ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ความงามกับผิวสี เมษายน 15, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 16:15

  ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการสร้างมาตรฐานความงามตามใบหน้าของผู้ที่ได้เปรียบนั้นนับเป็นเรื่องอันตราย…  มันก็เหมือนกับที่ฝรั่งผิวขาวเคยบอกนิโกรและอินเดียนแดงในอเมริกาว่า พวกคุณไม่เพียงยากจนกว่าฉันเท่านั้น หากหน้าตายังน่าเกลียดอย่างยิ่งซึ่งตอกย้ำไปแล้วก็เท่ากับเพิ่มปมด้อยรอยร้าวให้กับคนในชาติมากขึ้น… โดยไม่จำเป็น 

ปีที่ 2/5

  

หัวค่ำของวันศุกร์ที่ 13 เมษายนวันมหาสงกรานต์ ขณะที่นั่งรอกับข้าวที่สั่งไว้ผมเปิดโทรทัศน์ชมรายการต่าง ๆ ไปเรื่อยและก็ได้ชมโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ยังไม่เคยชมมาก่อน

 โฆษณานั้นเริ่มต้นด้วยมีหญิงสาวบอกว่าตนเองเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อทำงาน เพื่อจะได้มีรายได้ไปช่วยเหลือครอบครัว            

เธอเล่าไปเรื่อยว่าการทำงานในเมืองนี้ค่อนข้างยาก เธอไม่มีความมั่นใจใด ๆ กับคนที่มาอยู่ก่อน คนเหล่านั้นทั้งเก่ง ทั้งสวย ต่างคนต่างมีความมั่นใจมากกว่าเธอ            

อุปสรรคตรงหน้าของเธอคือรอยด่างดำ…            

ผมชมและฟังมาถึงตรงนี้แล้วก็พอจะเดาออกทันทีว่า นี่มันคงเป็นโฆษณาเครื่องสำอางอะไรสักอย่าง และคงหนีไม่พ้นเรื่องบนใบหน้า            

สรุปแล้วตอนจบของโฆษณาชุดนี้คือเป็นไปตามที่ผมเดาไว้จริง ๆ บทสรุปเธอกล่าวว่า เมื่อหาทางแก้ไขโดยใช้เครื่องสำอางแก้รอยด่างดำได้แล้วเธอมีความมั่นใจ หน้าที่การงานของเธอรุดหน้าไม่ติดขัดเหมือนเมื่อก่อน            

ผมรู้สึกเหนื่อยใจแทนการสร้างค่านิยมเช่นนี้เสียเหลือเกิน จะว่าผมคิดมากก็ตามเถิด ผมยอมรับว่าคิดครับแต่อาจไม่มากมายเท่าเมื่อก่อนแล้ว เพราะลำพังความคิดของผมนั้นไม่อาจไปบอกกล่าวผู้ผลิตได้เลยว่า เฮ้ย หยุดเสียทีเถิดกับการสร้างสรรค์ในแบบที่เขาคิดที่ว่า เป็นความคิดสร้างสรรค์            

ความคิดนึกต่อมาผมคิดถึงบทความเรื่อง คนจนกับความคิดเรื่องขาว สวย หมวย อึ๋ม ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล            

บทความดังกล่าวรวมอยู่ในหนังสือ จลาจลทางปัญญา เป็นหนังสือรวมบทความจากคอลัมน์หนังสือพิมพ์ ตั้งแต่พ.ศ.2543 2545 เนื้อหาของเรื่องอาจารย์ได้หยิบยกเอาบทความเรื่อง เซ็นเตอร์พอยท์ เขียนโดย ลำแข เนื้อหาเกี่ยวกับการแต่งกายที่เลยเถิดของวัยรุ่นเมืองหลวง การใช้เครื่องสำอางของเด็กผู้หญิงที่เริ่มใช้กันตั้งแต่อายุยังน้อย            

รสนิยมของวัยรุ่นเมืองหลวงพูดกันแต่เรื่อง ขาว สวย หมวย อึ๋ม ผู้เขียนจึงตั้งคำถามว่า คนผิวสีน้ำผึ้ง ผิวดำแดง ผิวคล้ำแดดหรือคล้ำลม หรือผิวดำ ไม่งามไปตั้งแต่เมื่อไหร่            

อาจารย์เสกสรรค์จึงเพิ่มประเด็นทางด้านสังคมศาสตร์สมทบว่า ผิวดังกล่าวนั้นแท้จริงแล้วคือผิวของผู้ยากไร้ทั้งปวง            

นอกนั้นแล้วอาจารย์ยังยกตัวอย่างประกอบกรณีการชุมนุมของสมัชชาคนจนหน้าทำเนียบรัฐบาล            

ผมจะกล่าวเลยเถิดไปหากจะนำเนื้อหาทั้งหมดของบทความชิ้นนี้ ด้วยความตั้งใจแต่แรกไม่ได้เป็นในแนวทางนั้น ผมเพียงสนใจประเด็นเรื่องสีผิวทั้งของคุณลำแขและของอาจารย์เสกสรรค์ ซึ่งมันมาพ้องกับความรู้สึกของต้นเรื่องข้างต้นพอดิบพอดี            

ผมจึงค้นเอาหนังสือจลาจลทางปัญญา เปิดอ่านบทความดังกล่าวอีกครั้งโดยตัดเนื้อหาสมัชชาคนจนออกไป มิเช่นนั้นอาจหลุดกรอบไปเป็นเรื่องการเมือง… เนื้อหาที่ผมต้องการมารองรับความรู้สึกภายหลังชมโฆษณามีดังนี้              

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนัก ที่ทัศนะเรื่องความงามในหมู่คนชั้นกลางรุ่นเยาว์จะออกมาแบบขาว สวย หมวย อึ๋ม เพราะนั่นคือหน้าตาของพวกเขาเป็นส่วนใหญ่… ทุกวันนี้คนมีฐานะค่อนข้างดีและมีการศึกษาสูง ใช่หรือไม่ว่ามักเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนคนไทยที่ยากไร้ก็มักจะมีเชื้อสายอื่น (ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าเป็นคนไทยมากกว่าใคร) หรือถึงมีเชื้อสายจีนเมื่อต้องไปตรากตรำกรำแดด ก็คงจะไม่ขาวอีกต่อไป…  

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นไทยใครเป็นจีน เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าในประเทศนี้มีหลายเผ่าพันธุ์ที่ช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นมา กระทั่งผสมผสานกันอย่างแยกเชื้อสายไม่ออก คนไทยเชื้อสายจีนที่ทำคุณให้กับประเทศก็มีอยู่มากจนลำดับไม่หมด            

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการสร้างมาตรฐานความงามตามใบหน้าของผู้ที่ได้เปรียบนั้นนับเป็นเรื่องอันตราย            

มันก็เหมือนกับที่ฝรั่งผิวขาวเคยบอกนิโกรและอินเดียนแดงในอเมริกาว่า พวกคุณไม่เพียงยากจนกว่าฉันเท่านั้น หากหน้าตายังน่าเกลียดอย่างยิ่งซึ่งตอกย้ำไปแล้วก็เท่ากับเพิ่มปมด้อยรอยร้าวให้กับคนในชาติมากขึ้น… โดยไม่จำเป็น            

ครับ ประเด็นของผมเองก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่รู้สึกแปลก ๆ กับทัศนะความงามของคนในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งความต้องการรักแร้ขาวนวลมากกว่าเรื่องการระงับกลิ่น, ใบหน้าขาวนวลด้วยครีมเครื่องสำอางต่าง ๆ มากกว่าการใส่ใจเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนร่างกาย            

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นผมเองคิดว่ามันคงเกิดขึ้นกับเพศหญิงเท่านั้น ซึ่งหากมองตามธรรมชาติก็มิใช่เรื่องแปลก เพราะเพศหญิงย่อมรักสวยรักงาม แต่วันนี้มันเกิดขึ้นกับเพศชายด้วย มีเครื่องสำอางรักษาใบหน้าสำหรับเพศชายโดยเฉพาะ 

ผมสบถในใจว่า มันเป็นบ้าอะไรกันหมดแล้ว

แต่ยังเข้าใจครับว่า นี่เองก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางหนึ่ง ผมจึงได้แต่รู้สึกอึดอัดอยู่เพียงฝ่ายเดียว ไม่สามารถไปพูดเช่นนี้กับใครได้

โดยเฉพาะผู้ที่นิยมความงามตามทัศนะดังกล่าว, สวัสดี · 

13 เม.ย.50           

Advertisements
 

4 Responses to “ความงามกับผิวสี”

  1. Plin, :-p Says:

    ผู้ชายแบบนั้น ก็ Metrosexual ล่ะไม่ว่า
    ข้าพเจ้าว่า คนไม่ Metrosexual ก็คงไม่ได้คิดมากอะไรเรื่องสำอางค์เหล่านั้น

    กรณีผู้หญิงนี่ ถ้าเอาสีผิวเท่านั้น ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่า ดีไม่ดี การสร้างความนิยมแบบนี้ ไป ๆ มา ๆ จะทำให้เกิดความแตกร้าวในสังคมโดยไม่จำเป็น

    แต่เรื่องรอยด่าง หรือ สิ้ว หรืออะไรนี่ ข้าพเจ้าเองเริมใจกว้างมากขึ้นแล้วล่ะ จากเดิมมองว่าไร้สาระ คือเริ่มเห็นใจสาว ๆ พวกนี้ เพราะมันจะดูเด่นกว่าจุดอื่นในใบหน้า คนเราพูดกันมองหน้ากัน ถ้ามีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ เราก็มันจะมองไปโดยไม่รู้ตัว

    (เช่นผู้ชายบางคนจะมองต่ำกว่าคอลงมา โดยไม่รู้ตัว ฮา… หรืออาจจะมองต่ำกว่าเองลงมา ต่ำกว่าเข่าลงมา แล้วแต่รสนิยม ฮา อีกรอบ)

    ก็นั่นแหละ มีเม็ดสิวอยู่ เราก็มองแต่ตรงนั้น มีรอยด่างดำก็มองตรงนั้น คนถูกมองก็อายเป็นเหมือนกัน ความมั่นใจก็ลดลงไป ว่าอะไรกัน คุยกันทำไมต้องมองด้วย ก็… มันมีจุดสนใจนั่นแหละ

    ดังนั้น ข้าพเจ้าก็เลยคิดว่า เครื่องสำอางค์พวกนี้ก็มีประโยชน์เช่นกัน คือ มันจะช่วยลดการมาจ้องมองหน้าโดยไม่จำเป็น แต่เรื่องสีผิวนี่ เห็นด้วยว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรจำทำให้เกิดขึ้นในสังคม

    ไม่รู้ว่าสหายพี่เคยดูโฆษณาอันนึงไหม ข้าพเจ้านั่งด่าให้คนอื่นฟังอยู่เรื่อย ๆ เพราะในโฆษณานี้ใช้คำพุดประมาณว่า “ต๊าย ดูแล้วเหมือนคนกรุงเทพ” คือ…. ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า จะพูดแบบนี้ทำไม คนแต่ละจังหวัดก็มีเอกลักษณ์ของตัว จะอยากมาเหมือนคนเมืองหลวงทำไมกัน

    ที่จริงแล้วอาจจะอธิบายแบบอาจารย์เสกสรรค์ก็ได้ คือ คนเมืองหลวงมีฐานะดีกว่า ก็มักจะเป็นคนเผ่าพันธ์นึง ไป ๆ มา ๆ อาจจะเป็นเรื่องเผ่าพันธุ์ก็ได้

    ถ้าอยากจะหน้าเหมือน ก็เหมือนกับจะลืมกำพืดตัวเองนั่นแหละ ปฎิเสธเอกลักษณ์ท้องถิ่น สังคมอ่อนแอ (จะว่าไป กรณีข้าพเจ้าว่า ก็เหมือนกับที่จัดงานประกวด คนหน้าเหมือนญี่ปุ่นนั่นแหละ บ้าบอ)

    ดังนั้น โกรธนะเฟ้ย ถ้าเดินสวนกันแล้วก็มาทักข้าพเจ้าเป้นภาษาอื่น ฮา (ไม่อยากบอกว่า ถูกทักเป็นภาษาต่างประเทศบ่อย เอ๊ะ นอกเรื่องนี่หว่า)

  2. ผมมองว่า เรื่องสิวนั้น เป็นโรคชนิดหนึ่ง รักษา และบำรุงได้ หากรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ (ท่านต้องทราบแน่ ๆ )

    แต่ยา หรือ เครื่องสำอางบางประเภท (ยาชนิดหนึ่ง) นั้น ก็ช่วยระงับได้ตามเหตุ

    ส่วนเรื่องสวยงามมาทีหลัง–

    ไม่ต้องตีลังกาคิดหรอกว่า ใช้แล้วจะงามเหมือนโฆษณา– มันใช้เทคนิค

    แต่หลัง ๆ นี่ ไม่เห็นมีคำชี้แจงประกาศไว้เลย

    ผมทำงานผ่านย่านสีลม สาทร สารภาพว่า -เบื่อ- ขอรับ มองไปทางไหน ขาว สวย หมวยบ้าง ไม่อึ๋มบ้าง เหมือนกันหมด

    อย่างกับมนุษย์โคลนนิ่ง!!!

    ไม่ต้องมองระดับภูมิภาค เอาแค่อัตลักษณ์ของแต่ละคนนั้น ยังมองหาไม่พบ

    ผมชอบหญิงสาวที่จิตใจมากกว่าเรื่องสวยงาม

    ไม่ได้โม้ ลองคิดสิว่า หากสาวเจ้าถูกใจเราขึ้นมา ผมไม่มอง ไม่สนหรอกว่าจะมีคนบอกผมว่า “เธอไม่สวยเลย…”

    และก็ไม่ใช่เรื่องตาบอด…

    ของอย่างนี้สัมผัสได้ด้วยใจ…เท่านั้น

    – ด้วยมิตรภาพ –

  3. kanate Says:

    แหล่งช้อปปิงเครื่องสำอาง BrandName เป็นทางเลือกใหม่ของคนทันสมัย ทางร้าน Beauty Cosmetic จำหน่ายเครื่องสำอาง น้ำหอม ชุดเครื่องสำอางค์(Gift Set) และกระเป๋าเครื่องสำอาง สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อลังโคม(Lancome) เอสเต้(Estee) โคเซ่(Kose) และคลีนิกข์(Clinique) ซึ่งบางยี่ห้อสินค้าอาจจะไม่มากแต่รับประกันของแท้ทุกชิ้น ราคาถูก


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s