ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

เสียงจากแผ่นฟิล์ม มกราคม 12, 2007

Filed under: สวัสดีวันอาทิตย์© — ประทีป จิตติ @ 05:37

sunday3.jpg

ข้อตกลงการประชุมที่กรุงเจนีวาในปี 1954 ได้กำหนดให้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นหยุดยิงระหว่างรัฐบาลเวียดนามฝ่ายเหนือซึ่งมีสหภาพโซเวียตรัสเซียหนุนหลังกับฝ่ายใต้ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และให้การปรึกษาทางการทหาร

ในปี 1957… คล้อยหลังมา 3 ปี สงครามเวียดนามจึงได้ระเบิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาลวอชิงตันจัดส่งเด็กหนุ่มที่เกณฑ์มาด้วยการใช้โฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 20,000 ไมล์เข้าสู่ดินแดนที่เรียกว่า ‘อินโดจีน’ นับแต่บัดนั้น

Good morning Vietnam!

นอกจากเด็กหนุ่มจี.ไอ.จะเดินเพ่นพ่านเกลื่อนท้องถนนกลางกรุงไซง่อน เมืองใหญ่ และเมืองท่าสำคัญแล้ว ร้านอาหาร ผับ บาร์ ต่างก็ผุดขึ้นบานเป็นดอกเห็ด ร้านรวงต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการปลดปล่อยอารมณ์ของเหล่าเด็กหนุ่มกลัดมันเพื่อให้พวกเขาละลายความเครียด, ความกลัวตาย, ความคิดถึงบ้าน และคิดถึงคนหญิงสาวคนรัก…

มหกรรมความบันเทิงนี้ไม่มีอะไรจะดีไปมากกว่าวิสกี้, เบียร์, บุหรี่, ผู้หญิง และเสียงเพลงร็อคแอนด์โรลสร้างความฮึกเหิมลำพองใจ ย้อมใจให้หลงลืมความปวดร้าวทางใจไปได้ชั่วขณะ

เสียงเพลงร็อคแอนด์โรล ได้กลายเป็นเพลงปลุกใจเหล่าเด็กหนุ่มแทนที่เพลงมาร์ชปลุกใจต่างๆที่รังสรรค์ขึ้นในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง

ผมไม่รู้และทราบความหมายของเพลง My Generation มากไปกว่าชื่อเพลงหรอกว่า The Who กล่าวถึงอะไร แต่เมื่อได้ยินเสียงเพลงนี้แล้วก็ต้องยอมรับว่าคึกคักขึ้นมาก จังหวะดนตรีฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่าใช่…มันโดนใจอย่างไรบอกไม่ถูก มีลักษณาการไม่ต่างจากภาพจี.ไอ.ในภาพยนตร์เรื่อง GOOD MORNING VIETNAM ที่ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นหยอกเย้าใส่กันหลังจากนอนซึมกระทืออยู่เป็นนานสองนาน

ใครที่เคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้คงทราบดีว่าการมาของดี.เจ. Adrian Cronauer อย่างผิดที่แต่ถูกเวลานั้นสร้างความครึกครื้นให้กับเหล่าเด็กหนุ่มมากขนาดไหน

เปล่า ผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่จะขอหยิบมาเป็นฉากในการเขียนงานในวันนี้

เอกลักษณ์ของ Cronauer คือ การลากเสียงว่า “กู๊ด…มอร์นิ่ง..เวียดนาม!” จากนั้น Cronauer ก็จะพร่ำ–ต้องเรียกว่าพร่ำจริงๆ ทักทายท้องฟ้า นกกา เลียนเสียงทหารหาญที่อยู่แนวหน้าโทร.เข้ามาพูดคุยและขอเพลงจากตนเอง จากนั้นก็เปิดเพลงร็อคแอนด์โรล เปิดแผ่นเล่นมันกันตอนเช้านี่ละทหารคึกคักกันดี พวกเด็กหนุ่มนั่นก็ชอบสิครับ อาจมีสบถบ้างว่า “ไอ้หมอนี่มันใครกันวะ บ้าดีฉิบ แต่กูชอบว่ะ”

ครับ– ผมเองก็ชอบ ดี.เจ.เพลงร็อคมันต้องบ้า มัน และใจถึงดังเช่น Cronauer

Cronauer บ้าขนาดไหน? ก็บ้าพอที่จะเอานิกสันมาทำเสียงล้อเลียนนั่นละ ไอ้พวกเด็กหนุ่มมันก็ชอบใจหัวเราะรื่น

ผมว่าสังคมคนอเมริกันนั้นค่อนข้างจะยกย่องคนอย่าง Cronauer นะครับ ประเภทกล้าเอาคนระดับผู้นำมาล้อเลียนได้ และก็เช่นเดียวกันครับที่ผู้ซึ่งกลายเป็นตัวตลกจะออกอาการไม่พอใจออกนอกหน้า แต่นิกสันก็ไวพอที่จะไม่แสดงออกอาการนี้ เพราะเขารู้ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจไม่เป็นที่พอใจกับทหารของตน พยายามทำใจว่า “เอาเถิดวะ หากพวกเอ็งหัวเราะข้าแล้วทำให้พวกเอ็งลืมบ้าน รบอย่างไม่กลัวตายได้ ข้าก็ยอม”… อะไรประมาณเทือกนั้น

แต่ถึงแม้นิกสันจะไม่เดือดร้อน แต่ให้ตาย… มันก็ยังมีคนเดือดร้อนแทน ก็จะใครเล่าครับถ้าไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของ Cronauer โดยตรง เขาคิดว่าเขาเลือกคนผิด เลือกสถานที่ปฏิบัติภารกิจที่ผิดให้ Cronauer และที่สำคัญเขาเป็นผู้หนึ่งที่ยึดถือขนบอเมริกันชนอย่างเข้มข้นว่า สายการบังคับบัญชาไม่ได้มีเอาไว้ให้ล้อเล่น!

เขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้วก็คิดถึงฉากหนึ่งของ BLACK HAWK DOWN ขึ้นมา… ฉากที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเอาบุคลิกของผู้บังคับบัญชามาล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน พวกเพื่อนทหารต่างก็ชอบใจกันใหญ่ อาจพากันยกย่องว่า “เออ มึงนี่โคตรเจ๋งเลยว่ะ”

ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้คงจำฉากนั้นได้

ก็เหมือนกับสมัยที่ผมเรียนวิชาทหารละครับ ต่อหน้าจ่าครูฝึกก็ครับผ้ม–ครับผ้ม ลับหลังก็เรียกครูไปตามฉายาของแต่ละท่าน ไอ้หนวดบ้าง ไอ้หล่อบ้าง บางครั้งก็เรียกชื่อครูเฉยๆ จ่าครูฝึกคนไหนโหดๆนี่มักจะหยิบยกมาข่มขวัญเพื่อนๆได้เสมอ เช่นร้องร้องตะโกนหลอกยามเผลอว่า “เฮ้ย ไอ้หนวดมา!” ไม่ว่าใครก็ใครใจหล่นไปกองที่ตาตุ่มทุกคน

บางครั้งทหารก็ไม่ได้กล้าหาญเสมอไป เช่นเวลาอยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชา

ย้อนกลับไปสู่ต้นเรื่องอีกครั้ง…เดี๋ยวจะว่าผมชอบพร่ำเหมือน Cronauer… แต่ผมก็ชอบทั้งพร่ำและพล่าม

สงครามเวียดนาม…อเมริกาได้อะไรจากการณ์นี้บ้าง? หากประเมินกันทางทหารก็คงได้ ได้ทดลองอาวุธใหม่ๆ เช่นปืนกลเล็กเบา M 16, เฮลิคอปเตอร์ ‘ฮิวอี้’ กับ ‘ลิตเติ้ลเบิร์ด’ เป็นต้น แต่หากเทียบกับการสูญเสียกำลังพลแล้วมันเทียบเคียงกันไม่ได้สักกระผีกริ้นเดียว

รายงานข้อมูลจากสมาคม P.O.W (Prisoner of War) ซึ่งจะออกมาแจกแผ่นปลิวที่ริมกำแพงอนุสาวรีย์หินดำที่สลักชื่อผู้เสียชีวิต หรือสาบสูญในสงครามเวียดนาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทุกๆปีในต้นฤดูใบไม้ผลิว่า

“…พี่น้องของเราไปเวียดนาม 58,044 คน ตั้งแต่ปี 1962–1975 พวกเขายังไม่ได้กลับบ้าน มีแต่รายงานทางราชการบอกแต่เพียงว่า 50,000 เสียชีวิต, 17,000 ถูกยิงบาดเจ็บ, 7,500 ร่างกายพิกลพิการ, 6,750 บาดเจ็บจากระเบิด, 10,500 หายสาบสูญ, 8,000 บาดเจ็บจากระเบิดฝ่ายเดียวกัน, 350 คนฆ่าตัวตาย…”

มีผู้กล่าวว่า “สงครามเวียดนามไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศเวียดนามเท่านั้น แต่สงครามเวียดนามเกิดขึ้นในอเมริกาด้วย สังคมอเมริกาแตกร้าว มีทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้านสงครามเวียดนาม”

การกลับประเทศของเหล่าทหารหาญแทนที่จะเป็นวีรบุรุษกลับถูกสังคมมองด้วยความดูแคลน ท่ามกลางความสับสนของสังคมว่าเป็น ‘ขยะสงคราม’

BORN ON THE FOURTH OF JULY เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่สะท้อนสภาพการเป็นขยะสงครามของ Ron Kovic ได้ดี… ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่า 2 รอบ

ดูกี่ครั้งๆก็มีแต่ความหดหู่บังเกิดในจิตใจ น้ำตาซึมสองเบ้าตา…

กลับไปมองอีกด้านของสงคราม… ในฝ่ายผู้ที่ต่อต้านนั้นประกอบด้วยคนทุกหมู่เหล่า ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือกลุ่มพ่อแม่ที่สูญเสียลูกชายในสนามรบไกลบ้านและไม่ต้องการสูญเสียลูกชายคนต่อไปอีก รองลงไปก็คือตัวเด็กหนุ่มสาว รองลงไปอีกก็คือบรรดาทหารผ่านศึกจากสมรภูมิเวียดนามนั่นเอง หลายคนไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลดีพอสมกับราคาปากก่อนไปรบ ดังเช่นที่ Ron Kovic ตะโกนร้องอย่างสติแตกกลางดึกในคืนหนึ่งหลังจากกลับมาบ้านว่า “ผมทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ แต่ตอนนี้ประเทศนี้ทำอะไรให้กับผมบ้าง! โอว…”

ท่ามกลางความสับสนในจิตใจของ Ron Kovic ที่ครั้งหนึ่งมีแต่คนสรรเสริญในการตัดสินใจไปรบ แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับเป็นเพียงคนพิการคนหนึ่งที่ไร้การได้รับความเหลียวแลทั้งจากคนในครอบครัวและผู้คนรอบข้าง…เป็น ขยะสงคราม

นอกจากกลุ่มคนหลักทั้งสามที่เข้าร่วมต่อต้านสงครามแล้ว ก็มีพวกนักดนตรีอาทิ Bob Dylan, Neil Young และตามมาด้วย John Lennon

ทั้งสามคนนี้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง FORREST GUMP (ในส่วนของ Young นั้นผมไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่านะครับ) ในฉากบ่อน้ำพุบริเวณ Capital Hill ฉากนั้น Gump ในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศขึ้นไปบนเวทีปราศรัย แล้วเขาก็ได้พบกับ Jenny หญิงสาวคนรัก…

ผมเขียนมาถึงกลางแผ่นที่สามแล้ว พร่ำเรื่องเพลงก็น้อย เรื่องภาพยนตร์มากหน่อย ทรรศนะของตัวเองก็เยอะ… ตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับเพลงร็อคแอนด์โรลที่จะขยายผลเป็นฮาร์ดร็อคและเฮฟวี่เมทัลในยุคสมัยสงครามเวียดนามแต่ดันเฉเข้าไปเรื่องสงครามเสียมาก

มีทั้งหดหู่ คึกคักเป็นส่วนน้อย ผมตัดใจไม่ได้เลยครับที่จะตัดฉากสงครามออกไป ด้วยความรู้สึกที่เป็นเรื่องเดียวกัน มีเอกภาพต่อกันอย่างแยกไม่ออก หนึ่ง–อาจเป็นเพราะผมชอบที่จะศึกษาสงครามนี้ สอง–อาจเป็นเพราะผมรู้เรื่องสงครามนี้มากพอสมควรจากการอ่าน และสอบถามผู้ที่ทราบประวัติความเป็นมา นั่นคือคุณพ่อผมเอง สาม–ผมชอบดูภาพยนตร์สงครามนี้ รวมทั้งสงครามอื่นๆด้วย และสี่–ผมเกิดในยุคสงครามนี้แม้ว่าจะเป็นตอนปลายสงครามแล้วก็ตาม แต่ผลพวงของมันยังหลงเหลือติดอยู่

ไม่ได้เป็นคนชอบความรุนแรง ไม่ใช่พวกบ้าสงคราม ดูและชมด้วยเพราะสงครามต่างๆนั้นล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ควรศึกษา

จะศึกษาประวัติศาสตร์ด้านนี้ไปทำไมกันครับ ใครจะตอบว่าอย่างไรก็ตามเถอะ สำหรับผมแม้ครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นทหารอย่างไรแต่ผมก็ไม่อยากออกรบ ไม่ใช่เพราะขี้ขลาดหรือกลัวตาย แต่เป็นเพราะคำถามที่บังเกิดขึ้นในจิตใจที่ว่า “ทำสงครามไปเพื่ออะไร?…” และ “รบไปทำไม?…” มากกว่า

เพื่อสันติภาพหรือ?… มีแต่ผู้ที่ตายไปแล้วเท่านั้นละที่จะพบกับสันติภาพ

หรือสันติภาพจะบังเกิดขึ้นด้วยการฆ่าฟันกันเท่านั้น?…

ในต้นฤดูใบไม้ผลิ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของทหารผู้สาบสูญจะเดินทางมายังอนุสาวรีย์หินดำ… ก่อนที่พวกเขาจะจากก็มักจะมีดอกไม้พร้อมตัวอักษรเขียนติดเอาไว้บนกำแพงเสมอ

สำหรับเช้าในต้นฤดูใบไม้ผลิของเดือนมีนาคม 1993 ยังมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า…

“โทนี่… แม่ยังเชื่อว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ นี่มันกี่ปี กี่แรมเดือนเข้าไปแล้ว แม่จำได้ ลูกออกจากบ้านเมื่อปี 1969 ลูกมาลาแม่ตอนที่แม่กำลังตากผ้าอยู่หลังบ้าน ลูกบอกแม่ว่า ไปเวียดนาม ไม่นานคงกลับ”

รัก…แม่

“จอนนี่… วันที่ลูกออกจากบ้านไป แม่ยังจำได้ แม่บอกลูกว่าให้เขียนจดหมายถึงแม่ทุกสัปดาห์ จดหมายของลูกขาดหายไปนานแล้ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1969 แม่และน้องสาวยังคอยจดหมายของลูกอยู่”

รักและคิดถึงเสมอ
แม่และน้องสาว

|| || || ||

Sunday, Dec.24, 2006
Bangkok : Klong San

* ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม รวมทั้งข้อความที่ปรากฏ ณ อนุสาวรีย์หินดำที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากหนังสือ “บอกพระเจ้าด้วย…หิวข้าว”–Tell God give me some food : โลกอึกทึกกับชีวิตเล็กเล็กแห่งมหานครนิวยอร์ก เขียนโดยยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที
 
 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s