ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

บ่ายคล้อย พฤษภาคม 13, 2007

Filed under: ที่เห็นและเป็นไป© — ประทีป จิตติ @ 16:30

ปีที่๒,สัปดาห์ที่ ๑๑

มันก็เป็นเหมือนวันก่อน ๆ นั่นแหละ, เป็นเวลาซ้ำ ๆ เดิม ๆ ในยามเที่ยงวันที่เขาจะต้องออกจากสำนักงานไปหาอาหารใส่ปากเลี้ยงท้อง และมันก็เป็นความซ้ำซากในการกินกระทั่งในบางห้วงยามกลับกลายเป็นความน่าเบื่อ เหลือเชื่อมั้ยล่ะว่าคนมีอันจะกินเช่นเขาจะเบื่ออาหารในขณะเดียวกับที่คนอีกกลุ่มแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าวันนี้มื้อนี้จะกินอะไร มีเพียง ‘วันนี้จะมีอะไรกินไหม’ เท่านั้น… เท่านั้นแหละ และอย่าไพล่คิดไปถึงคนที่มั่งมีกว่าเขาเลยว่ามีอาการเสียยิ่งกว่า คนพวกนั้นมิถามหรือคิดนึกเพียงว่าจะกินอะไร แต่กล่าวตรงหน้าอาหารอันหลายหลากว่า ‘ไม่รู้จะกินอะไร’

วันนี้ก็เหมือนกับทุกวันเพียงแต่ว่าวันนี้ฝนเทลงมาไม่ขาดสายตั้งแต่เช้ามืด หนักบ้าง เบาบ้างสลับกันไป แล้วฝนเจ้ากรรมก็เลือกกระหน่ำลงหนักเอาเมื่อตอนสาย กว่าจะซาเม็ดก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่งค่อนวัน แน่ละ… การณ์นี้ได้กระทำให้เขาได้แต่นั่งมองสายฝนผ่านหน้าต่างกระจกในห้องปรับอากาศอันเย็นชื้น หวังในใจว่าขอให้หยุดหรือซาเม็ดก่อนบ่ายเสียทีเถิด, มันก็เป็นเรื่องบ้า ๆ เช่นนี้แหละ ทีกับวันที่ฝนไม่ตกเขากลับอ้อยอิ่งพาลเบื่ออาหาร วันนี้ฝนตกเขากลับอยากมาตั้งแต่ก่อนสาย– อยากอย่างไม่มีเหตุผล… กับเรื่องบ้าๆ นี้มันไม่จำเป็นต้องมีเสมอไปมิใช่หรือ… หากมีมันก็คงไม่ใช่เรื่องบ้า ๆ และเป็นอาการอารมณ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

ฝนซาเม็ด… เขาจึงคว้าหมวกสวมแล้วออกเดินจากสำนักงาน, เดินไปยังต้นซอยระยะทางประมาณหนึ่ง
ร้อยเมตร แม้จะหิว แม้จะอยากอาหารแต่ก็ยังเดินอ้อยอิ่ง จุดบุหรี่สูบกะว่ามันคงมอดหมดมวนเมื่อถึงที่หมาย เหลียวมองบ้านเรือนสองข้างทางแต่ละหลังเป็นบ้านเก่าคงปลูกสร้างมาไม่ต่ำหว่า ๒๐ ปี มีสนามหญ้า ต้นไม้ เป็นบ้านในฝันของเขาในวัยเด็ก บ้านที่ต้องมีพื้นที่อเนกประสงค์ใช้ในการสันทนาการ แต่ก็นั่นแหละ ความฝันนั้นก็คงเป็นได้แค่ฝัน ทว่าฝันนั้นมีความสุขในห้วงยามเก่า ๆ ปกคลุมอยู่เสมอ ใส่ใจไปไยว่ามันจะเป็นจริงได้หรือไม่– เช่นนั้นเขาจึงฝันอยู่ได้มิรู้เบื่อ

ถึงต้นซอยเขาเลี้ยวขวา ดีดก้นกรองบุหรี่ลงพื้นที่เจิ่งนองน้ำสีดำคร่ำ, ร้องสั่งคนขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำที่คล้องพระเครื่ององค์กลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๕ เซนติเมตร เป็นสิ่งหนึ่งที่ผิดแผกตาไปจากวันก่อน ๆ ที่เขามักคล้องผ้าขนหนู วันนี้ผ้าผืนนั้นกลับหายไป

“เกาเหลาน้ำตกหมูตุ๋น”

สั่งอาหารแล้วก็เข้าไปนั่งรอที่โต๊ะ, มีลูกค้าเพียงสองโต๊ะรวมเขาเป็นสาม คงเป็นเพราะฝนตกหรือไม่ลูกค้าประจำทั้งหลายคงกินกันเสร็จไปแล้ว เหลือบมองเวลาที่ผนังร้านนั่นปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว

บรยากาศเศร้า ๆ เหงาๆ ปกคุลมไปทั่วบริเวณ, ฟากฝั่งตรงข้ามโชว์เฟอร์แท็กซี่กำลังช่วยเหลือเพื่อนร่วมอาชีพเปลี่ยนล้อยางอย่างขะมักเขม้น เวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาที แต่ละนาทีหากตีค่าเป็นเงินรายได้ของเขาทั้งสองก็นับเป็นการสูญเสีย แต่ก็เป็นการสูญเสียอย่างมีเหตุผล คนทั้งสองจะคิดเช่นนั้นหรือไม่เขาไม่ทราบหรอก เพียงแต่เห็นสีหน้าและอารมณ์ของทั้งสองแล้วก็พอจะตีความหมายได้โดยนัยว่า พวกเขายอมรับกับสถานการณ์และพร้อมเผชิญแก้ไขให้ได้ลุล่วงไป

รถซาเล้งบรรทุกขวดแก้ว ขวดพลาสติก ลังกระดาษ และอีกจิปาถะแล่นผ่านตัดหน้าไป จุดหมายเจ้าของซึ่งเป็นชายนั้นอยู่ที่โรงรับซื้อของเก่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถัดต้นซอยจากร้านก๋วยเตี๋ยวนี้ไปประมาณ ๕๐ เมตร, เขาเบนสายตาตามไปยังที่ตรงนั้น หน้าโรงรับซื้อของเก่าชุลมุนไปด้วยคนงาน คนเอาของมาขาย เป็นเช่นนั้นตั้งแต่ฟ้าเริ่มสางจรดเย็นย่ำทุกวัน มองเห็นแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งของที่เรา ๆ มองเห็นว่าไร้ค่ากลับมีค่ากับคนอีกกลุ่มหนึ่งไปเสียได้ เอาเถอะ แม้ว่าค่าของสิ่งของเหล่านั้นจะเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบจากเดิม แต่เมื่อจำนวนรวมมากเข้า ๆ มันก็มีค่าพอได้แลกกับอาหารประทังชีวิตไปในแต่ละวัน คนเรามันก็มีเท่านี้แหละ…เท่านี้จริง ๆ เพียงแค่มีปัจจัยสี่ก็เพียงพอจะดำรงชีวิตต่อไป นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเพียงสนองตัณหาของตนเองเท่านั้น

เกาเหลาร้อน ๆ ส่งกลิ่นฉุยแตะปลายจมูกทำให้เขาเบือนหน้าละความคิดเมื่อครู่ จัดการปรุงแต่งรสให้ได้ตามต้องการ, ลูกชิ้น เนื้อหมูสร้างรสชาติอันวิเศษสุดสุด ตอบสนองความเรียกหาของน้ำย่อยในกระเพาะ มันก็เป็นเรื่องบ้า ๆ อีกเรื่องหนึ่งนั่นแหละ… บ้าที่ว่าเขามิเคยรู้สึกเช่นนี้มานานหลายสัปดาห์ ทั้งที่บางครั้งก็มีอาการอยากไม่มากไม่น้อยไปกว่าวันนี้สักเท่าไรนัก และมันก็บ้าสิ้นดีที่ทุกครั้งมันจะมีความรู้สึกวิเศษกับรสชาติอาหารซ้ำซากเช่นนี้ไม่เท่าเทียมกันเลยสักครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่มากกว่าหรือน้อยกว่า มันมีเพียงความรู้สึกแค่ที่ว่าวิเศษไม่เหมือนกันทุกครั้งไป

และอาหารกลางวันมื้อนี้มันมีความวิเศษกว่าที่ว่ามีภาพ ‘มิตรภาพ’ ระหว่างชายโชว์เฟอร์ทั้งสองเข้าประกอบ, เขาเปลี่ยนล้อยางสำเร็จแล้ว ฝ่ายที่ได้รับความช่วยเหลือมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ส่วนผู้ที่ให้ความช่วยเหลือก็มีสีหน้ายินดีที่ตนเองกระทำได้สำเร็จ

รถซาเล้งคันใหม่ คันแล้วคันเล่าวิ่งเข้าออกโรงงานรับซื้อของเก่า มันก็เป็นจังหวะพอดีกับอาการมื้อกลางวันของเขาหมดลง, เวลาที่เหลืออีกเพียงไม่ถึง ๕ ชั่วโมงยังคงรอคอยให้เขากลับเข้าสำนักงานสะสางงานต่อไป… มันก็เป็นเรื่องบ้า ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่เขานึกอยากทำงานอย่างเต็มกำลัง ซึ่งอาการนี้มิได้เกิดขึ้นทุกวันหรอก และมันจะเกิดขึ้นมาเมื่อไรก็มิสามารถกะเกณฑ์คาดเดาเอากับมันได้

“ขวดน้ำนี้ป้าขอนะคะ”

หญิงสาวอายุคราวป้าร้องถามพลางชี้นิ้วไปที่ขวดน้ำพลาสติกบนโต๊ะที่เจ้าของมิได้ถือไปทิ้งลงถัง, เขายิ้มแล้วหยิบส่งให้เธอ

เขาชำระเงินค่าอาหาร, จุดบุหรี่สูบ ออกเดินฝ่าสายฝนโปรยเข้าซอยกลับเข้าสำนักงานอย่างมิได้สนใจบ้านเรือนสองข้างทางเช่นเมื่อขามา ในหัวของเขามีแต่ต้นฉบับนวนิยายปึกใหญ่กว่า ๔๐ ตอนกองรออยู่บนโต๊ะ

|| || || ||

ด้วยมิตรภาพ
๑๓ พ.ค.๕๐

Advertisements
 

2 Responses to “บ่ายคล้อย”

  1. ningnung Says:

    เฮ้อ..บนโต๊ะหนังสือข้าพเจ้ามีดิคชันนารีเกือบห้าเล่มกองอยู่บนโต๊ะ

    แต่ในหัวว่างเปล่า

    อ๊ะ ไม่สิ มีขี้เลื่อยเต็มเลย

  2. ฮ่า..ดีนะที่ป้าไม่ตามไปขอกองกระดาษหลายๆ ปึก ในออฟฟิศของท่านประทีปฯ ไปด้วย…


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s