ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

หนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ พฤษภาคม 13, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 01:10

Pic : http://a2.vox.com

Good morning Sunday© – 2/9

ผมเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง ฝรั่งเศสแพ้ที่เดียนเบียนฟู จบลง  เป็นหนังสือเชิงสารคดีตีแผ่เบื้องหลังความฝ่ายแพ้ของฝรั่งเศสต่อกองทัพเวียดมินห์, เป็นที่มาของการสิ้นสุดอำนาจในอินโดจีน เพียงเพื่อส่งต่อให้อเมริกาเข้ามามีอำนาจแทนที่ ทว่าสุดท้ายก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับน่าอับอายเสียยิ่งกว่าเพื่อนมหาอำนาจเก่า

ผมรับรู้เรื่องราวของสงครามเวียดนามมาก็มาก แต่ไม่เคยทราบเรื่องการสู้รบที่เดียนเบียนฟูสักเท่าไหร่ กระทั่งเมื่องานสัปดาห์หนังสือเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมีโอกาสไปเดินเตร่ในงาน เตร่ไปหาหนังสือเก่าที่ร้านดวงกมลสมัย ที่นั้นหนังสือเก่าค่อนข้างมาก เก่านี่ไม่ใช่เก่าแบบแพงหายากประเภทเปิดอ่านไม่ได้ แต่เป็นเก่าด้วยค้างสต๊อก, ผมเข้าไปเลือกดูในกลุ่ม 4 เล่ม 100 บาท เลือกได้ ‘โลกหนังสือ’ ฉบับเรื่องสั้นสามชุด ขาดอีกหนึ่งเล่มจึงจะครบจำนวน จึงเลือกเฟ้นเล่มอื่นและก็ได้เจอหนังสือเล่มดังกล่าว แปลและรวบรวมเรียบเรียงโดยคุณ สว่าง วงศ์พัวพันธ์ ปกพิมพ์ครั้งที่ 2 ปีพ.ศ.2521 ราคาเล่มละ 20 บาท

สภาพหนังสืออยู่ในสภาพดีมาก พิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ, ผมชอบกระดาษชนิดนี้เนื่องจากมันมีกลิ่นหอมจากเนื้อกระดาษอย่างอรรถาธิบายไม่ถูก ใครที่ชื่นชอบคงคิดอย่างผม สำหรับกระดาษปอนด์นั้นช่างอับไร้กลิ่น ทั้งหนาทั้งหนัก อีกทั้งยังมีราคาต้นทุนการผลิตแพงกว่า

นักอ่านหลายคนไม่ชอบกระดาษปรู๊ฟเพราะเวลามันเก่าจะมีสีเหลือง อีกทั้งยังกรอบและขาดง่าย, ข้อเท็จจริงในเรื่องกระดาษเหลืองนั้นจริง แต่จะขาดง่ายหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา เช่น ฝรั่งเศสฯ นี้ 29 ปีล่วงมาแล้วกระดาษยังขาวนวล กลิ่นหอม ส่วนโลกหนังสือนั้นค่อนข้างออกสีน้ำตาลแต่สภาพกระดาษยังคงดีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ผมเลือกฝรั่งเศสฯ นี้เพราะความอยากรู้ดั้งเดิมของตัวเอง, ตั้งแต่เล็กผมชอบภาพยนตร์สงคราม ทั้งสองครามโลกและเวียดนาม ซึ่งอย่างหลังนี่แหละที่ดูจะชื่นชอบมาก อาจเป็นเพราะผมเกิดในยุคร่วมสมัยของสงครามนี้ก่อนยุติลงอย่างเด็ดขาดในปีพ.ศ.2518

การชอบภาพยนตร์สงครามอีกหนึ่งเหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะพ่อของผมเป็นทหาร, พ่อถูกเกณฑ์ไปประจำที่ภูพาน จังหวัดสกลนครในปีพ.ศ.2517 ปีที่ผมเกิดพอดิบพอดี พ่อเป็นทหารเหล่าสื่อสารต้องไปทำการป้องกันรักษาสถานีสื่อสารของกองทัพอเมริกาบนนั้น

พ่อมีภาพถ่ายในระหว่างห้วงยามนั้นให้ผมได้ดู ในความคิดของผมในวัยเด็กนั้นพ่อดูเท่มากในเครื่องแบบทหาร ผมถามพ่อว่าเคยยิงกับคอมมูนิสต์ไหม และรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์เป็นตายตรงหน้านั้น, พ่อว่ากลัว… แต่ความจำเป็นบางอย่างก็หักล้างลบความกลัวนั้นออกไป พ่อต้องยิง ยิง ยิง และยิง สาดกระสุนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่มีทางเลือกและไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรม

ไม่ยิงมัน มันก็ยิงเรา!

พ่อไม่เคยแสดงอาการบ้าบิ่นที่ได้ยิงปืน ได้ยิงฝ่ายตรงข้าม ตรงกันข้าม… น้ำเสียงของพ่อฟังดูแล้วสลดหดหู่ พ่อว่าเห็นเพื่อนที่ขึ้นภูด้วยกันล้มลงจมกองเลือดต่อหน้าต่อตา ส่วนพ่อพลาดพลั้งถูกด้ามปืนกระแทกปากส่งผลให้ฟันหน้าของพ่อหักแล้วก็เพื่อนพ่ออีกนั่นเองที่ช่วยชีวิตพ่อได้อย่างทันท่วงที

ฟังพ่อเล่าแล้วก็เหมือนกับฉากในภาพยนตร์สงครามยังไงยังงั้น ทว่าเรื่องที่พ่อเล่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่การแสดงที่มีผู้กำกับกำกับสั่งการ… พ่อเป็นวีรบุรุษของผม

จากประสบการณ์การรบของพ่อ… ผมถามว่าสงครามเวียดนามเกิดขึ้นเพราะอะไร พ่อก็ตอบไปตามแกนที่ได้รับรู้มาคืออเมริกาเข้ามาช่วยสกัดกั้นคอมมูนิสต์เวียดนามเหนือ, ผมถามพ่อต่อว่าคอมมูนิสต์คืออะไร พ่อก็ว่าคือพวกที่จะเข้ายึดประเทศไทย…

ผมรู้ว่าพ่อเองก็ตอบไปแกน ๆ อย่างนั้น, ห้วงยามนั้นพ่อเองก็คงเข้าใจไปตามนั้นตามแต่กองทัพจะสร้างภาพลักษณ์อันน่ากลัวของคอมมูนิสต์ ตราบเมื่อวันเวลาผ่านไปเมื่อผมถามพ่อถึงเรื่องนี้อีกพ่อก็กลับเล่าอะไรที่ยาวขึ้น มีความรู้มากขึ้นว่าที่จริงแล้วทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่ไม่อยากสูญเสียพื้นที่อันมากไปด้วยทรัพยากร

เมื่อผมสมัครเป็นสมาชิกร้านเช่าวิดีโอ ผมมักเช่าภาพยนตร์สงครามเวียดนามมาชม, ภาพยนตร์เหล่านี้มีหลายแง่มุม ซึ่งจะว่าไปแล้วสงครามเวียดนามนี้ล้วนสามารถสร้างได้อย่างหลายมุมมองมิรู้จบ

APOCALYPSE NOW,PLATOON, BORN ON FOURTH OF JULY, GOOD MORNING VIETNAM กระทั่ง WE WERE SOLDIER ล้วนมีเนื้อหาแตกต่างกันไป, เรื่องแรกเป็นสภาวะความขัดแย้งของทหาร เรื่องที่สองเป็นชีวิตของทหารผ่านศึกพิการไม่ได้รับการแยแสจากสังคม เรื่องที่สามเป็นภารกิจแนวหลังสงครามของนักจัดรายการวิทยุทหารคนหนึ่งที่พยายามจะพูดความจริงที่กองทัพปกปิด และเรื่องสุดท้ายเป็นยุคเริ่มต้นของการเข้าร่วมสงครามเวียดนามอย่างเต็มตัวของอเมริกา และภาพยนตร์เรื่องนี้แหละที่ช่วงนำเรื่องได้ฉายภาพการพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู…

เหล่าทหารหาญเหล่านั้นไม่ทราบข้อเท็จจริงอย่างไรหรอกว่า จริง ๆ แล้วสาเหตุที่เวียดมินห์ต้องทำการสู้รบนั้นทำไปทำไมและทำเพื่ออะไร!

บทสรุปเรื่องของเรื่องก็คือ ‘เป็นเหตุผลทางด้านการเมือง’ ล้วน ๆ เท่านั้น… เวียดมินห์ต้องการหลุดพ้นจากการครอบงำของชาติมหาอำนาจตะวันตกทั้งเก่าและใหม่ที่สำคัญตนเองผิดว่า ‘มีสิทธิ’ ที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในภูมิภาคนี้… และทั่วโลก

เป็นเพียงการกู้ชาติของตนคืนมาเท่านั้น มีเพียงผลประโยชน์ของผู้ร่วมชาติ… แล้วผิดอันใดเล่าหากเขาจะกระทำการเช่นนั้น

จากหนังสือ ‘ฝรั่งเศสแพ้ที่เดียนเบียนฟู’ นี้ ยิ่งตอกย้ำฉายภาพย้ำชัดถึงชีวิตของทหารที่ต้องพลีชีวิตให้กับความเขลาของผู้นำกองทัพและความโลภของบุคคลบางกลุ่มโดยใช้คำว่า ‘ชาติ’ บังหน้า

และเมื่อวันเวลาผันเปลี่ยน ผมเชื่อแน่ว่าทหารบางคนก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากพ่อของผมเท่าไรนัก

ในภาวะสงครามเอื้ออำนวยให้คนฆ่าคนได้… ทว่าการลั่นกระสุนสังหารแต่ละนัดนั้นไม่สามารถหักล้างจิตวิญญาณความเป็นคนได้ การฆ่าอย่างไม่มีเหตุผลรองรับอย่างเพียงพอว่า เราฆ่าเขาไปทำไม เขาทำผิดอันใดเราจึงต้องมาฆ่าฟันกัน และทำไมเราต้องมาฆ่าฟันกัน…

ทหารบางคนต้องหนีสงคราม หนีเพื่อไม่สามารถเอาเหตุผลจอมปลอมมาบดบังจิตใต้สำนึกอันแท้จริงได้

 *    *    *

เพื่อนฝูงบางคนว่าผม ‘บ้าสงคราม 

ไม่หรอก… คนบ้าสงครามคิดไม่ได้อย่างผมหรอก

ผมชอบเรื่องสงครามทั้งจากการอ่านหนังสือและชมภาพยนตร์เพียงเพื่อต้องการเรียนรู้ถึงความโง่เขลาของมนุษย์ในสภาวการณ์หนึ่ง และก็เช่นเดียวกันกับพล็อตเรื่องเกี่ยวกับสงครามทั้งหลายที่สะท้อนความไม่ชัดเจนในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์

ชมแล้ว อ่านแล้วก็มิบังเกิดความใคร่กระหายสงครามแต่อย่างใด, สวัสดี

12 พ.ค. 50

* เดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) แตกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1954 เวลา 17.30 น. เป็นเวลากว่า 53 ปีล่วงมาแล้ว

2_9_1.jpg

2_9_21.jpg

Pics : http://impawards.com

Advertisements
 

10 Responses to “หนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์”

  1. ข้าพเจ้าชมชอบหนังสงคราม
    ดูทีไรหัวใจคับพอง
    ดวงตาจับจ้องไม่ยอมให้คลาดสักช็อตสักตอน
    จ้องนาน ๆ เข้าชักระคายเคืองถึงกับกระพริบตาทีละข้าง
    ด้วยเกรงว่าภาพความทรงจำจะขาดช่วง

    ยิ่งตอนฉากห้ำหั่นกันละพระคุณเอย
    ช่างสะใจสมใจ
    จำได้ที่ชอบ ๆ ก็เห็นจะมี
    ..
    แรมโบ้ (ทุกภาค)
    สตาร์วอร์ (ทุกภาค)
    ..
    ..
    อิ
    อิ
    อิ

    ซันเดย์คารวะ

  2. แรมโบ้ ผมชอบภาคแรกครับท่าน

    มันออกโทนดรามามากกว่าสงคราม

    จำได้ว่าแรมโบ้กลับมาจากเวียดนาม เพิ่อจะไปแจ้งข่าวกับแม่ของลูกน้องที่ตายในสงคราม

    ไอ้เอี้ยนายอำเภอประจำเมืองรังเกลียดพวกเดนสงคราม พยายามขับไล่เขาออกนอกเมือง

    มันจับไปขัง…!

    ตอนจบผู้พัน- นายเก่ามาเจรจา แรมโบ้ร่ำไห้กล่าวว่า

    "อยู่ที่นั่น ผมขับเครื่องบินได้ ขับรถถังได้... แต่ที่นี่ผมทำอะไรไม่ได้เลย เพราะพวกเขาไม่ให้ผมทำ"

    โอว…ผมเองตอนนี้ น้ำตาซึม ละท่าน (เรื่องจริง)

    ชีวิตแม่ม…บัดซบ

    เจง ๆ ๆ ๆ

    สวัสดีวันอาทิตย์ครับผม

  3. ผมชอบเรื่องแรก…

    บินมาทักทายครับ

  4. ningnung Says:

    สงครามเส็งเคร็ง
    ขีดเส้นกันเอง
    เมืองเอ็ง-เมืองข้า

    รบราฆ่าฟัน
    ชุ่มนองพสุธา
    โลหิตน้ำตา
    ประชาช้ำใจ

  5. ผืนแผ่นดินนี้หนาล้วนเป็นของมนุษย์ทุกคน...
    อา..มิใช่สิ รวมถึงสัตว์โลก และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายด้วย

    เหตุใดหนอ มนุษย์จึงคิดขีดแบ่งเอาเป็นของตน…
    ของมึง ของกู

    ของเธอ ของฉัน...
    อะไร... เรามีสิทธิอะไรกัน

  6. ningnung Says:

    เมื่อเช้าขณะเดินไปทำงาน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าธรรมชาติช่างแบ่งสรรปันส่วนให้สัตว์โลกได้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วบนโลกอย่างคุ้มค่าจริงๆ

    ทั้งบนดิน ในดิน บนฟ้า ในน้ำ…

    แต่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เห็นแก่ตัวและโลภมากที่สุดคงไม่พ้นมนุษย์
    คิดครอบครองและยึดครองทุกสิ่ง

    ครั้งหนึ่งขณะบินอยู่เหนือน่านฟ้า
    ข้าพเจ้ามองเห็นบ้านเรือนมีขนาดเล็กลง ๆ
    รั้วบ้านที่กั้นอาณาบริเวณกลายเป็นเพียงเส้นบางๆ
    และเมื่อลอยสูงขึ้น ข้าพเจ้ามองเห็นทุกสิ่งตั้งอยู่บนผืนดินเดียวกัน

    จากบ้าน สู่เมือง จากเมืองสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่ประเทศ
    ข้าพเจ้าไม่เห็นเส้นแบ่งพรมแดนใดๆ บนโลกใบนี้
    เส้นทั้งหลายล้วนสมมติ
    และเราต่างยึดติดในสมมติ
    ขีดเส้นแบ่งเขตแดน รบราฆ่าฟันกันเอง

    ข้าพเจ้าเกลียดสงคราม
    เกลียดการทะเลาะเบาะแว้ง
    เกลียดการแบ่งชนชั้น สีผิว ชาติพันธุ์

    เราทุกคนล้วนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
    และทุกสรรพสิ่งล้วนมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกใบนี้เท่าเทียมกันกับเรา

  7. ทุกสิ่งที่ท่านหนุงหนิงกล่าวมา

    มันก็เกิดมาจากควาโลภ

    แบ่งฉัน แบ่งกู แบ่งมึง

    หรือว่า นี่คือสัญชาตญาณของสัตว์ที่ชื่อ “มนุษย์”

  8. ไม่ชอบหนังสงคราม…แต่ก็ยังดูนะ..

    ดูทีไรก็ให้รู้สึกอารมณ์หนักๆ ทุกที

    พักนี้เลยมักเลือกดูหนังรัก..แต่ดูแล้วก็เครียดเหมือนเดิม…ฮ่าฮ่า

  9. กุลธิดา เนตรฉัตรตรี Says:

    สวัสดีค่ะคุณประทีป ดิฉันได้อ่านงานหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แล้วรู้สึกประทับใจเช่นกัน เพราะก็ชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม บังเอิญมีเพื่อนอาจารย์แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ เรื่อง “ถอดความจากบันทึกลับของอดีตประธานาธิบดีนิกสัน โต้..เบื้องหลังสงครามเวียดนาม” ซึ่งถอดความโดย สมภพ โรจนพันธ์ และบุญมาก พรหมพ้วย ไม่ทราบว่าคุณได้อ่านเล่มนี้หรือเปล่า ซึ่งเป็นหนังสือที่แสดงให้เห็นวิธีคิดอีกแง่มุมของผู้นำสหรัฐที่มีต่อสงครามภายหลังการพ่ายแพ้กลับมา…มีความคิดเห็นอย่างไรต่อหนังสือเล่มนี้บ้างค่ะ

  10. สวัสดีครับคุณกุลธิดา เนตรฉัตรตรี

    ขอบคุณสำหรับหนังสือที่แนะนำมา-ยังไม่เคยอ่านครับ

    เคยแต่งานเชิงวิจารณ์ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์-เก่าแล้วครับ จำชื่อไม่ได้

    มีเล่มหนึ่งครับที่เขียนถึงสงครามเวียดนามในแง่ความรู้สึกของทหารผ่านศึก และโดยรวมเกี่ยวกับประเทศอเมริกา

    บอกพระเจ้าด้วย…หิวข้าว! Tell God give me some food ของ ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที

    อ่านแล้วเศร้าครับ

    รู้สึกว่า ผมเคยเขียนถึงในนี้ด้วย

    เสียงจากแผ่นฟิล์ม


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s