับ มันมันส์ มันสนุก และมันเป็นเครื่องมือดับทุกข์ที่วางอยู่ใกล้ตัว ผมหยิบฉวยมาได้ก่อนอย่างอื่น

    ท่านคงไม่รู้ว่าตอนหลังนี่ ผมเมาแล้วอาละวาดด้วย ใครพูดผิดหู เตะได้ก็เตะ เตะไม่ได้ก็เตะตัวเอง

    ติดผู้หญิง ผมก็ยอมรับ แต่ที่โถมทั้งชีวิตเข้าไปติดมีอยู่ ๒ คนเท่านั้น เป็นผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงทั้งคู่

    ผมเป็นผม แต่ก็เห็นด้วยกับจะเด็ดว่า คนหนึ่งเสมือนพระคล้องคออยู่ อีกคนหนึ่งเล่าก็เสมอทวนคู่มือ ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดเสียแล้ว วิญญาณของความเป็นหนุ่มก็อยู่ไม่ได้ และผมเลวยิ่งกว่านั้น นอกจากทวนกับพระแล้ว ยังมีแหวนอีกหลายวง ทำยังไงได้เรื่องอย่างนี้ แต่รับรองได้ว่าจะไม่มีข่าวเสื่อมเสียมาถึงท่าน

    ท่านบิณฑบาตผมก็จะถวาย ถวายหมดไม่ได้ ดอกมะลิกับดอกบัวนั้นขอผมเถิด ผมจะเก็บเอาไว้เจ็บปวดเล่น

    เที่ยวดึกก็จริงอีก แต่ไม่ทุกคืน อาทิตย์หนึ่งอย่างมากก็ ๓ คืน มีหนี้สินก็เพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ของแปลกอะไร ชาติไทยทั้งชาติยังเป็นหนี้เขาได้ ผมก็เป็นบุคคลในชาติเหมือนกัน ทำไมจะเป็นหนี้ตามสัดส่วนบ้างไม่ได้ ชาติยังด้อยพัฒนา แล้วถ้าผมไม่ด้อยพัฒนาจะอยู่ในชาตินี้อย่างมีความสุขได้อย่างไร

    ท่านอย่าห่วงผมเลย เจ้าหนี้ผมน่ะคนรักคนชอบกันทั้งนั้น

    ภาษิตนั่นผมก็แปลงมาจากขุนช้าง-ขุนแผน คิดว่าถ้าถืออยู่ได้ตลอดจนตาย ก็เป็นบุญของผมอย่างหาที่สุดมิได้

    ชีวิตคนสั้นนิดเดียว ถ้าผมจะเลวตายสักชาติหนึ่ง ก็คงไม่เสียหาย ชาติหน้าค่อยมาเกิดเป็นคนดี”

    “วันพรุ่งนี้ก็ช้าไปเสียแล้ว ชาติหน้าเล่าจะเนิ่นนานสักเพียงไหน ข้าเห็นใจและเข้าใจเอ็ง แต่เผอิญเอ็งส่องกระจกแล้วมองไม่เห็นตัวเอง สายตาเอ็งเป็นปกติไม่สวมแว่นก็มองดูอะไรเห็น แต่เอ็งลืมดูตัวเอง

    สงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือสงครามที่เกิดขึ้นในหัวใจของแต่ละคน วิธีของเอ็งจะเอาชนะไม่ได้เลย

    คนที่เอาชนะใจตัวเองได้นั้น โลกนี้มีอยู่ไม่กี่คน นอกนั้นทำได้แค่เสมอ เพียงตีเสมอก็ได้ชื่อว่าเกิดมาเป็นคนดีแล้ว

    ทุกคนอยากเป็นคนดี แต่แล้วก็เป็นคนเลว

    ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะไม่มีใครรับรู้หน้าที่ของตน ขอบเขตของตนเองเป็นต้น เอ็งไม่ได้ทำตัวเป็นนักเรียน ไม่ได้ทำตัวเป็นลูกของพ่อแม่ ไม่ได้ทำหน้าที่พี่ที่มีต่อน้อง ไม่ได้ทำตัวเป็นน้องของพี่ๆ วันหนึ่งเมื่อเอ็งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งกว่านี้ เอ็งก็เหมือนผู้ใหญ่ที่เอ็งเคยด่ามานั่นแหละ

    บ้านเมืองจะฉิบหาย ก็เพราะคนทำงานไม่ถึงหน้าที่ตนที่มีอยู่หนึ่ง กับทำเกินหน้าที่ของตนหนึ่ง และไม่เคยมีใครมองเห็นความผิดพลาดเจอ มัวแต่ไปมองหาที่อื่น คนอื่นกันเสียหมด แท้ๆ มันก็อยู่ที่ตัวเอง ถ้าทุกคนรู้ตัวของตัวว่ามีหน้าที่อะไร ต้องทำอะไรละก็ บางทีเส้นกราฟของบ้านเมืองจะขึ้นสูงบ้างกระมัง

    ข้าไม้ได้ขอร้องให้เอ็งเลิกในสิ่งที่เอ็งกำลังประพฤติ เอ็งยังทำได้เหมือนเดิม จะทำให้หนักกว่าเดิมก็ได้ จะประพฤติจนเป็นอะไรลงไปก็คงสาสมแก่หัวใจเอ็งไม่ใช่หรือ

    ถูกของเอ็ง ป่าทั้งป่า ใบไม้ร่วงใบเดียว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ใบไม้ใกล้เคียงย่อมหวั่นไหวไปกะเอ็งด้วย”

    “ผมจะหยุดเรียนสักปี มาบวชได้ไหม?”

    “อย่าเลย ผ้าเหลืองดับไฟในหัวใจเอ็งไม่ได้เสียแล้ว”

    “ผมนั้น เกิดมาเหมือนคนมีกรรม กรรมที่มีก็ไม่เหมือนใครจริงๆ นะครับท่าน พูดไปเถิดโกหกตอแหลสารพัดมีคนเชื่อ พูดจริงเข้าบ้างไม่มีใครเชื่อ”

    “กะใครว่ะ?”

    “ผู้หญิงซีท่าน”

    “ทุด! ไอ้ระยำ เรียนให้จบเสียก่อน จบแล้วหาไม่ได้ ข้าหาให้เอง”

    “ท่านหาของท่านได้ ก็เอาไว้ที่ท่านซิ มาให้ผมทำไม ผมหาของผมได้ ถ้าไม่ได้ ผมก็จะฉุดมาเป็นของผมให้ได้ ต้องชิงมาให้ได้ละครับ เป็นไงเป็นกัน”

    “พอๆ เปลี่ยนเรื่อง ข้าเป็นพระนาเอ็งนา”

    “ท่านหลอกถามความทุกข์ผมฝ่ายเดียว ท่านละครับ ยังแข็งแรงดีเหมือนเดิมอยู่หรือ?”

    “สังขารมันก็รังของโรคร้าย แก่เฒ่าเข้าก็เป็นธรรมดา จะให้เหมือนคนหนุ่มคนสาวคงไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็แย่ว่ะ ตั้งแต่ข้าวสารแพง กับข้าวแพงนี่ บิณฑบาตได้น้องจังฯ”

  14. nubalm Says:

    เข้ามาแอบอ่านด้วยเจ้าคะ พี่ประ และพี่สอ ใส่สะเก็ต

  15. ขอพระคุณที่เอื้อเฟื้อขอรับท่านสอสอ

    อ้าว ไม่ต้องแอบขอรับ คุณนู๋บาล์ม


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s