ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

บาย บาย ไทม์ กรกฎาคม 15, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 13:25

  สวัสดีวันอาทิตย์ © – 2/15

กับข้าวเช้าวันนี้-แกงส้มค้างคืนกับปลาทู (วัยรุ่น) ทอดราคาตัวละสิบบาท

            เขาว่า-แกงส้มค้างคืนรสชาติจะเข้มข้นกว่าเก่าด้วยน้ำจากผักและน้ำพริกที่ถูกขับเคี่ยวออกมา, มิตรรักผู้ร่วมวงบรั่นดีผู้ซึ่งสันทัดในการประกอบอาหารทั้งประเภทกับข้าวและกับแกล้มแนะว่า หากจะให้อร่อยเวลาอุ่นควรเติมโซดาสักนิด…

            อันนั้นมิตรรักกระทำกับแป๊ะซะปลาช่อนเวลาที่น้ำมอดแห้งเหือด-ก็อร่อยดี แต่สำหรับแกงส้มผมยังไม่เคยลอง

            แกงส้มค้างคืนตักจากหม้ออุ่นร้อน ๆ อุดมไปด้วยผัก ถั่วฝักยาว (หักเป็นท่อนพอดีคำ) มะละกอ ฟัก ผักกาด เนื้อสัตว์คือกุ้งสี่ตัว สนนราคาถุงละยี่สิบบาท  เทใส่ชามฉีกเนื้อปลาทู (มัน ๆ ) ลงใส่ คลับคล้ายคลับคลาแป๊ะซะ คลุกเคล้าผสมกัน กินกับข้าวสวยร้อน ๆ (ถุงละห้าบาทขนาดสองคนพออิ่ม)

            และขณะนี้ผม-ผู้เขียนรับประทานเสร็จ (และจะกินอีกครั้งในมื้อกลางวัน) ยกจานข้าวเข้าครัวล้างแล้วย้ายตัวเองมานั่งเขียนต้นฉบับ ‘สวัสดีวันอาทิตย์’

อาทิตย์หนึ่ง หรือสัปดาห์หนึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว…กับวันจันทร์เหมือนผ่านไปได้สักสองวันแล้วกระโดดข้ามมาวันอาทิตย์

            บางคน-บางคนนะครับ มักเปรยให้ได้ยินว่า ทั้งวัน ทั้งเดือน และปีหนึ่ง ๆ ผ่านพ้นไปเร็ว, สังเกตบุคคลที่พูดเช่นนี้มักตามท้ายด้วยว่ายังมีอะไร (ที่คิดจะทำ) หลายอย่างยังไม่ได้ทำ…เป็นเรื่องของจิตใจครับ

            สำหรับผม ทุกวันนี้หากมีคนมาถามว่า ‘วันนี้วันที่เท่าไหร่’ ก็ต้องคิดก่อนว่าเมื่อวานวันที่เท่าไร หากว่าไม่รู้อีก (เมื่อวานไม่มีคนมาถาม) ก็ต้องเหลียวหาปฏิทิน หากไม่มีก็จนปัญญาตอบ ‘ไม่ทราบครับ’

            ผมไม่สนใจวันและคืนที่ผ่านไปสักเท่าไหร่ว่าวันนั้นวันนี้จะเป็นวันอะไรหรือเป็นวันที่เท่าไหร่  วันและคืนหมดไปกับการเดินทางไป-กลับทำงาน ถึงที่พักก็อ่านหนังสือ (เขียนมากกว่า) เท่านั้น…หมดไปอีกแล้วหนึ่งวัน ไม่รู้สึกว่ามันจะเร็วหรือช้า เวลามากหรือน้อย

กับเวลามันก็มีเท่า ๆ กัน เวลาเดินไปอย่างสม่ำเสมอไม่มีเร็วหรือช้า

            มีแต่ใจของคนที่เดินเร็ว-ช้าไม่เท่ากัน

            สังเกต (อีกครั้ง) ใครที่มักเปรยว่าเวลาในแต่ละวัน-แต่ละสัปดาห์-แต่ละปีหมดผ่านไปอย่างรวดเร็วมักเป็นคนว่าง ๆ หรือไม่ก็…มีอะไรทำในแต่ละวันน้อย, สำหรับคนที่มีอะไรทำมาก (จนยุ่ง) มักเปรยแกมบ่นว่าเวลาช่างน้อยเสียเหลือเกิน-น่าจะมากกว่านี้…ก็คืออยากให้เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ เพื่องานที่ทำจะได้สำเร็จ

            ก็ว่ากันไป

            แล้วผมรู้สึกเช่นนั้นไหม?…

            ก็เคยทั้งสองอย่าง แต่ห้วงยามนี้ไม่เคยกลับไปรู้สึกทั้งสองอย่าง!

            อย่าว่าผม-ผู้เขียนกวนประสาทท่านเลยครับ ก็มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ  เอาเพียงแค่ว่าวันหนึ่ง ๆ เราใส่ใจกับสิ่งที่เราทำ ทำให้สำเร็จไปในแต่ละวัน เท่านี้ก็สามารถดับความฟุ้งซ่าน ไม่ต้องคิดไปถึงวันมะรืนมะเรื่อว่าจะเป็นอย่างไร จะช้า-เร็ว-มาก-น้อยขนาดไหน จริงครับ เวลาห้วงยามนี้ล่วงเข้าสู่เดือนที่เจ็ดและกำลังย่างก้าวสู่เดือนที่แปด ยังเหลืออีกตั้งห้าเดือน…ห้าเดือนนี่คิดเอาเองแล้วกันว่ามันมากน้อยขนาดไหน สำหรับผมมันก็มากพอดู มากพอที่คิดจะทำงานอะไรได้อีกหลายอย่าง

            จบปี-ก็จบกันไป ทุกอย่างมันก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติ ทั้งวันและเดือนต่างก็หวนย้อนกลับไปมา แต่สำหรับเวลาไม่เคยย้อนหวนคืน คงมีแต่เดินไป เดินไป และเดินไป

            ถึงวันนั้นราคาแกงส้ม (ค้างคืน) กับปลาทูทอดอาจไม่ใช่ราคาเดียวกับวันนี้, สวัสดี ·

            15 ก.ค. 50

Advertisements
 

9 Responses to “บาย บาย ไทม์”

  1. สวรรค์เสก Says:

    งานเขียนหนังสือจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้ไหม? คงเป็นคำถามท้าทาย ข้าพเจ้าและเพื่อนทุกคนบนถนนสายนี้ รวมทั้งใครที่กำลังเดินเข้ามา หรือหันหลังให้ด้วยความเหน็ดหน่าย

    เหน็ดเหนื่อยกับเบื่อหน่าย ข้าพเจ้าย่นให้มันสั้นเพื่อเน้นความหมาย

    ทำงานและทำงาน เป็นคำตอบที่ไม่ต้องรอคอย

    มันเป็นความจริงของนักเขียนในประเทศซึ่งงานทางศิลปะได้รับการประเมินราคาไว้ต่ำ ศิลปินแขนงอื่นคงไม่แตกต่างกันนัก ในอัตราแห่งความระทมขมขื่น ข้าพเจ้าทำงานอย่างจริงจังแต่สะเพร่ากับชีวิต มันค่อนข้างอันตรายกับอาชีพไม่มีหลักประกันความมั่นคง บำเหน็จที่จะได้รับเพียงอย่างเดียวคือบางอย่างที่เรียกมันว่าความสุข ความสุขกับจานอาหารว่างเปล่าเป็นความโหดร้าย

    ข้าพเจ้าฝันร้ายบ่อยหน

    ในฝันนั้น มีมือที่มองไม่เห็นของใครไม่รู้จักเอื้อมมาควักก้อนสมองออกจากโพลงกะโหลก แล้วมันหัวเราะคำรามดุดัน มันน่าสยดสยองถ้านักเขียนไม่มีอะไรจะเขียน

    ความรู้สึกนั้นเป็นไฟลนตีนให้ข้าพเจ้าวิ่งไปข้างหน้าเพื่อจะค้นหาอะไรให้พบ

    ช่วง มูลพินิจ แห่งละแวกถนนหน้าพระลาน หลายเดือนก่อนเคยถกเถียงกันว่าควรจริงจังแค่ไหนในการทำงาน

    ชายหนุ่มว่าตึงเครียด อาจทำลายศิลปะของเขา

    “แต่มันก็เป็นความเคยชินของผม” จิตรกรผู้มองเห็นมดยิ้มสวยรำพึง

    เราพูดกันหลายประโยค เพื่อจะไม่รู้มากกว่าที่เคยรู้ แล้วสรุปอย่างไม่ชัดเจนนักว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นไปได้ยาก

    ยากกว่าการเปลี่ยนทางน้ำไหล

    ช่วง มูลพินิจ เขียนภาพลายเส้นแบบของเขาโดยไม่ร่างก่อนด้วยดินสอ แต่วางสมาธิแล้วเดินปากกาทันที อย่างเชื่อมั่นและกรองอารมณ์ ไม่ว่าภาพขนาดสองตารางนิ้ว หรือภาพขนาดมหึมาประดับผนัง ถ้ามือของเขามันผิดเพี้ยนไปจากหัวใจ เขาฉีกทิ้งแล้วเขียนใหม่

    ข้าพเจ้าเคยอยากได้ภาพดอกโสน เพื่อไม่ให้เปลืองเวลาจึงบอกเขาว่าจะขับรถไปเด็ดมาให้ เขาปฏิเสธและบอกว่าจะเดินไปพบมันเองในทุ่งนา ความรู้สึกมันเป็นดอกไม้คนละดอกระหว่างโสนที่ตายแล้วกับโสนที่ยังมีชีวิต การพรากมันจากต้นค่อนข้างเศร้า

    นั่นเป็นบางอย่างที่น่ารักในความเป็นเขา

    เรามีหลายอย่างเหมือนกันและไม่เหมือนกัน ข้าพเจ้าช้าและยุ่งยาก เขียนดินสอก่อน ขีดฆ่า ลบทิ้ง หรือฉีกทิ้ง ไขว้เขวในความคิด มันเป็นเหตุการณ์ปรกติถ้าตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อเปลี่ยนบางประโยค แล้วหลังจากนั้นจึงลงพิมพ์ดีดบนแป้นพิมพ์ดีด มันโดนแก้อีกหลายหน เพื่อนบางคนเย้ยหยันว่าทำไม (มึง) ไม่เอา (ต้นร่าง) ไปฝากเซ้ฟธนาคารไว้ก่อนแล้วไปเที่ยวปารีสสองเดือน ค่อยกลับมาแก้ให้เป็นต้นฉบับสมบูรณ์? เขาหมายถึงวิธีการทำงานของนักเขียนอเมริกันบางคนที่เป็นเศรษฐี

    ข้าพเจ้ายักไหล่

    และไม่ปฏิเสธความจริงจังเป็นความกังวล ต่อมามันกลายเป็นความปวดราวฝังลึกในหัวใจ

    คืนนั้นเพื่อนอีกคนในนามแฝง ทองเสน เจนจัด เกาสายกีต้าร์อยู่หลังม่านควันกัญชา เขาไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับคำถามที่เราถกเถียงกัน เขาเขียนเรื่องสั้น เขาเขียนกลอน เขาเขียนภาพ และเขาเป็นนักดนตรี แต่เหนือกว่าอื่นไรคือเขาเป็นทั้งดอกไม้และแมลง เป็นชายหนุ่มผู้ยืนมองภูเขา และภูเขามีสายตามองเห็นเขา

    ข้าพเจ้าคงเขียนถึงเขาได้หลายพันประโยคเมื่อถึงเวลา

    *รงค์ วงษ์สวรรค์
    บทที่ ๕ จากหนังสือ “จากโคนต้นไม้ริมคลองถึงป่าคอนกรีท”

    .
    .
    .

    เคยโพสต์แปะติดกระท่อมป๋าเถ้าฯ หนหนึ่งแล้วครับท่านพี่
    วันนี้เข้ามาได้กลิ่นแกงส้ม(ค้างคืน)กะปลาทูทอด(มันๆ)แล้ว
    พาลให้นึกถึงประโยคที่ว่า “ความสุขกับจานอาหารว่างเปล่าเป็นความโหดร้าย” ของพ่ออาว์รงค์

    นึกดังนั้น จึงเปิดดูข้อมูลเก่า ก็เจอ ยังไม่ได้ลบทิ้ง จึงโพสต์มาให้ท่านพี่อ่านเล่นๆ อีกครั้ง

    เวลา?
    เร็ว
    ช้า

    มันยังคงไหลเอื่อยไปข้างหน้าในท่วงทำนองเดียวกันกับสายน้ำไหล
    บ้าชะมัด! มันไม่เคยย้อนกลับ ในห้วงความคิดของมันไม่มีคำว่ารีเทิร์น

    เขา?
    ใคร
    คนไหน

    หากเขาเร่งรีบย่อมเหมือนกับเวลาผ่านไปเร็ว
    หากเขาเชื่องช้าวันเวลาก็คืบคลานเหมือนเต่า
    แต่ถ้าหากว่าเขาปล่อยวางไม่ใส่ใจมัน มันย่อมเคลื่อนไปในอัตราความเร็วเท่าเดิม
    ที่เคยเป็นมา
    และจะเป็นไป

    ห่า..สายแล้วโวย หิวว่ะ
    ไหนๆ แกงส้มเหลือไหม?

  2. ท่านสวรค์เสก

    โอว…ทำไม และทำไม เรื่องราวความรุ้สึกของท่านจึงมาพ้องจองกับข้าพเจ้ายามนี้…

    เมื่อวานและเมื่อวาน เราหยิบ นินทานายกฯ ของน้า’รงค์ มาอ่าน บ้า ! พาลคันไม่คันมืออยากเขียนแบบน้า

    ทว่า เราก็เขียนแบบของเรา ยอมรับว่า ตั้งใจ และใจตั้ง ที่จะเขียนแบบน้า

    แต่เป็นของเรา

    บทความที่ท่านนำมาแปะ เรา ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียวเชียว

    มันกลายเป็นอารมณ์ต่อเนื่องที่จะหยิบ มาเฟียก้นซอย มาอ่านต่อ หลังจากนินทาฯ

    แล้ว แล้ว แล้ว …. จากนั้น จะเปิดอ่านในมติชนฯ…

    รื่นรมย์ และรมย์รื่น

    (กรุณาว่า อย่าคิดว่าเราเลียนแบบน้า’รงค์ เพียงแค่ นับถือ และศรัทธา พญาอินทรีเป็นที่ตั้ง)

    อันว่า อารมณ์กวน ๆ ย่อมมีอยู่ในใจเรา-ทุกคน แต่ทว่า ต้องสร้างสรรค์

    แดดันได้ แต่ อย่าแดกอย่างอื่น (ที่ใช่อาหาร)

    HA-HA

    ด้วยมิ่งมิตรภาพ

  3. parchya Says:

    คารวะท่านพี่สองสอ และ ท่านพี่อานันท์

    เวลา เวลา เวลา … .. .
    บางคราวมันไหลเอื่อย บางครามันไหลเร็ว
    ล้วนแต่เป็นไปตามท่วงทำนองและจังหวะของชีวิต
    บางคราวที่ความเบื่อหน่ายจับตัวห่อหุ้มหัวใจ เมื่อนั้นวันทั้งวันเป็นต้องถอนหายใจกันหลายเฮือกต่อวัน หากคราไหนความตื่นตัวมันคลี่หลุมหัวใจ ฮ่า ฮ่า ครานั้นแหละขอรับ มันช่างกระปรีกระเปร่า กระดี๊กระด๊า รื่นเริง มองโลกด้วยสายตาแจ่มใส

    ผมผ่านห้วงเวลาเหล่านั้นมาหลายต่อหลายครา แต่เมื่อสังเกตุแล้ววันคืนมันก็ไหลลื่นไปตามครรลองของมันอย่างเคร่งครัด เมื่อจับสภาวะนี่ได้กระผมเลยเริ่มรู้จักปล่อยวาง มิไยดีต่อเวลามาหลายมื้อแล้วขอรับ และกระผมเป็นเช่นเดียวกับท่านพี่อานันท์ นั่นคือหากมีใครดันเผลอเอ่ยปากถามผมว่า วันนี้วันที่เท่าไหร่ หากไม่ผลัดไม้ไปถามคนอื่นต่อ หรือไม่เหลียวไปดูปฏิทิน ก็เป็นอันจบเรื่องด้วยคำตอบแบบเดียวกับท่านพี่ว่า “ไม่รู้อ่ะ”

    วันๆเดี๋ยวนี้หากไม่อ่านหนังสือ ไม่เขียนหนังสือ ก็เล่นกับลูก พับผ้าลูกที่เพิ่งเก็บจากราวตากผ้า ออกกำลังกาย เช้า เที่ยง เย็น กิน ขี้ ปี้ นอน

    เวลวจึงไหลไปตามคลองของมัน และผมก็ใช้ชีวิตของผม แม้จะข้องแวะกันตามวิถีธรรมชาติ แต่ก็มิได้สนิทชิดเชื้อกันเหมือนแต่ก่อน

    และที่สำคัญกระผมไม่ได้รู้สึกเครียดและหดหู่ไปกับการมีชีวิตไปอย่างนี้
    กระผมไม่เชื่อว่าตัวเองถูกสร้างมาเพื่อรับภาวะแรงกดดันนานา กระผมไม่ชอบการเคี่ยวกรำตัวเอง ไม่ว่าตะกรณีใดๆทั้งปวง กระผมไม่อยากเป็นยอดคน อย่างท่าน มิยาโมโต้ มูซาชิ ที่เคี่ยวกรำตัวเองผ่านวิธีฝึกฝนตามวิถีแห่งดาบ

    ขฯนี้กระผมค้นพบวิธีการทำงานเขียนของผมอย่างหนึ่งนั่นคือการไม่วางแผน
    คิดอย่างไรได้ ก็ปล่อยให้มันหลุดออกมาจากสมอง ด้วยการนั่งพิมพ์ใส่คอมนี่แหละขอรับ หากเมื่อลองเปรียบเทียบแล้ววิถีของกระนั่นคือ ต้องตีเหล็กในขณะที่มันกำลังร้อนควันกรุ่นเลยแหละขอรับ หากกลับมานั่งคิดเพื่อให้ตกผลึก ตกตะกอน เป็นอันไฟในกายมอดดับไปเสียเฉยๆ จะดีไม่ดีค่อยว่ากัน และการต้องกลับมานั่งปรับแก้ ก็เป็นวิธีการที่น่าหวาดสยอง สิ้นดี จะมีข้อยกเว้นอยู่อย่างเดียวนั่นคือการตรวจหาคำผิด ที่ไม่สามารถละเลยได้เป็นอันขาด

    ขฯนี้วันคืนของกระผมผันผ่านไปอย่างนี้ขอรับ

    ด้วยคารวะอีกครั้ง
    สวัสดี

    ปล. อ่า มาเฟียก้นซอย ท่านพี่ปันมาทางนี้บ้างชักช่วงเวลาหนึ่งได้ไหมขอรับหากอ่านจบแล้ว กระผมจะรีบอ่านอย่างเร็วที่สุดและจะส่งกลับสู่อ้อมกอดท่านพี่ ให้เร็วที่สุด อยากอ่านมานานแล้วขอรับ

  4. ningnung Says:

    โอ๊ะ โอ๋ มาแอบฟังหนุ่มๆ เขาคุยกัน
    เหล้าไม่เข้าปากยังคุยกันน้ำไหลไฟดับขนาดนี้
    บรึ๋ย..ไม่อยากนึกภาพตอนเบียร์หมดไปสองลัง สงสัยน้ำลายจะท่วมทุ่ง อิอิ

  5. คาใจ Says:

    สวัสดีค่ะท่านพี่อานันท์

    เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่วิค ชอบมากในบรรดา
    สวัสดีวันอาทิตย์ของท่านพี่นะคะ

    esp. เรื่องปลาทูและเรื่องกับข้าวทั้งหลายมันให้ความรู้สึก
    ดีนะคะ วันว่างๆที่กินข้าวกับ กับข้าวที่ค้างคืน ชอบๆ

  6. nubalm Says:

    หวัดดีคะท่านพี่ประ

    “กับข้าวค้างคืน” มันอร่อยจริงๆนะ โดยเฉพาะจำพวกแกงๆเนี่ย อย่างเช่น ไข่พะโล้ แกงเขียวหวาน มัสมั่น ไรเทือกนี้ละคะ

    “เวลาเป็นแค่คำตอบ เวลาเป็นแค่คำบอก ก็มีแต่เข็มหมุนวนเรื่อยไป” เวลาเป็นแค่ตัวกำหนดวัน วันกำหนดเดือน เดือนกำหนดปี แบบนี้ละมั้งคะ

    คิดไรก็เขียนแบบนั้นออกมา หวังว่าท่านพี่คงไม่ถือสาเด็กตาดำๆนะคะ

    ไปละเจ้าคะ ฟิ้ว………………

  7. ดีครับพี่น้อง

    ท่านป๋าอยากอ่านมากไหม-อย่าเพิ่งรีบซื้อแล้วกระผมจะจัดส่งไปให้ ไม่นานแต่อาจช้านิด รอได้ไหม เพราะเร็ว ๆ วันนี้กระผมก็จะต้องไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อ… อ่า รู้กันนะขอรับ

    * * *
    ท่านย่าไม่ต้องสยองกับเบียร์สองลังมากกว่านั้นก็ย่อมได้ ทว่าติดตรงเวลาน่ะสิ การที่จะกระทำเช่นนั้นได้หาได้ยากนักกับห้วงยามนี้-เชี้ยส

    * * *

    ขอบคุณน้องวิคขอรับ เรื่องกับข้าวกับปลานี่ละมันบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น เศรษฐกิจระดับรากหญ้านี่ต้องดูที่ราคาข้าวของที่ตลาดเป็นต้น GDP GPS อะไรนั่นน่ะ ชาวบ้านร้านตลาดไม่รู้หรอก
    ไปทำข่าวบ่อย ๆ หากเจอพวก ขรก. รมต. ทั้งหลายวานบอกให้เขามาเดินตลาดบ้าง จะได้หายโง่ อย่าบ่นว่ากับข้าวแพง-ทุด!

    * * *

    นู๋บาล์ม-ไข่พะโล้นี่เคยถามแม่ค้าแกงส้มว่าทำไมไม่ทำบ้าง, แกยิ้ม (สงสัยแก๊สฉันต้องหมดถังแน่ ๆ เพราะจะให้อร่อยต้อง ‘เคี่ยว’ ค้างคืน HA-HA

    -ด้วยมิตรภาพ-

  8. parchya Says:

    ท่านพี่อานันท์

    อยากบอกท่านพี่ว่า อยากอ่านมากขอรับ
    อิอิ กระผมก็จะต้องไปที่ทำการไปรษณีย์เหมือนกันท่านพี่
    คาดว่าเราคงส่งไปที่เดียวกันแหงมๆ
    เรื่องที่ตั้งใจกลับออกไม่สมใจ
    แต่เรื่องใหม่สมใจทีแท้ขอรับ

    สวัสดีขอรับ

  9. โอเคท่านป๋า โปรดรอคอย (แต่ไม่ต้องระทึกในดวงหทัยนะ)

    คงประมาณสัปดาห์หน้าขอรับ จะต้องไปไปรษณีย์

    แล้วรอรับ

    ที่อยู่ท่านที่เดียวกับที่ให้ไว้กับเพื่อน ๆ หนอนนาขอรับ

    ด้วยมิตรฯ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s