ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

มรรยาท พฤษภาคม 6, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 14:07

ปีที่ 2/8

ในห้วงยามนี้ผมใช้อินเตอร์เน็ตค่อนข้างถี่ และเป็นประจำทุกครั้งเมื่อเชื่อมต่อระบบแล้วผมจะเข้าไปยังเว็บไซต์ http://wordpress.com เพื่ออัพเดทงานใน Blog ของตนเอง นอกจากนั้นแล้วยังสอดสายตาไปแวะเยี่ยมชม Blog หรือที่ผมนิยามว่าเป็น ‘บ้าน’ ของแต่ละคนในชุมชน wordpress

วันเสาร์ที่ผ่านมาเห็นงานเขียนชื่อเรื่อง “เจ้าข้าเอ๊ย…ระวังคนหน้าด้านขโมยบล็อก” ของคุณ คิ้วหนา ติดอันดับเรื่องยอดนิยม จึงแวะเข้าไปอ่าน

ผมไม่ทราบนะครับว่าคุณคิ้วหนานั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ดังนั้นเพื่อความไม่ผิดพลาดอันใดขอใช้สรรพนามแทนว่า ‘ผู้เขียน’ แทนก็แล้วกัน

เนื้อหางานดังกล่าวผู้เขียนกล่าวว่าคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้คัดลอกบทความบางตอนของผู้เขียนไปทั้งดุ้นโดยไม่มีการดัดแปลงใด ๆ เลย อีกทั้งภาพประกอบยังถูกนำไปใช้โดยไม่มีการกล่าวอ้างถึงแหล่งที่มาอีก… กล่าวเช่นนี้แล้วหากท่านผู้อ่านที่อ่านบทความที่ถูกนำไปตีพิมพ์ดังกล่าวคงเข้าใจว่าคอมลัมนิสต์ผู้นั้นเป็นคนรังสรรค์เสียเองทุกกระเบียดนิ้ว

หากไม่พบเหตุการณ์เช่นนี้เข้ากับตนเองบ้างก็คงยากที่จะรับรู้ความรู้สึกเหมือนเช่นผู้เขียน-ผู้เป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริง แต่ผมก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนั้นบ้างละเนื่องจากตนเองก็มีผลงานเขียนที่ตีพิมพ์ออนไลน์ลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ กับเขาด้วย หากเป็นเช่นนั้นคงยากที่จะทำใจให้สงบได้เช่นกัน

ทุกวันนี้การนำข้อมูลต่าง ๆ จากการค้นหาในอินเตอร์เน็ตมาประกอบงานเขียนนั้นกระทำได้โดยง่าย เพียงปลายนิ้วสัมผัสเม้าส์ คัดลอกแล้วนำมาแปะ– ง่ายเพียงเท่านี้เอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราหรือแม้กระทั่งผมเองบางครั้งก็ละเลย มิได้สนใจการให้เครดิตกล่าวอ้างถึงที่มาของข้อมูลเหล่านั้น

สำหรับตัวผมเองยอมรับละว่าได้ละเลย แต่การละเลยนั้นก็พึงระลึกอยู่เสมอว่า ข้อมูลหรือภาพประกอบต่าง ๆ เหล่านั้นเรา ‘คัดลอก’ มา ไม่เคยทึกทักว่าเป็นของตนเอง แต่ก็นั่นแหละ… คนอ่านที่อ่านงานของเราเขาไม่ทราบหรอกครับว่าเป็นงานของคนอื่น ร้อยทั้งร้อยก็คงเข้าใจว่าเป็นผลงานของเราทั้งสิ้น (รวมทั้งตัวผมเองด้วย ในกรณีที่เป็นผู้อ่านงานของผู้อื่น)

เนื่องจากผมยังพึงระลึกอยู่เสมอว่าข้อความหรือภาพประกอบที่คัดลอกมานั้นมิใช่ของตนเอง… ซึ่งบางครั้งก็จนใจครับที่ไม่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาดั้งเดิมได้ เนื่องจากเพราะห้วงยามที่ค้นหานั้นเป็นการค้นหาอย่างไม่มีระเบียบ ค้นหาไปเรื่อยเปื่อยสะเปะสะปะ ชอบภาพไหนข้อมูลใดก็คัดลอกเก็บไว้ทันทีโดยมิได้คัดลอก ‘แหล่งที่มา’ เก็บไว้ด้วย, อย่างไรก็ตามก็คิดเข้าข้างตนเองว่าอย่างน้อยงานของเรานั้นเผยแพร่โดยที่ไม่มีผลตอบแทนใด ๆ กลับมา คงมิเป็นไร… เราทำไปโดยมิได้แสวงหาผลกำไรใด ๆ

แต่เมื่อใคร่ครวญกับทรรศนะดังกล่าวของตนเองอีกครั้งก็มองเห็นถึงความไม่ถูกต้องเลย… คำว่า ‘แสวงหาผลกำไรใด ๆ’ มิได้หมายหมายถึงตัวเงินเท่านั้น หากหมายถึงชื่อเสียง ความนิยมชื่นชมต่อผลงานเขียนนั้น ๆ ด้วยต่างหาก แน่ละ… เมื่อการณ์เป็นเช่นนั้นก็สมควรจะแจ้งถึงแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อที่อย่างน้อยก็เป็นการตอบแทนเจ้าของผลงานที่แท้จริงโดยการโฆษณาผ่านทางผลงานของเรา ซึ่งหากเป็นผมนะ หากมีคนส่งจดหมายมาขอเอาผลงานไปเผยแพร่ผมก็ยินดีแล้ว หนำซ้ำยังมีความรู้สึกดี ๆ ต่อผู้ขออีกด้วย

จะว่าไป… เรื่องของเรื่องนี้ก็คือ ‘มรรยาท’ นั่นแหละ

อ่านงานเขียนชิ้นดังกล่าวของคุณคิ้วหนาแล้วก็ทำให้ย้อนคิดนึกถึงการกระทำของผมเอง… อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วละครับว่า อย่างไรเสียก็ยังระลึกอยู่เสมอว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประกอบการเขียนนั้นมิได้กระทำขึ้นเองเพียงแต่พาลละเลยไม่ได้ใส่ใจกล่าวอ้างถึงแหล่งที่มา แม้ว่างานของผู้เขียนจะเป็นการบอกกล่าวถึงเหตุที่ได้ประสบก็ตามแต่มันก็ได้กระตุกความรู้สึกของผมเองด้วยว่า ‘ควรคำนึงถึงถึงมรรยาท’ ในการคัดลอกข้อความหรือภาพประกอบต่าง ๆ นั้นด้วย

สิ่งนี้ไม่ว่าใครจะคิดเห็นแตกยอดต่อไปอย่างไร… สำหรับผมเองนั้นคิดว่ามรรยาทเป็นสิ่งสำคัญทีเดียว และต่อแต่นี้ไปจะพึงระลึกอยู่ทุกขณะจิตว่าควรแสดงมรรยาท โดยการกล่าวอ้างถึงที่มาของข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในผลงานของเรา, สวัสดี

6 พ.ค.50

อ่านบทความที่นี่–เจ้าข้าเอ๊ย…ระวังคนหน้าด้านขโมยบล็อก

 *    *    *

ร่างสัญญาลิขสิทธิ์ ฉบับมาตรฐาน การขจัดเนื้อร้ายวงวรรณกรรม?

พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com

ความคืบหน้าจากกรณีที่ทางเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยพยายามผลักดันเรื่อง สัญญาลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม เมื่อปลายปี 2549 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวพิธีลงนามเห็นชอบร่างสัญญาอนุญาตให้ใช้ ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมฉบับมาตรฐาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย แม้ก่อนหน้านั้นทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้เคยนำสัญญาลิขสิทธิ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาตีพิมพ์เผยแพร่ลงในหนังสือของสมาคมนักเขียนและวารสารของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยไปบ้าง แต่ว่ายังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายมากนัก

ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ในฐานะแกนนำผลักดันสัญญาลิขสิทธิ์ฉบับนี้ กล่าวถึงที่มาที่ไปว่า

“ถามว่าทำไมถึงต้องมีสัญญาลิขสิทธิ์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะมีมาตั้งนานแล้ว โดยสัญญาฉบับนี้ผมร่างขึ้นมาครั้งแรกเมื่อประมาณ 4 ปี และใช้ต้นร่างของทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้นแบบอีกทีหนึ่ง ที่มันต้องมีก็เพราะว่าทุกวันนี้ มันเกิดกรณีอย่างสมมติว่านักเขียนจะไปพิมพ์งานกับสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่ง และส่วนใหญ่สำนักพิมพ์ในเมืองไทยก็จะไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว จริงๆ คงรู้กันว่าทำไม

แต่ปัญหาไม่ค่อยเกิดกับสำนักพิมพ์ที่มีมานานหรือว่าสำนักพิมพ์ที่เข้ามาทำธุรกิจนี้ด้วยความรัก คิดว่ายังไม่เคยเห็น แต่กรณีหลังๆ ที่มันเกิดปัญหานี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าจะมีกลุ่มทุนที่เป็นธุรกิจเข้ามาทำสำนักพิมพ์ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจนั้นมีเยอะขึ้น และก็พอนักเขียนได้รับการติดต่อแต่ไม่ได้มีการเซ็นสัญญา มันก็จะมีการผิดคำพูดเหมือนที่นักเขียนหลายคนเคยประสบมา

จริงๆ มีนักเขียนอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ว่าถูกละเมิดในลักษณะนี้ เลยเป็นที่มาของการร่างสัญญาฉบับนี้ขึ้นมา โดยสัญญาฉบับนี้จะอัพโหลดไว้ในเวบไซต์ของเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย และก็เป็นเหมือนกับสัญญาฉบับสาธารณะให้ใครที่อยากจะใช้สามารถดาวน์โหลดเป็นต้นแบบได้”

ประเด็นที่หลายคนมองอีกแง่หนึ่ง นั่นคือถ้าเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่นั้นมักจะมีฝ่ายดูแลเรื่องกฎหมายและร่างสัญญาของสำนักพิมพ์ประจำอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่ทางสำนักพิมพ์จะนำสัญญาฉบับนี้ไปใช้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูในแง่ของการนำไปใช้อีกที

“ต้องชี้แจงนิดหนึ่งว่ามันไม่สำคัญว่าสัญญาเช่าหรือว่าอนุญาตให้ใช้สิทธิวรรณกรรมนี้จะร่างขึ้นมาด้วยใคร เพราะว่าท้ายที่สุดคงยากมากที่นักเขียนคนหนึ่งจะถือสัญญาฉบับนี้ไปคุยกับสำนักพิมพ์แล้วสำนักพิมพ์จะเซ็นด้วยสัญญาชุดนั้น คิดว่าค่อนข้างยาก เพราะตอนที่ผมเองร่างสัญญาฉบับนี้ขึ้นแต่ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ใช้ แต่ว่าเขาก็ใช้ฉบับที่ผมยื่นเข้าไปนั่นแหละ ไปปรับแก้นิดหน่อย สุดท้ายก็มาหาจุดร่วมกันว่าทั้งสองฝ่ายรับได้ไหม ถ้ารับได้เจอกันครึ่งทางก็เซ็นสัญญากัน

ถามว่าการเซ็นสัญญานั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง ตอนที่ผมเขียนงานสองเล่มแรก ผมเจอปัญหากับสำนักพิมพ์มาโดยตลอด และทำให้ผมถึงบางอ้อว่าถ้าเกิดไม่ได้เซ็นสัญญามันจะเกิดอะไรขึ้น คงจะลำบากมาก อันนี้เป็นที่มาสั้นๆ ผมคงจะไปบอกนักเขียนในประเทศไทยให้มาเซ็นสัญญาไม่ได้ แต่ถ้าเกิดเป็นผมก็อยากจะเซ็นทุกครั้ง เพราะสัญญามันจะครอบคลุมได้ทุกมิติ” ชาติวุฒิกล่าว

เขายังยกตัวอย่างกรณีของ เมธัส บัวชุม หรือเจ้าของนามปากกา วินทกานต์ ที่สำนักพิมพ์ให้นักเขียนไปคุยว่าจะพิมพ์งานและให้เขาเขียนเรื่องสั้นเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง พร้อมกับส่งคำนำภายในหนึ่งอาทิตย์ แต่ภายหลังสำนักพิมพ์ปฏิเสธที่จะพิมพ์งานเรื่องนั้น

“โดยขั้นตอนถ้าถามว่าสัญญาต้องเซ็นตอนไหน ต้องเซ็นตั้งแต่สำนักพิมพ์เขาแจ้งเจตจำนงกับคุณ แต่ไม่ใช่รอให้จัดหน้ารอพิมพ์ก่อนค่อยเซ็น ตรงนั้นไม่ได้ เพื่ออะไร สัญญาจะระบุไว้เลยว่าเมื่อสำนักพิมพ์แจ้งเจตจำนงว่าตกลงจะพิมพ์งานของคุณ จะต้องพิมพ์งานของคุณออกมาภายในเวลากี่เดือนกี่วัน ตรงนั้นจะระบุไว้ชัด ส่วนนักเขียนก็จะถูกผูกมัดว่าเมื่อคุณเซ็นสัญญานี้ไปแล้ว คุณจะต้องส่งต้นฉบับฉบับสมบูรณ์ให้สำนักพิมพ์ภายในกี่วันกี่เดือน ก็จะระบุไว้เช่นกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดก็ละเมิดสัญญา นี่เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้การทำงานแบบมืออาชีพเกิดภาพที่ชัดขึ้น

คุณจะไม่ต้องมานั่งเถียงกับสำนักพิมพ์อีกต่อไป ว่านวนิยายเรื่องนี้ รวมเรื่องสั้นชื่อนี้ ลิขสิทธิ์จะกลับมาเป็นของเจ้าของเมื่อไร เพราะว่าสัญญาระบุไว้ ระยะเวลากี่ปี เมื่อพ้นจากนั้นคุณอยากจะไปพิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหนก็เป็นสิทธิของคุณ แต่ทุกวันนี้ปัญหามันเกิดขึ้นจริงๆ กรณีที่ไม่มีการเซ็นสัญญา เพราะว่าบ้านเรามันจะมีวัฒนธรรมคำพูดว่า ‘มิตรน้ำหมึก’ ซึ่งมันเกิดมานานแล้ว จริงๆ มิตรน้ำหมึกเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าพอบริบทในสังคมมันเปลี่ยนไป ผู้คนในแวดวงเปลี่ยนไป ฉะนั้นเจตจำนงของการทำสัญญานี้เพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่างที่เป็นปัญหาขึ้นอีก”

ส่วนขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ ทางเครือข่ายจะทำจดหมายปะหน้าฉบับหนึ่งในการขอความร่วมมือส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ

“จริงๆ เป็นจดหมายขอความร่วมมือมากกว่า เพราะว่าอย่างที่บอกว่าไปบังคับไม่ได้ ใครจะใช้หรือไม่ใช้คงเป็นเรื่องของเขา ผมไม่ได้สนใจในส่วนนั้น ผมทำในส่วนนี้ขึ้นมา ทำเพื่อนักเขียนในประเทศไทย อย่างน้อยใครที่ต้องการจะใช้ คุณต้องนึกภาพเวลาคนเป็นนักเขียนใหม่ ถ้าจะต้องไปเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

อย่างน้อยสัญญาฉบับนี้มันเป็นเหมือน ‘ยันต์กันผี’ แทนที่คุณจะเดินตัวลีบเข้าไปคุยกับนายทุนและปล่อยให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทเขาร่างสัญญาขึ้นมาฉบับหนึ่ง ซึ่งเอารัดเอาเปรียบคนไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่อย่างน้อยถือว่าคุณมีสัญญาฉบับนี้ ทำให้คุณอุ่นใจ คุณมีสัญญาที่เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยเป็นคนร่างขึ้นมา อย่างน้อยก็ใช้เป็นต้นร่างในการใช้เจรจาต่อรองกับเขาได้ ถ้ามีการเซ็นสัญญาก็จะไม่มีกรณีต้นฉบับถูกดองไว้เป็นครึ่งปีและไม่ได้พิมพ์ อย่างนี้เป็นต้น”

นอกจากการประกาศใช้สัญญาลิขสิทธิ์วรรณกรรมฉบับมาตรฐานอย่างเป็นทางการแล้ว ยังมีการเสวนาเพื่อร่วมกันหาทางออกประเด็น ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ : เนื้อร้ายในวงวรรณกรรม โดยมีนักเขียนที่เคยถูกวายร้ายคัดลอกหรือดัดแปลงผลงาน ผู้ดูแลเวบไซต์ เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนักกฎหมายมาร่วมแลกเปลี่ยนและหามาตรการป้องกันเพื่อเอาผิดผู้กระทำการละเมิดดังกล่าว โดยมี นกป่า อุษาคเนย์ ดำเนินรายการ

เริ่มต้นจาก เขมะศิริ นิชชากร หัวหน้าส่วนส่งเสริมงานลิขสิทธิ์ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เกริ่นคร่าวๆ ถึงขอบเขตประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นงานลิขสิทธิ์ โดยคนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างคำว่าสิทธิบัตรกับลิขสิทธิ์

“โดยทางกฎหมายนั้น ‘สิทธิบัตร’ จะเกี่ยวข้องกับงานประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ คุ้มครองกรรมวิธีการผลิต อย่างเช่นสิทธิบัตรยาก็คุ้มครองกรรมวิธีเกี่ยวกับการผลิตยา ส่วนของผลิตภัณฑ์ก็คือคุ้มครองเกี่ยวกับการออกแบบหรือดีไซน์นั่นเอง ส่วนของเครื่องหมายการค้าที่เป็นโลโก้หรือแบรนด์เนมต่างๆ ต้องคุ้มครองโดยการจดทะเบียน ถ้าไม่จดทะเบียนจะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ส่วนของลิขสิทธิ์จะแปลกกว่าอย่างอื่น คือกฎหมายคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน เมื่อมีการสร้างสรรค์เกิดขึ้น กฎหมายคุ้มครองโดยอัตโนมัติ และงานลิขสิทธิ์จะมีอยู่แค่ 9 ประเภท ประเภทแรกก็คืองานวรรณกรรมที่นักเขียนทั้งหลายสร้างสรรค์ขึ้น รวมไปถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ด้วย

ฉะนั้นงานเขียนและงานวรรณกรรมต่างๆ แม้กระทั่งซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมา จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีการจดทะเบียน แต่ต้องมีการรับแจ้งข้อมูลและมีฐานข้อมูลเท่านั้น ถ้ามองปัญหาเรื่องการละเมิด ทำไมถึงมีการละเมิดเกิดขึ้น พอมีการสร้างสรรค์ขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ คนอื่นเขาก็ดึงเอาไปใช้ การดาวน์โหลดหรือการอัพโหลดเข้าไปอีกทีหนึ่ง ตรงนี้เป็นการทำซ้ำทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเลยเกิดการละเมิดขึ้น และสมัยนี้ละเมิดได้ง่ายด้วย อีกอย่างที่สำคัญคือมันสร้างสรรค์ง่ายและคุ้มครองง่ายด้วย หมายถึงนักเขียนโพสต์ลงบนเวบไซต์ก็สามารถกระจายไปยังสื่อต่างๆ ได้ ฉะนั้นยุคสมัยนี้จะมีเรื่องปัญหาการละเมิดเกิดขึ้นเยอะ”

ด้าน ภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ญอง อุปนายกและเหรัญญิก สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association) กล่าวว่า “แทบจะเรียกได้ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งรวมของทุกอย่างที่สามารถเป็นดิจิทัลได้ ก็พร้อมที่จะถูกละเมิดได้ แต่จะบอกว่าอินเทอร์เน็ตไม่ดีก็ไม่ใช่ ให้มองกลับมาแง่ที่ว่าสมมติเราเขียนหรือคิดเพลงหรือทำหนังสั้นขึ้นมาแล้วอยากจะให้คนอื่นรู้จักโดยที่ตัวเองยังไม่ดัง ถ้าจะไปเช่าช่วงเวลาโทรทัศน์หรือวิทยุเพื่อที่จะเผยแพร่งานที่คิดขึ้นมา คงเป็นไปไม่ได้ แต่เวบไซต์มันต้นทุนต่ำเหลือเกิน จนใครๆ สามารถจะบอสแคสท์สิ่งที่ตัวเองผลิตขึ้นมาได้ และความที่ใช้ง่ายก็เป็นข้อดีที่ทำให้อินเทอร์เน็ตใช้ไปได้ทั่วโลก และจะถูกละเมิดได้ง่ายด้วย

สิ่งไหนก็ตามที่เป็นดิจิทัล มันจะถูกกระจายไปโดยลักษณะของดิจิทัลที่เร็วมาก และแย่กว่านั้นถ้ากรณีอย่างที่เป็นตัวหนังสือ มันบอกไม่ได้ว่าคนที่เป็นคนเขียนคนแรกมาจากเครื่องไหน เพราะคอมพิวเตอร์ทำให้ทุกอย่างเหมือนกัน เขียนด้วยฟรอนต์อะไรก็แล้วแต่จะบอกไม่ได้ว่าเป็นของเครื่องไหน ต่างกับเมื่อก่อนที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด ฉะนั้นเรื่องของอินเทอร์เน็ตเหมือนกับสิ่งรวมความชั่วร้าย แต่จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเพราะคนเอาไปใช้ผิดวิธี ถ้าใช้ถูกวิธีสิ่งที่คุณเอาไปใช้ ในที่สุดมันก็เกิดประโยชน์กับตัวคุณเองได้”

เธอบอกอีกว่า “ปกติการไปตามหาที่มาที่ไปว่าใครเป็นคนทำอะไร เจ้าของเขาจับได้ อย่าคิดว่าจับไม่ได้ แต่จะยากจะง่ายหรือใช้เวลานานแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเวบนั้นมีการเก็บเรคคอร์ดที่ดีพออย่างกรณีของเวบพันธุ์ทิพย์หรืออีกหลายๆ เวบที่เคยมีปัญหามาก่อน เขาก็จะมีการเก็บข้อมูลที่จะเรียกว่าเป็นทราฟฟิกดาต้าดีพอ เมื่อได้ข้อมูลพวกนั้น เขาก็จะไปเทียบเคียงเข้ากับการต่ออินเทอร์เน็ตจากไอเอสพี เขาก็จะรู้ว่าไอดีที่มานั้นมาจากบ้านไหน แต่สมมติว่าบ้านนั้นอยู่กันหลายคน คงจะต้องใช้วิธีสืบอีกครั้งหนึ่ง พวกอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ก็จะลำบาก เว้นแต่เจ้าของผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือก็จะง่ายมากขึ้น เพราะเขาจะรู้ว่าใครเข้ามาช่วงเวลาไหนหรือใครเข้ามาบ่อยๆ”

จารี จันทราภา เวบมาสเตอร์ http://www.thaiwrite.net เสริมประเด็นนี้ว่า “มองแง่ของแฮคเกอร์ คงมีวิธีการต่างๆ นานาที่จะสามารถหาตัวคนทำได้ โดยขึ้นอยู่กับความสามารถของเวบมาสเตอร์ที่จะเก็บทราฟฟิกดาต้ากันแค่ไหน ส่วนของผมนี่อัพเดทอยู่ตลอด ถ้ามีปัญหาเช่นการโพสต์เสร็จแล้วมาชมงานตัวเอง เสร็จแล้วไปด่าคนอื่นอย่างนี้ ประเภทอย่างนี้ผมก็จะรู้ จะทราบพฤติกรรมคนที่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ คิดว่าแฮคเกอร์เมืองไทยก็มีความสามารถระดับหนึ่ง”

อย่างกรณีของ ยุ้ย รัตนะ นักเขียนรุ่นใหม่ที่โดนก๊อบปี้งานเขียนไปทั้งไฟล์ หรือกรณีของ พึงเนตร อติแพทย์ ที่ถูกนักเขียนอีกคนหนึ่งลอกเลียนและดัดแปลงไปเป็นผลงานของตัวเอง ตรงนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ชาติชาย อมรเลิศวัฒนา มองเรื่องการคัดลอกงานเขียนว่า

“ถ้าจะดูว่าเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น หากเป็นก๊อบประโยคหนึ่งทั้งตัวอักษรทั้งท่วงทำนองและลีลาการเขียนมาทั้งหมดเลยโดยไม่ได้อ้างชื่อคนเขียน จริงๆ มันก็น่าจะเป็นการละเมิด แต่อย่างไรก็ต้องดูปริมาณด้วย อย่างสมมติว่างานเขียนเรื่องสั้นๆ สักประมาณหนึ่งหน้ากระดาษ บางคนไปก๊อบมาหนึ่งประโยค จริงๆ มันเป็นการก๊อบจากส่วนกว้าง มันจะผิดไหม คงต้องดูแง่ของรายละเอียดว่าประโยคนั้นเป็นประโยคที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั้น หรือเป็นแก่นของเรื่องทั้งหมดหรือเปล่า ถ้าเป็นแก่นของเนื้องานทั้งหมด ก็ค่อนข้างเห็นชัดว่าเป็นการละเมิดแน่นอน”

ส่วนของนักเขียนเองอย่าง พึงเนตร อติแพทย์ กล่าวด้วยว่า “การเอางานเขียนของเราไปโพสต์ลงเวบเจอบ่อย สมมติเข้าไปอ่านแล้วเจองานตัวเองที่อาจเป็นน้องๆ เป็นเด็กๆ ที่ชอบงานของเรา เอาไปโพสต์บอกไว้ว่าเป็นเขาแต่ง ทั้งๆ ที่งานเป็นงานเรา อย่างนี้จะไม่ค่อยรู้สึกอะไร คิดว่างานเราอาจจะเป็นแรงบันดาลใจของเขาจริงๆ ถ้าเขามีความสุขจากการทำตรงนั้นไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะเป็นการโพสต์และเขียนว่านี่เป็นของเขา รู้สึกว่าไม่เป็นไร ไม่มีประโยชน์ที่จะไปนั่งสืบนั่งตาม แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องของผลประโยชน์ขึ้นมา มองว่าเราไม่ควรเอาเปรียบคนที่ตั้งใจทำงานและไปหากินกับเขา”

ทั้งนี้ เขมะศิริ นิชชากร กล่าวเสริมเรื่องการดัดแปลงงานเขียนว่า “ลักษณะของการดัดแปลง ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว จะทำได้ต่อเมื่อได้ขออนุญาตก่อน และถ้าคนที่เป็นเจ้าของอนุญาตแล้วคนที่ทำใหม่หรือคนที่ดัดแปลงงานขึ้นมาใหม่ ถึงจะได้ลิขสิทธิ์ในตัวนั้น แต่ถ้าไปดัดแปลงหรือลอกเลียนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ ถือว่าเป็นการละเมิด การดัดแปลงง่ายๆ อย่างเช่นการเอาหนังสือต่างประเทศอย่าง ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ที่ได้รับอนุญาตให้มาดัดแปลงแปลเป็นภาษาไทย อันนั้นฉบับภาษาไทย คนที่แปลงานหรือว่าคนที่ได้ไลเซ่นมาเขาก็จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ใหม่ทันที โดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์เดิมก็ยังมีสิทธิอยู่ เพราะว่าเป็นการดัดแปลงโดยได้รับอนุญาต ถ้าการไม่ได้รับอนุญาตมันก็คือการละเมิดอยู่แล้ว เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการทำซ้ำดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน

อีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่าก๊อบปี้มาประโยคหนึ่งหรือว่าช่วงหนึ่ง ถือว่าไม่ผิด เพราะมีกรณียกเว้นด้วย สมมติว่าคุณทำเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการวิจัยหรือว่าเพื่อส่วนตัว คุณสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อยกเว้น การกระทำของคุณนั้นต้องไม่ขัดกับการแสวงหาผลประโยชน์ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนต่อเจ้าของลิขสิทธิ์โดยสมควร

แต่ถามว่ากระทบกระเทือนต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม หรือว่าขัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม ถ้าอย่างประโยคนั้นเป็นสาระสำคัญหรือว่าเป็นหัวใจของเรื่องเลย ไม่ว่าจะเยอะหรือน้อย แต่ถ้าหัวใจของมันอยู่ตรงนั้น และดึงออกมา อันนั้นถือว่าเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิแล้ว คือจะรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นอย่างนี้ ตอนจบเป็นอย่างนี้ นี่คือหัวใจสำคัญที่บอกว่าจะละเมิดหรือไม่ละเมิด

ทั้งนี้ทั้งนั้นท้ายที่สุดก็ต้องไปจบที่ศาล โดยศาลจะเป็นคนตัดสิน เพราะฉะนั้นเวลาเขียนหนังสือไม่ว่าจะเป็นสื่อดิจิทัลหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นไปได้ การเปิดเผยครั้งแรกไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์หรือว่าต้นฉบับที่เขียนโครงร่างไว้ก่อน ตรงนั้นเป็นหัวใจสำคัญ ต้องเก็บเอาไว้ เพราะว่าถ้าขึ้นศาลหลักฐานตัวนี้จะเป็นการยืนยัน ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ พิมพ์งานในไฟล์ ไฟล์ตัวนั้นจะระบุวันเดือนปี ณ จุดนั้นอาจจะพิมพ์เป็นตอนๆ คิดว่านักเขียนคงไม่ได้เขียนครั้งเดียวเล่มหนึ่ง อาจจะเขียนเป็นช่วงเป็นตอนเป็นบท ฉะนั้นเก็บตัวนี้ไว้ให้ดี ถึงเวลาตัวนี้จะเป็นการยืนยันได้อย่างดี หรือว่าจะเป็นพล็อตเรื่องว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถ้าขึ้นศาลชนะแน่นอน เพราะถือว่าเราเป็นเจ้าของสิทธิตรงนั้น”

เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพย์สินทางปัญญายังแนะด้วยว่า “จริงๆ ณ ปัจจุบัน ไม่อยากให้นักเขียนสู้เอง เพราะถ้าสู้เองจะเหนื่อยพอสมควร จะมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลา ตอนนี้ถ้าเกิดมีปัญหาจริงๆ ที่กรมก็มีกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขั้นตอนคือทำหนังสือเข้าไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าโดนละเมิดอย่างไร เราก็จะเรียกคู่กรณีมาเจรจาตกลง มีผู้ใหญ่เป็นกลาง ถ้าจบตรงนั้นก็คือจบ โอเคคุณจะเรียกร้องอะไรก็ว่ากันไป ถ้าไม่จบก็เลือกอนุญาโตตุลาการขึ้นมาคนหนึ่งชี้ขาดเป็นข้อยุติ แต่ถ้าไม่ใช้กระบวนการนี้ จะใช้กระบวนการทางศาลก็ยังได้ แต่ตรงนั้นจะมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง” เขมะศิริกล่าว

ส่วนกรณีมีการไกล่เกลี่ยและยอมความกันไม่ได้ หรือคู่กรณีไม่ยอมรับผิด ชาติชายแนะว่า “ความจริงถ้าเกิดในกระบวนการไกล่เกลี่ยแม้กระทั่งเขาไม่ยอมมาขึ้นศาล เราก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ ถ้าจะไปจับเขาก็ต้องมีการไปแจ้งความร้องทุกข์ก่อนภายในเวลา 3 เดือน นับจากวันที่เรารู้ว่าเขาละเมิดลิขสิทธิ์และรู้ตัวคนที่กระทำการละเมิด ต้องแจ้งความก่อนภายใน 3 เดือน ถ้าพ้นจากนั้นตำรวจเขาอาจจะไม่ดำเนินคดีให้ก็ได้ เพราะถือว่าขาดอายุความ คดีนี้ถือว่าตกไป”

คงต้องยอมรับว่าด้วยความซับซ้อนของข้อกฎหมายหรือกระบวนการทางกฎหมายที่ก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเรื่องของลิขสิทธิ์ทางปัญญากันต่อไป อย่างไรก็ตามทุกคนได้ข้อสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้องเริ่มปลูกฝังจริยธรรมตรงนี้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรู้จักสิทธิของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ควรไปละเมิดสิทธิคนอื่นด้วย

ตรงนั้นน่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ได้มากกว่าการต้องมาตามแก้กันด้วยข้อกฎหมาย 0

แหล่งข้อมูล :-

จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 20 ฉบับที่ 6589
วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2550

Advertisements
 

8 Responses to “มรรยาท”

  1. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการควรมีมรรยาท
    หากมิได้บอกกล่าวเจ้าของ..ถือว่าขโมยเขามา
    บางครา..อิฉันก็เอาง่ายเข้าว่าถือวิสาสะเอาของเขามาแล้วทำเนียน
    ต่อไปก็ต้องพึงตะหนักให้มาก
    ต้องมีมารยาทให้หนัก…ไม่ใช่หนักไปทางใช้มารยาเช่นที่เคย…555

  2. คิ้วหนามารายตัว… เอ่อ เป็นผู้หญิงค่ะ

    .
    .
    เห็นด้วยกับข้อเขียนนี้ของคุณประทีป

    เราเขียนบทความสิ่งแวดล้อมลงบล็อกก็ด้วยหวังจะเผยแพร่เป็นความรู้
    ให้แก่ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาได้ทางอินเตอร์เน็ต
    ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
    เพราะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองไทยที่ออนไลน์อยู่ขณะนี้มีน้อยเหลือเกิน
    ถ้าเขาไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเรียนการศึกษา ก็เต็มที่เลย เราให้ได้เลย

    แต่พอมาเจอคนลอกไปลงหนังสือพิมพ์
    แบบที่เหมือนกันทั้งประโยคและไม่มีการอ้างอิงที่มาภาพถ่าย
    เราก็เลยอึ้ง ไปเหมือนกัน
    คิดไม่ถึงจริงๆ

  3. หนุงหนิง Says:

    นึกว่าจะใช้สีแดงเหมือนที่โพสท์ในบ้านหนอน กะจะแซวอยู่เชียวว่าอารมณ์ไหน

    เรื่องบางเรื่องเราต่างละเลย เพียงเพราะไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา
    เฮ้อ…ปลง

  4. คาใจ Says:

    แวะเวียนมาทักทายที่นี่เช่นกันค่ะ ปกติจะชอบหน้าบ้านหนอนมากกว่า
    แต่ตอนนี้เห็นว่า “มันเริ่มไม่ปกติ” เลย
    ย่องมาเยี่ยมถึงบ้านที่นี่บ้างแทน

    ท่านพี่อานันท์ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ใช่ไหมคะ ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ก็
    ส่วนตัวอีกเช่นกันคิดว่า…มรรยาทแบบนั้นมันก็แล้วแต่คน เพราะขนาดมรรยาทเรื่องธรรมดา
    คนเรายังปล่อยปละละเลย เยี่ยงเรื่องสามัญที่ใครเขาก็ทำกัน หากจะไม่ให้เครดิตของที่มาหรือ
    การเขียนอ้างอิง footnote ต่างๆนาๆ อย่างที่บอกน่ะคะ

    แต่พออ่านเรื่องนี้ของพี่ก็ ทำให้ช่วยเตือนสติตัวเองเช่นกันค่ะ
    ว่าคราวหน้าคราวหลังต้องเขียนอ้างอิงทุกครั้ง เพราะด้วยความที่เรียนอยู่ด้วย
    การค้นหาข้อมูลจากสื่อต่างๆก็มีความจำเป็นและเรื่องที่จำเป็นและติดตามไปด้วยคือ
    การเขียน อ้างอิงหล่งที่มาเหล่านั้นเช่นกัน จะยึดถือเอาไปปฎิบัติค่ะ

  5. น้องคาใจว่า บ้านหนอน “ไม่ค่อยปรกติ” นั้นเป็นอย่างไรหรือขอรับ ?

    คุณคิ้วหนา…ต่อไปนี้ผมอาจเปลี่ยนสรรพนามของคุณเป็น “เธอ” ได้แล้วน่ะสิครับ

    ผมเข้าใจเจตนารมย์ของคุณครับ ที่ต้องการเผยแพร่ผลงานโดยไม่หวังผลประโยชน์ เมื่อคนที่จะนำไปเผยแพร่ต่อนั้น ได้ไปอย่างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ก็ควรจะมีสามัญสำนึก (ไม่ต้องให้ใครมาสอน) ว่า “ขออนุญาต” บอกกล่าวสักนิดเป็นไร

    อย่างไรก็ตาม บทความของคุณนั้นได้สร้างความตระหนักอันใหญ่หลวงสำหรับผมเป็นอย่าง– ขอขอบคุณอีกครั้งขอรับ

    คุณเดินไปเรื่อย… เห็นคำของคุณแล้วเอามาผสมกันใหม่เป็น “มารยานุญาต” จะแปลว่าอย่างไร เด็กสวนอักษรช่วยหน่อยขอรับ

    – ด้วยมิตรภาพ –

  6. อืม ไปอ่านมาเหมือนกันค่ะ.. อ่านแล้วก็.. เออนะ คนเรา.. ฉันมักไม่ลืม credit คนที่ฉันไปขอหยิบขอยืมอะไรต่างๆ มา.. บางทียัง credit ตัวเองเลย ๕๕

    อย่าง image header ก็ไปขอมา.. (แต่แปะแล้ว ก็ค่อยไปขอ.. หากเขาไม่ให้ ก็จะเอาออก.. ไม่มีอะไรมาก.. ).. credit ให้อย่างชัดเจน..

    แต่ก็มีบ้าง ที่บางทีใช้การ search สุ่มๆ แล้วได้รูปอะไรต่อมิอะไรมา.. แล้วก็ใช้.. จะได้ credit ก็ต่อเมื่อ หาแล้วใช้เลย.. ถ้า save เก็บไว้ ก็จบกัน เพราะ link ก็ไม่อยู่ให้เห็นแล้ว

    จริงๆ ภูมิใจนะ เวลาได้ให้ credit ใคร.. รู้สึกว่า หากมีใครทำกับเรา เราก็คงชอบ จะเอาไปใช้ก็เอาไป.. ขอให้บอก ขอให้ขอ ขอให้ credit ว่าเป็นงานเรา.. ชอบแบบนี้ เลยทำกับคนอื่นแบบนี้เหมือนกัน

  7. นี่ละ เขาเรียกว่า

    "ใจเขา ใจเรา"

    ชื่นชมกับการกระทำของคุณมุกขรับ

    ผมขอรับทั้งเยี่ยงและเอาทั้งอย่าง

    ทั้งประการละทั้งปวง

  8. salinee Says:

    คิดถึงสมัยเรียน
    เวลา คุณครูให้ทำรายงาน
    เราไปซี ข้อมูลมา…….
    พอ ท้ายเล่ม ก็ยังต้อง มีส่วนของ บรรณานุกรม เลย

    คิดย้อนกลับไป แล้วก็เข้าใจทันที….

    ถึงการมีมารยาท…….

    ที่ในบางครั้ง อาจหลงลืมไปบ้าง

    ให้อภัยนะ…….วงเล็บ (หากคราวหน้าจะไม่ทำอีก 55)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s