ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ชายคนหนึ่งผู้เป็นต้นเรื่อง พฤษภาคม 20, 2007

Filed under: ที่เห็นและเป็นไป© — ประทีป จิตติ @ 18:04

ปีที่ ๓, สัปดาห์ที่ ๑๒


หากท่านผู้อ่านเดินทางผ่านไปแถวแยกเกษมราษฎร์ถึงแยกกล้วยน้ำไทในช่วงเวลาเย็น ท่านผู้อ่านคงได้มีโอกาสพบเห็นชายคนหนึ่ง ซึ่งบางท่านอาจเรียกเขาอย่างติดปากว่า “คนบ้า” ได้บ้าง

เขาเป็นชายร่างผอมสูงชะลูด กะความสูงของเขาคงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรกว่า ๆ ผิวคล้ำดำแดง ผมยาวหยิกม้วนจับกันเป็นก้อนสังกะตังเหมือนนักร้องถิ่นแคริบเบี้ยน– เหมือนศาสดาเพลงแรกเก้ ‘บ็อบ มาเลย์’ ยังไงยังงั้น เขาสวมกางเกงขาสั้นสีดำยาวถึงเข่า ซึ่งจะดำด้วยเนื้อผ้าเดิมและคราบไคลฝุ่นผงก็สุดจะเดาและแยกจากกันได้ ท่อนบนเปลือยแผงอกแลเห็นกระดูกซี่โครงขึ้นเรียงเป็นแนวราวลูกระนาดบนรางไม้…

ข้าพเจ้าแลเห็นเขามากว่า ๘ เดือนแล้ว, หลังเลิกงานข้าพเจ้าต้องมายืนคอยรถประจำทางอย่างยาวนาน ระหว่างการรอคอยนั้นเอง ที่ฟากฝั่งตรงข้ามข้าพเจ้าเห็นเขาเดินด้วยกิริยาเหมือนทหารกำลังเดินสวนสนาม มุ่งหน้าไปยังแยกกล้วยน้ำไท… เป็นเช่นนี้ทุกวัน ทุกวันที่ข้าพเจ้าเห็นเขาเดินสะบัดท่อนแขนขวาขึ้นลง ก้าวเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับพื้นที่บนบาทวิถีนั้นเป็นลานสวนสนามอยู่ทุกเย็นย่ำ

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เขาจะย้ายมาสวนสนามที่ฟากฟั่งข้าพเจ้าปักหลักยืนคอยรถประจำทางทุกเย็น, วันหนึ่งระหว่างที่ยืนคอยรถสายประจำ สายตาของข้าพเจ้าสอดส่ายมองไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยหวังว่าจะได้เห็นภาพการเดินสวนสนามของเขา พลันเสียงหญิงสาวรอบบริเวณส่งเสียงฮือฮา ข้าพเจ้าหันไปมองแล้วต้องรีบเบี่ยงตัวหลบเขาอย่างโดยเร็ว เปล่า… ข้าพเจ้ามิได้รังเกียจคนลักษณะเช่นเขา เพียงแต่ว่าถ้าไม่หลบข้าพเจ้าต้องถูกเขาเดินชนอย่างแน่นอน โทษฐานยืนเกะกะไม่ดูตาม้าตาเรือว่านี่คือลานสวนสนามอีกหนึ่งของเขา

ข้าพเจ้าเคยคิดอยากเดินตามเขาไปห่าง ๆ เพื่อที่จะทราบว่าเขาจะสิ้นสุดการเดินที่จุดไหน เดินไปไกลกว่าแยกกล้วยน้ำไทหรือแยกเกษมราษฎร์หรือไม่ แต่แล้วก็มิเคยได้กระทำตามความตั้งใจนั้นเสียที, ข้าพเจ้าได้แต่ผัดผ่อนความต้องการนั้นไว้ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งคงได้ทำสักครั้ง แต่ก็นั่นละ… วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ข้าพเจ้าเองก็ยังมิสามารถล่วงรู้ได้

กระทั่งวันหนึ่ง, วันนั้นข้าพเจ้าไม่พบเห็นร่างเขาทั้งฝั่งตรงข้ามหรือฝั่งที่ข้าพเจ้ายืนรอรถประจำทางอยู่ เมื่อรถโดยสารสายประจำจอดเทียบป้ายเป็นอันว่าวันนั้นข้าพเจ้าหมดโอกาสที่จะพบเห็นเขาได้เหมือนทุกวัน

ข้าพเจ้าเลือกนั่งเบาะเดี่ยว สายตาเหม่อมองภาพข้างทางอีกฟากฝั่ง, มันก็เหมือนกับทุก ๆ วัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบหลัก ๆ ผู้คนเดินกันพลุกพล่านเนื่องด้วยเป็นเวลาเลิกงาน กระทั่งรถเคลื่อนตัวอย่างแช่มช้าถึงหน้าห้างสรรพสินค้าก่อนถึงแยกเกษมราษฎร์ ข้าพเจ้าเห็นเขากำลังเดินสวนสนามมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางเดียวกับข้าพเจ้า เมื่อเขาเดินมาถึงศาลพระภูมิหน้าห้างนั้นเขาก็ตรงเข้าไปทันที ยกมือไหว้ศาลนั้นอย่างรวดเร็วแล้วเอื้อมมือข้างขวาหยิบขวดน้ำอัดลมที่เปิดแล้วมีหลอดพลาสติกเสียบพร้อม ยกดื่มดับกระหาย…

ข้าพเจ้าสังเกตอากัปกิริยาของผู้คนรอบข้าง ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดแสดงความแปลกใจกับการกระทำของเขาสักเท่าใดนัก, มีบ้างก็อาจเป็นคนที่เพิ่งพบเห็นการกระทำของเขาเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่มีผู้ใดเอะอะโวยวายใด ๆ

ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าในสายตา ในความคิดของคนเหล่านั้นจะคิดเห็นอย่างไรบ้าง กล่าวสำหรับข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้ารู้สึกยินดีที่ได้คำตอบของเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของเขา, เขาอาจเดินจากแยกนี้แล้วกลับไปอีกแยกหนึ่งแล้วก็วกกลับมาอีกครั้งเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งรอบ และการเดินในแต่ละรอบนั้นก็นำพาความกระหายน้ำมาสู่ตัวเขา– และก็ที่ศาลพระภูมิแห่งนี้แหละที่เป็นจุดพักได้ดื่มนำดับกระหาย…

ด้วยหวังใจว่าสักวันหนึ่งข้าพเจ้าจะหยิบเอาวิถีชีวิตของเขาเข้ามาโลดแล่นในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดถึงวันนี้คงมีได้แต่พล็อตเรื่องซึ่งแลดูอ่อนในเรื่องของแก่นที่อยู่ในหัวเท่านั้น, บางห้วงยามที่พยายามจะสานต่อเรื่องนี้สำนึกจากก้นบึ้งก็มักถามขึ้นมาว่า “มันสมควรแล้วหรือที่จะกระทำการเช่นนั้น?…”

แน่ละ… ข้าพเจ้าย่อมมีคำตอบที่ขัดแย้งกับสำนึกคือ “สมควร” แต่สมควรนั้นควรเป็นในแนวทางที่สะท้อนให้เห็นภาพหรือสะเทือนใจบางอย่างสำหรับผู้อ่าน หาใช่เป็นความสนุกหรือสนองเพียงความต้องการสร้างเรื่องใหม่เรื่องหนึ่งของตนเองเท่านั้น

ข้าพเจ้าสร้างเรื่องอยู่ในหัวว่าจะต้องไม่เขียนเรียกขานเขาว่า ‘เป็นคนบ้า’ และต้องไม่บรรยายถึงความน่ารังเกียจชิงชังจากตัวเขา, ต้องการฉายภาพให้เห็นถึงสัมพันธภาพระหว่างคนในเมืองใหญ่ว่าที่เราอยู่ร่วมกันได้นั้นแท้ที่จริงแล้วเราต่างเข้าอกเข้าใจกัน หรือเป็นเพียงเพราะเรายึดตัวของเราเองเป็นหลัก ‘ตัวใครตัวมัน’ มากกว่ากัน– นั่นเป็นโจทย์ที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมาและต้องขบคิดตีให้แตกให้ได้สักวันหนึ่ง…

* * *

หากท่านผู้อ่านเดินทางผ่านไปแถวแยกเกษมราษฎร์ถึงแยกกล้วยน้ำไทในช่วงเวลาเย็น ท่านผู้อ่านคงได้มีโอกาสพบเห็นชายคนหนึ่ง ซึ่งบางท่านอาจเรียกเขาอย่างติดปากว่า “คนบ้า” ได้บ้าง

ชายคนนั้นที่หลายคนอาจเผลอเรียกเขาด้วยความชินปากว่า “บ้า” นั้น บางทีเขาอาจบ้าน้อยกว่าผู้ที่เรียกกล่าวก็เป็นไปได้ เพราะอะไร?.. เพราะคนอย่างเขาไม่เคยร้องขอเอาสิ่งใดกับใคร (ยกเว้นพระภูมิเจ้าที่) ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนหรือเบียดเบียนใครเหมือนกับคนที่เรียกขานเขาเป็นคนบ้า …ฯลฯ…

สำหรับข้าพเจ้า ‘คนบ้า’ นั้นไม่มีหรอก มีแต่เพียง ‘ผู้บกพร่องทางสมอง’ และ ‘บกพร่องทางปัญญา’ เท่านั้น

|| || || ||

ด้วยมิตรภาพ

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐

Advertisements
 

15 Responses to “ชายคนหนึ่งผู้เป็นต้นเรื่อง”

  1. ningnung Says:

    แวะมาอ่านใหม่ตามสัญญา

    ข้าพเจ้าเคยคิดว่าจริงๆ คนบ้า เขาบ้า หรือเปล่า เขาอาจไม่ได้บ้าก็ได้นะ และเขาอาจคิดว่าพวกเราเองที่บ้า

    มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เรานั่งวิจารณ์คนนู้นคนนี้ว่า “แปลก” แปลกที่คิดและทำอะไรไม่เหมือนเรา แต่พอคิดในทางกลับกัน คนอื่นอาจคิดว่าเราสองคน “แปลก” เช่นกัน เพราะคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขา

    อุ๊ย คุยไปคุยมาชักงง ไปดีกว่า เดี๋ยวบ้า อิอิ

  2. หนุงหนิงลองเทียบเคียงกับภาษาอังกฤษดูนะ แล้วช่วยขยายความให้ที

    คำว่า MAD CRAZY หรือ PASSION หรืออะไรประมาณนั้น

    มันไม่ได้มีความหมายไปในทางเจ็บป่วยทางร่างกาย

    ผมคิดว่า บ้า ที่เราพูดกันอยู่ มันออกไปในทางกิเลสตัณหาของคนมากกว่า

    และชายที่ผมเห็น เราไม่ควรเรียกเขาว่าคนบ้า อะไรนะ ภาษาอังกฤษที่ว่าเจ็บป่วยทางสมอง…

    mental retardation

    moronity

    หนุงหนิงลองเปิด http://dict.longdo.com/

    หาได้ทั้งคำไทย-อังกฤษ (จากคำแนะนำของท่านเปาลีโน)

  3. ทีแรกคิดว่าธีมนี้จะอ่านตัวหนังสือไม่ได้กับเครื่องที่บ้าน

    ปรากฏว่า อ่านได้ ก็คงจะคงธีมนี้เอาไว้…

    ผมชอบความมืดแฮะ– มองออกไปที่สว่าง โล่งแจ้งชัดเจน

  4. โอว….ท่านอัมมาเจอเข้าต้องชอบแน่ ๆ
    แต่เคอร์เซอร์นำทางบนกล่องคอหอหายไปขอรับ ต้องคลำเอาเอง
    อุเหม่…ช่างสมกับอยู่ในความมืดอะไรเช่นนี้
    ..
    ..
    อยู่ในความมืดจึงเห็นแสงสว่าง
    อยู่ในความสว่างสิ…ดวงตากลับมืดบอด
    ..
    นะพี่ท่านนะ

    คารวะ

  5. สรรพสิ่งล้วนมีสองด้านในเรื่องหนึ่ง หรือสภาวการณ์ใดสภาวะหนึ่ง…

    ในความมืดย่อมมีความสว่าง และในความสว่างย่อมมีความมืด

    555 นี่ผมจำมานะขอรับ ตรองดูแล้วทุกอย่างมันต้องมีสองด้านควบคู่กัน

    เช่น ไอ้แมงมุม มีทั้งด้านขาวและดำ

    ในความไม่เกี่ยว ก็มีความข้องเกี่ยวกัน…

  6. ningnung Says:

    โอ้…พระเจ้าช่วย ไม่ได้แวะมาแค่วันสองวัน จับบล็อกตากแดดหรือท่านพี่ ถึงได้ดำปิ๊ดปี๋แบบนี้ ยิ้มทีเห็นแต่ฟันขาว ว่างๆ จับทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งบ้างนะเจ้าคะ

  7. ningnung Says:

    อ้อ ลืมบอกไปกลอนฝาหรั่ง you ‘ll never walk alone เป็นกลอนที่ข้าพเจ้าชอบมากกลอนหนึ่งเช่นกัน ข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนสมัยแตกเนื้อสาวข้าพเจ้าเจอกลอนนี้ในหนังสือนวนิยายเล่มหนึ่ง จึงแอบจดไว้ในสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ข้าพเจ้าเอาไว้เขียนรวบรวมกลอนที่ชอบ เสียดายข้าพเจ้าทิ้งสมุดเล่มนั้นไปนานแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอย่างไร จึงทิ้งมันได้ลงคอ

  8. หนุงหนิงลองค้นหาที่เป็นเพลงสิ

    เวอร์ชั่น โอเปล่า ก็มีนะ

    ความหมายดีมาก

  9. ningnung Says:

    โจนาธานจะบินฝ่าเมฆมืดมัวหมอกนี้ไปอีกนานเท่าไหร่หนอ

    แสบตาจริงๆ ท่านพี่ ไม่เห็นใจคนแก่บ้างเลย

    ตกลงเป็นเพลงหรือเจ้าคะ ข้าพเจ้านึกว่าเป็นแค่กลอนเสียอีก เพราะมีสัมผัส ชักอยากฟังแล้วสิ

  10. เป็นเพลงอะครับ ชาว The Kop เอามาเป็นเพลงชาติ (เพลงเชียร์) ปลุกใจเหล่า The Red

    มีหลายเวอร์ชั่นด้วย หมายถึงเนื้อเพลงนะ บางท่อนมีการดัดแปลง ลองค้นดูใน wikipedia.org>พิมพ์ชื่อเพลง…

    แล้วจะรื่นรมย์

    ป.ล.บ้านผมมันแสบตาจริงหรือครับ อืมมมม

  11. umpo Says:

    ยืนยันว่าแสบตาด้วนคนขอรับ

    แต่ผมชอบ อิอิอิ

  12. อา ท่านอัมชอบจริง ๆ สมดังท่านดินว่ากล่าว

    ขอบคุณครับผ้ม

  13. ningnung Says:

    แสบปู่ แสบย่า แสบตา แสบยาย
    แสบร้อนใจกาย
    แสบๆๆๆๆ
    ฮือๆ

  14. การนั่งอยู่ในที่มืด แล้วมองออกไปยังที่สว่างก็แสบสันต์ดวงตาได้
    ขอแนะนำ– สวมแว่นกันแดดขอรับ
    55 แอนด์ อิอิ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s