ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ความขัดแย้งของสำนึกสามัญ เมษายน 9, 2007

Filed under: ที่เห็นและเป็นไป© — ประทีป จิตติ @ 07:25

logolife.jpg

ปีที่๓, สัปดาห์ที่ ๖

ปรกติข้าพเจ้าเป็นคนอ่อนน้อม เคารพผู้อาวุโสกว่าอยู่เสมอแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้าพเจ้าก็มีข้อจำกัดไว้ในการนี้อยู่เหมือนกันว่าหากผู้อาวุโสทำตัวเป็นที่น่าเคารพยกย่องข้าพเจ้าก็พร้อมมอบความเคารพให้ แต่หากทำตัวเป็นที่น่าชิงชังรังเกียจแล้วละก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ข้าพเจ้าจะต้องเคารพ

สัตว์โลกล้วนต่างดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณ มนุษย์เองก็เช่นเดียวกันต่างกันเพียงว่ามนุษย์ใช้สัญชาตญาณที่ปรุงแต่งแล้วไม่ใช่สัญชาตญาณดิบเยี่ยงสัตว์, บางท่านว่ามนุษย์นั้นประเสริฐกว่าสัตว์ก็ตรงนี้

 เช่นนั้น หมายความว่าในความที่ประเสริฐแล้วนั้นมนุษย์จะปราศจากสัญชาตญาณดิบ- สันดานดิบกระนั้นหรือ?… ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินผู้ใดกล่าวเช่นนั้นสักครั้ง นั่นอาจเป็นความจริงที่ว่าความดิบเถื่อนนั้นยังคงดำรงอยู่คู่กับมนุษย์นั่นเองเพียงแต่มันถูกเก็บกักเอาไว้ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านโดยผ่านการปรุงแต่งแล้ว แต่ว่าก็ว่าเถอะการปรุงแต่งนั้นหากเทียบกับการประกอบอาหารย่อมมีทั้งที่ปรุงสุกบ้างดิบบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ปรุง

 สัญชาตญาณสุกดิบของมนุษย์นี่แหละที่ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่ามันพิลึกกึกกือพิกลพิการชอบกล จะเปรียบให้เห็นภาพอย่างไร?

 ลองคิดภาพหากสุนัขทะลึ่งยืนฉี่เหมือนมนุษย์เพศชายดูก็แล้วกันว่ามันจะทุเรศหรือน่ารัก ยิ่งบ้านเรามีสุนัขจรจัดมากเสียยิ่งกว่ามาก หากพวกมันทะลึ่งยืนฉี่พร้อม ๆ กันสี่ถึงห้าตัวจะเป็นภาพพิลึกสักเพียงใด และกลับกันหากมนุษย์เพศชายก้มคลานแล้วยกขาข้างใดข้างหนึ่งฉี่บ้างมันคงพิพักพิพ่วนเต็มทน– นั่นละ คือภาพที่ข้าพเจ้ายกขึ้นมาให้เห็นภาพสัญชาตญาณสุกดิบของมนุษย์ที่ยังแฝงความดิบเถื่อนไว้โดยผ่านการปรุงแต่ง

 มนุษย์ฝืนธรรมชาติสัญชาตญาณดิบของตนอย่างทุเรศทุรังในบางเรื่องก็พิลึกพอ ๆ กับสุนัขที่พยายามฝืนธรรมชาติของตนด้วยการยืนฉี่สองขาเหมือนมนุษย์

 ที่ข้าพเจ้าเขียนเยิ่นเย้อไปเสียห้าย่อหน้านั้นดูเหมือนข้าพเจ้ากำลังดูแคลนความเป็นมนุษย์ด้วยกัน หรือไม่ก็กำลังยกตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าเสียแล้วงั้นละ เปล่าเลย… โดยความสัตย์ข้าพเจ้ามิได้คิดเยี่ยงนั้น ข้าพเจ้ากำลังจะบอกว่าก็ข้าพเจ้านี่เองละที่เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีสัญชาตญาณทั้งสามประเภทคือ ดิบ สุก และสุกดิบ โดยพยายามจะปรุงแต่งให้สุกแต่ในบางสถานการณ์ข้าพเจ้ากลับไม่สามารถทำการปรุงแต่งใด ๆ ได้เลย

 ข้าพเจ้ากล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำได้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนสุภาพ ให้ความสุภาพกับคนทุกคน แต่ในบางครั้งรสชาติความสุภาพที่ผ่านการปรุงแต่งคลือบบุคลิกไว้นั้นภายในจิตใจลึกลงไปในก้นบึ้งก็พร้อมปะทุระเบิดความดิบเถื่อนออกมาทุกเมื่อเมื่อมีปัจจัยภายนอกบางอย่างเข้ามากระทบ

 หลายครั้งที่ข้าพเจ้าต้องพ่นความดิบนั้นออกมา– ข้าพเจ้ามักสบถคำหยาบคายอยู่ภายในใจเมื่อพบเห็นการกระทำจากผู้ไม่มีสามัญสำนึกไร้จิตสำนึกต่าง ๆ นานา, สถานที่ที่ข้าพเจ้าพบเห็นคนจำพวกนี้บ่อย ๆ ก็คือตามสถานที่สาธารณะโดยเฉพาะบนรถโดยสารประจำทางข้าพเจ้าพบเห็นบ่อยครั้งที่สุด เช่นวันนี้ข้าพเจ้าได้มอบคำว่า ‘ระยำ’ และ ‘บัดซบ’ ให้กับผู้ที่ได้นั่งบนรถกันทั้งคันรถ

 สาเหตุนั้นเป็นเพราะในระหว่างการเดินทางมีเด็กชายหญิงพี่น้องขึ้นรถมาพร้อมกับผู้เป็นแม่, ประตูรถอยู่ช่วงกลางข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนต้องเห็น (ถ้าไม่ตั้งใจเมินหน้าหนี) เมื่อเห็นโดยสามัญสำนึกแล้วก็ควรจะมอบความเอื้อเฟื้อสละเบาะนั่งให้ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น– ทุกคนจงใจทำเป็นมองไม่เห็นเด็กสองพี่น้องคู่นั้น 

 “ระยำ!” นี่คือสบถคำแรกที่พลุ่งขึ้นมา ตามด้วย “บัดซบ!” ด้วยความชิงชังกับความเป็นไปของคนเมืองนี้

 ข้าพเจ้าไม่สนใจหรอกว่าคนพวกนั้นจะมีผมหงอกผมดำสักกี่คน ด้วยสบถสองคำนั้นข้าพเจ้าขอมอบให้ทั้งหมดทั่วทุกคน, ปรกติข้าพเจ้าเป็นคนอ่อนน้อม เคารพผู้อาวุโสกว่าอยู่เสมอแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้าพเจ้าก็มีข้อจำกัดไว้ในการนี้อยู่เหมือนกันว่าหากผู้อาวุโสทำตัวเป็นที่น่าเคารพยกย่องข้าพเจ้าก็พร้อมมอบความเคารพให้ แต่หากทำตัวเป็นที่น่าชิงชังรังเกียจแล้วละก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ข้าพเจ้าจะต้องเคารพ

 นี่ละมันเป็นการดำรงอยู่บนสัญชาตญาณดิบ, หากเป็นสัตว์เมื่อมันไม่พอใจคู่กรณีมันก็กระโจนทะยานเข้าต่อสู้กันทันที ไม่ต้องเก็บเอาความนั้นมาใส่ใจคิดซึ่งนั่นเป็นการกระทำไปตามสัญชาตญาณดิบโดยแท้ แต่มนุษย์เช่นข้าพเจ้าไม่สามารถกระทำเยี่ยงสัตว์นั้นได้– ข้าพเจ้าจะพ่นสบถสองคำนั้นออกมาได้อย่างไรเล่า (ทั้งที่มันควรจะสบถหรือทำการใด ๆ สักอย่างเพื่อกระตุ้นสามัญสำนึกของคนระยำบัดซบขึ้นมาบ้าง) อย่างไรเสียข้าพเจ้าเองคิดว่ามันไม่สมควร… ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง!

 ในห้วงยามนั้นข้าพเจ้าจึงดำรงชีวิตอยู่บนสัญชาตญาณสุกดิบ เป็นการดำรงอยู่กับตัวตนบนความขัดแย้งอย่างมิอาจปฏิเสธได้, ทำอะไรไม่ได้นอกจากคิดแล้วก็คิดอยู่ได้แต่ภายในจิตใจและในหัวกบาลใบนี้

 อันที่จริงข้าพเจ้าควรทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการกระตุ้นสามัญสำนึกของคนระยำบัดซบบ้างอย่างนั้นละหรอกหรือ?…

 ข้าพเจ้าว่า- ผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมาอาจไม่สำเร็จดังใจคิดหวังหรอก ซ้ำร้ายอันตรายต่าง ๆ จากการกระทำนั้นอาจส่งผลกระทบย้อนกลับมากยิ่งกว่าเสียอีก

 และนี่แหละเป็นสัญชาตญาณดิบที่ข้าพเจ้าระลึกได้, เป็นสำนึกสามัญที่เกิดขึ้นเองได้โดยไม่ต้องทำการปรุงแต่งแต่อย่างใด…
คือ ข้าพเจ้ารักชีวิตตนเองมากกว่าสิ่งใดแม้มันจะขัดกับความต้องการปรุงแต่งก็ตามที, คือความขัดแย้งในตัวตน

||  ||  ||  ||

ด้วยมิตรภาพ
๔ เม.ย.๕๐
 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s