ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

รำพึง-รำพัน มกราคม 25, 2007

Filed under: รำพึง-รำพัน — ประทีป จิตติ @ 02:43

ดอกคูน

-1-

ดอกคูนเหลืองบานสะพรั่งกลางเดือนมีนา

ยืนต้นอยู่แต่เพียงลำพัง ท่ามกลางผู้คนเดินผ่านไปมา

สายลมร้อนพัดโบก… กระทบดอกเหลืองระยับไหว

สะท้อนสี… ตัดแสงแดดร้อนกล้าในสายลมร้อน

-2-

ดอกคูนระยับไหวตัดภาพเบื้องหลัง– คอนโดฯสูง

อ่อนพลิ้วไหวเอนลบความแข็งของเส้นตึก

คนเดินผ่านไปมาต่างจับจ้องดอกเหลืองสด

สบายตา… สบายใจ คลายลมร้อนกลางเดือนมีนา

-3-

ดอกคูนเหลืองสดกลับมีชิวิตอีกครั้ง

คนชมกลับมีชีวากลับมาอีกครั้ง…

ดอกคูน

สายฝน

ฝนโปรยลงมายามสายของวันหลังจากร้อนอบอ้าวมาหลายวัน

ก่อนฝนตก อากาศมืดครึ้ม ฟ้าร้อง หมองหม่นหมองมัว

สายลมกรรโชก เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋ง… กรุ๋งกริ๋ง

ฟ้าร้อง ละอองฝนปลิว กลิ่นไอดินระเหยโชยชวนดอมดม

ห่าฝนกระหน่ำ สายลมกรรโชก

พลันไม่นานกลับสงบ แดดออกทอแสงอีกครา

ละอองฝนยังคงอยู่ ทว่าบางเบา

ฟ้ายังส่งเสียงอยู่ อึมครึม

แสงแดดทอแสงอ่อน สดใสเป็นประกาย เมื่อต้องสายฝน

๑๕ เมษายน ๒๕๔๙

กาลเวลาของความรัก

หากการได้รักคือ ‘ความสุข’
หากการหลงนั้นคือ ‘ความทุกข์’
…ฉันต่างมีทั้งรักและหลง
มีทั้งสุขและทุกข์

เมื่อรักมากย่อมมีทุกข์มากตามเป็นเงา
โดยเฉพาะกับความรักของคนหนุ่ม-คนสาว
จัดการอย่างไรให้ลงตัว?…

บางที…กาลเวลาอาจเป็นเงื่อนไขในการจัดการ
บางครั้ง… ความผิดพลาดอาจคือคำตอบ
คำตอบคือถ้อยคำเฉลยซึ่งมาพร้อมกับกาลเวลา
…คือครู นั้นคือ ผิดพลาด
รู้ผิดแล้วรู้ถูกแล้วทุกข์น้อยลง

ความรักยังคงเป็นอมตะ
มิได้ลดน้อยลงไปเลย
แต่กับความหลงจะน้อยลงด้วยหรือไม่
บางที… บางทีไม่มีคำตอบจากกาลเวลา.

๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙

ห้วงยามเดียวกัน

ในวันที่สายฝนโปรยกระหน่ำ
นกเอย…นกน้อย รังรวงของเจ้าปกป้องอยู่ดีหรือไร
เศษหญ้า กิ่งไม้ คุ้มกันความหนาวเย็นได้หรือไม่

คนจรหมอนหมิ่น ไร้บ้าน ไร้หวัง
พวกเขาหลบสายฝนอยู่ ณ ที่ใด
ละอองหยาดฝน เกาะจับ เหน็บหนาว…

ในวันที่สายฝนโปรยกระหน่ำ
ฉันไร้ร้างความหวัง ความคิด
เดียวดายในรังรวง

ในวันที่สายฝนโปรยกระหน่ำ
นกน้อย คนจร คนไร้ร้างความหวัง
อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
เป็นดี อยู่อย่างไร…

๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙

หน้ากาก

ค่ำคืนอันมืดมิด ชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งก็มืดมน ท่ามกลางแสงดาว ความยุ่งเหยิงในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางความไม่รู้ตกอยู่ในสังคมที่ฟอนเฟะ- เต็มไปด้วยขยะ มนุษย์… กากเดนลอยล่องในสังคม

กี่ฝน… กี่หนาวที่พัดผ่านร่างกาย สมองอันทึมทึบไร้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีงามสำหรับตนเอง ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยสิ่งที่เป็นการเอาเปรียบบนหยาดเหงื่อแรงงาน

จิตใจ- สับสน ว้าวุ่น รุ่มร้อนตกเป็นทาสแห่งกิเลสและตัณหา นับวันก็ยิ่งข่มขืนจิตสำนึกแห่งตัวตน… เฝ้าคอยประพฤติในสิ่งที่ดีตามแต่ผู้คนที่เจริญแล้วซึ่งวัฒนธรรมจะอุปโลกน์ให้

หัวโขนมากมายปะปนด้วยหน้ากากสารพัด หน้ายิ้ม บูดบึ้ง ไม่เคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของคนที่อยู่รอบข้าง

ปีศาจร้ายคอยหลอกหลอนจิตใจของเขาอยู่ทุกขณะ- แม้ในยามนอน ยามหลับ ยามฝัน… ช่างร้ายเสียจริงๆ

สงครามแห่งจิตใจยังคงดำเนินต่อไปไม่มีระเบิดที่จะทำลาย มีแต่พลังใจในการต่อสู้… อีกไม่นานหลังก็คงหมด เหลือแต่ร่างกายที่ไร้จิตวิญาณ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ถูกพรากยึด- จับไปจองจำ และต้องตกเป็นทาสแห่งกิเลสตัณหาไม่รู้จักจบจักสิ้น
นอนหลับตาลง- พักผ่อนให้สบาย

พรุ่งนี้เขาจะสวมหน้ากากเป็นวันสุดท้าย…

๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓

รวมฝูง

ฝูงนกกระจอกร่อนถลาลงรวมกลุ่ม
ปากจิกหาอาหารบนพื้นหญ้าสั้นเตียน
กลิ่นดินระเหยแทรกปนหญ้าสดที่ถูกถากถาง
นกเขาคู่หนึ่งถลาร่อนรวมกลุ่ม
นกเขาคูรักใช้จะงอยปากจิกหาอาหาร

ฉันนั่งเฝ้ามองอิริยาบถของนกสองชนิด
มีนก… มีฉัน… มีมนุษย์คนหนึ่ง
ต่างอาศัยผืนดินยึดอยู่รวมร่วมกัน
อย่างเป็นมิตร

คน นกกระจอก และนกเขา
เฝ้ามอง หากิน คูรัก
อิสระแห่งปีกหลายคู่นั้นพาใจฉันคิดนึก
ล่องลอย อิสระ มีความสุข

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙

ออกไป!

สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียด… เครียดเพราะว่ามีคนสองกลุ่มที่คิดเห็นไม่ตรงกัน เป็นเหตุการณ์ขัดแย้งทางความคิด เช่นเดียวกับเหตุกาณ์ 6 ตุลา 19

เป็นการลงมือจากฝ่ายผู้มีอำนาจโดยใช้อันธพาลที่ตัวเองเลี้ยง… แทนการใช้อำนาจจากรัฐโดยตรง

เป็นการสร้างสถานการณ์ให้เห็นเป็นเพียงความขัดแย้งของคน…

เหตุการณ์คนจำนวนหลายสิบกรุ้มรุมทำร้ายชายชราสองคน, วัยกลางคนสองคน และหญิงสาวอีกหนึ่งคน ล้วนทำให้ขนแขนลุก และหวาดผวา

หวาดและผวาเพราะไม่รู้ว่า คนรอบข้างนั้นเป็นฝ่ายไหน? พูดมากเรื่องไป อาจถูกกรุ้มรุมทำร้าย!

เราไม่ชอบการใช้ความรุนแรง เราขอประณามการกระทำอันเยี่ยงยิ่งกว่าสัตว์, การกระทำอันเกิดจากความคิดต่ำช้าและเลวทราม

จัดฉาก, สร้างสถานการณ์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่

เราไม่สมควรระลึกถึงเหตุกาณ์ในอดีตเช่นปี ๑๖, ๑๙ และ ๓๕ ด้วยการฉายภาพเช่นนี้–เป็นการตอกย้ำ

ออกไป… ออกไปเถิด เจ้าความคิดและการกระทำอันชั่วร้าย

ออกไปจากจิตใจของคนไทย

ออกไปจากเมืองไทย!

๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๙

ระหว่างการรอคอย

ตรงหน้า…
ดวงอาทิตย์ทำมุมสามสิบองศา ไม่นานนักกลับลับเข้ามุมเมฆ

ตรงหน้า…
ถัดต่ำลงมาอีกสักห้าองศา… หลังคาหอสังเกตการณ์มีนาฬิกาตีบอกโมงยามเรือนใหญ่ เป็นหลังคาทรงปั้นหยาเสียดแทงตระหง่านสู้แรงลม มีตัวอาคารอิฐแดงค้ำยัน หยัดยืน รองรับ

ตรงหน้า…
ในระดับสายตา สายน้ำไหลแรง-ตามแรงลม ย้อนขึ้นสู่เหนือ-ทวนกระแส

ตรงหน้า…
หลับตา… ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่กลับมา, คงไม่กลับมาอีก
เมฆใหญ่บดบังหนาขึ้น, โปรยเม็ดผน, ลมกรรโชกแรง

ตรงหน้า…
กระดาษปลิวร่อน, ฉันวิ่งเก็บกระดาษ, หลบแรงลมฝน
ตรงหน้าค่อยลางเลือน รูดม่านฝนบังตา

ตรงหน้า…
ปรากฏร่างหญิงสาวที่ได้เฝ้าคอย, รอ

๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๙

วันหนึ่งหลังจากวันนี้

ปลายฝนต้นหนาว
รวงข้าวล้มพับดับสิ้น
น้ำท่วมกลบพื้นสิ้นธุลีดิน
เปลี่ยนเป็นสายน้ำขุ่นสีแดงแดง

ลมหนาวหากมีในปีนี้
คงเป็นปีที่หนาวสั่นอกหวั่นไหว
น้ำท่วมท่วมซ้ำทุกที่ไป
ล้วนยากไร้ความหวังให้กลับมา

คนมีดีอยู่มีฐานะ
บางคนนะบางคนกลับนิ่งเฉย
ไม่สนใจทุกข์ยากต่อกันและกันเลย
อยู่เฉยเฉยสบายกายอย่างไรกัน

ธรรมชาติหรือมนุษย์วิปริต
ไม่มีจิตคิดรักษาผืนแผ่นโลก
ทำลายล้างต่อไปมินานโศก
โลกเอ๋ยโลกคงอยู่ได้มิได้นาน

ถึงวันนั้นมิมีแล้วละความเศร้า
ร่างกายเน่าย่อยเปื่อยสลายสูญ
ไร้ชีวิต ไร้ความสุข ไร้ความทุกข์โศกาดูร
สูญสิ้นสิ้นสูญสิ่งที่เรียกตัวว่าคน

ตุลาคม ๒๕๔๙

การเดินทาง

ในระหว่างเส้นทางเดินของชีวิตมีทั้งความจริงและความฝัน

ในความฝันเป็นเสมือนรากฐานของความหวัง

ชีวิตที่ปราศจากความหวังก็ไม่ต่างไปจากว่าวที่สายป่านขาดหลุดลอยไปตามลมปลิว… ไม่นานก็ตกลงสู่พื้น
รอวันนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง… นับหนึ่งเพื่อโจนทะยานสู่เบื้องบน

ในระหว่างเส้นทางเดินของชีวิตมีทั้งความจริงและความฝัน
มีทั้งความจริงและความฝัน
มีทั้งความฝันและความจริง.

๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

แด่วันคล้ายวันเกิดพีรยุทธ ภู่เกษแก้ว

ห้วงขณะหนึ่ง…

ในขณะที่รถโดยสารตีวงเลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่ถนนอีกสายหนึ่ง
ฉันมองเห็นดวงอาทิตย์กลมโต เหมือนไข่แดงฟองใหญ่
ลอยเหนือขอบฟ้าที่มองไม่เห็นเพียงเพราะตึกอาคารบดบัง
ด้านขวาเป็นอาคารสูง ตระหง่านเคียงข้างดวงอาทิตย์

ยามเข้า…
หลังฝนตกโปรยปรายเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว สั้น สั้น
ผู้คนบนรถประปราย เบาะนั่งหลายเบาะว่างเปล่า
รถราบนถนนบางตา ผิดกับวันปรกติธรรมดาจันทร์ ถึง ศุกร์
ฉันกำลังมุ่งหน้าไปทำงาน… อีกเช้าวันหนึ่ง
เป็นเช้าวันสุดสัปดาห์, สดชื่นกับกลิ่นละไอฝน
กลิ่นดินชื้นขึ้นสัมผัสจมูก ยามเมื่อฉันนั่ง
รำพึง-รำพันข้างสนามดิน.

๒๐ มกราคม ๒๕๕๐

เงาจันทร์

จันทร์กลมโตพราวกระจ่างเหนือท้องฟ้า
เป็นคืนที่ไร้แสงดาวโอบล้อมอุ้มเดือน

ฉันนั่งมองชมจันทร์แลหากระต่ายบนนั้น
เพียงลางเลือนด้วยรัศมีพราวพร่างเกลื่อนกลบ
ไม่เห็นกระต่าย เห็นเพียงเงาของฉัน
ผู้ซึ่งเฝ้าชมจันทร์แม้ยามคืนดับ

คิดถึงหญิงสาวผู้ซึ่งจากไกล
ผู้ซึ่งก่อกำเนิดหลอมรวมเลือดเนื้อเป็นฉัน
ผู้ซึ่งนั่งมองชื่นชมหลงจันทร์
ซึ่งครั้งหนึ่งหญิงสาวเคยนั่งเชยชม
ค้นหากระต่ายน้อยบนนั้น

จันทร์กลมโตพราวกระจ่างเหนือท้องฟ้า
คิดถึงเธอ–

๒๙ กันยายน ๒๕๕๐

คือผู้ยากไร้

งานคือเงิน เงินคืองาน

ทั้งงานและเงินไม่มีผู้ใดปฏิเสธ-อยากได้

ไม่มีงาน ไม่มีเงิน

ไม่มีเงินต้องทำงาน

ไม่มีงาน ไร้ความรู้ จนแล้วจนเล่า

จนซ้ำซาก

ไม่มีความรู้-การศึกษา มีแต่แรงกาย

ที่ดินทำกินไม่มี-เคยมี-บัดเดี๋ยวนี้ไม่มี

ไม่มีทุน ไม่มีเงินกู้-ขายแรง

ความเป็นธรรมไม่มี-ค่าแรงขั้นต่ำ

จนแล้วจนเล่า จนซ้ำจนซาก โถมทับถมทับ

ไม่มีบ้าน ไม่มีความหวัง ไม่มีงาน ไม่มีเงิน

ไม่ได้รับการเหลียวแล

งานคือเงิน-ใช่! ปลุกเร้าได้อย่างดี

เงินคืองาน-วันนี้เงินมิใช่แค่งานสำหรับคนมีงานและเงิน

มันคือเหรียญ มันคือกระดาษ หว่านซื้อสิ่งสมมุติ-นามธรรมสู่รูปธรรม

อะไรคืองาน? อะไรคือเงิน?-ไม่รู้

ขอข้าวกินสักมื้อแต่ละมื้อ-ไม่มี สำหรับผู้ยากไร้

ความหวัง และความคาดหวังเป็นสิ่งอันตราย!

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐

สุขสมยามแรกพบตรอมตรมเมื่อต้องจาก

เธอคือดอกไม้

เธอมีกลิ่นหอมน่าดอมดม

เธอมีความสวยแห่งกลีบดอก

เธอมีสีสันลากสีชวนให้ลิ้มลอง

เธอมีเกสรน้ำหวานเย้ายวนลิ้มรส…

ฉันคือแมลง

ฉันซอกซอนดอมดมกลิ่นหอม

ฉันดูดซับด่ำดื่มน้ำหวานภายในกลีบดอก

ฉันไม่เห็นประกายสีสดสวยของเธอเช่นแรกเห็น

ฉันลิ้มรสรสหวานจากเธอ…

เธอได้สัมผัสการไต่ตอม

ฉันได้สัมผัสการตอมไต่…ซอกซอน

หมดรสหวานเธอหมดสิ้นฉัน

หมดรสชุ่มช่ำฉันหมดสิ้นเธอ.

ด้วยความนึกคิด

หากเบื้องหน้าเป็นสายน้ำ…คงเป็นสายน้ำที่นิ่ง

หลายคนกล่าวว่า น้ำนิ่งไหลลึก ราวกับว่า ในความนิ่งนั้นย่อมมีความเคลื่อนไหว

บางครั้งมันอาจเป็นคลื่นใต้น้ำ… หรืออะไรก็ตามแต่

ฝูงปลาเบื้องล่าง ยังคงว่ายทวนน้ำ ตราบใดที่ยังเป็นปลาเป็น– มีชีวิตหายใจ

แรงลมบนท้องฟ้านั้นเล่า ยังคงพยุงว่าวตัวน้อยให้ลอยอยู่บนฟ้า

ฉันยังคงโบยบินอยู่ ทว่าเวลาหมดลมต้านแรงปีกฉันคงต้องขยับปีกอีกครั้ง

ด้วยปีก ด้วยแรงลม ด้วยกำลังใจ ด้วยความนึกคิดของฉัน

ด้วยรัก

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s