ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

ด้วยความระลึก มกราคม 14, 2007

kanok2.jpg

 

**********

 

หมู่บ้าน ชีวิต และป่าฝน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

ตีพิมพ์ใน  คืนสู่แผ่นดิน : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจ  25 กุมภาพันธ์ 2549 

โดยสำนักพิมพ์นาคร

 

เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังแป้นพิมพ์  ก่อนลงมือเขียนข้อเขียนชิ้นนี้ต่อผมขออนุญาตหลับตาสงบนิ่งเพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่ พี่ชายนักเขียนนามอุโฆษ–กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผู้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

สิบกว่าปีก่อนผมรู้จัก กนกพงศ์ สงสมพันธุ์จากงานเขียนรวมเรื่องสั้นชุด สะพานขาด ด้วยกัลยาณมิตรผู้หนึ่งเป็นผู้แนะนำให้ ลองอ่าน’…  ห้วงยามนั้นเขายังไม่ได้เป็น นักเขียนซีไรต์และด้วยความที่ผมอ่อนด้อยประสบการณ์ในการอ่านทำให้ผมไม่รู้หรอกว่า นักเขียนผู้นี้คือใคร? และมีชื่อเสียงมากขนาดไหน?… 

นานเป็นหลายสัปดาห์ทีเดียวกว่าผมจะหยิบ สะพานขาดที่หมกวางสอดไว้ที่ชั้นหนังสือมาลองอ่าน ด้วยความคิดว่าถ้าไม่ไหวก็เลิก  ไม่ใช่ด้วยเพราะความที่ผมไม่รู้เคยจักนักเขียนนามกนกพงศ์มาก่อนเป็นที่ตั้ง–ผมไม่เคยจำกัดตนเองว่าจะต้องอ่านงานเฉพาะนักเขียนมีชื่อเท่านั้น

จำได้ว่าเมื่ออ่านเรื่องสั้นเรื่องแรกไปได้สองสามหน้าก็ต้องหยุดอ่านโดยพลัน พานึกแช่งชักด่ากัลยาณมิตรผู้นั้นอยู่ในใจว่า  มึงเอาหนังสืออะไรมาให้กูอ่านวะ? (โคตรเจ๋งเลย)!

โคตรเจ๋งของผมในห้วงยามนั้นหมายถึงการ อ่านยากและเนื้อหาที่ หนักหน่วงซึ่งตรงกับความต้องการส่วนตัวที่อยากหาหนังสือแนวนี้มาอ่านนานแล้ว  งานเขียนในรูปแบบ Realism–กะเทาะเปลือกสังคมตีแผ่ชีวิตของคนชนชั้นล่าง เรียงร้อยผ่านตัวอักษรอย่างมีพลังทุกถ้อยคำ!

สะพานขาดจึงเป็นรายชื่อหนังสืออันดับต้นๆที่ทำให้ผมหลงใหลในงานเขียนแนวนี้ เสมือนเป็นหนังสือที่จุดประกายให้ค้นหาอ่านงานเขียนจากนักเขียนคนอื่นในแนวนี้ด้วยเช่นกัน

“…ไม่มีอะไรที่มันน่ากลัวมากกว่าเรากลัวตัวเราเอง

หนึ่งคำคมเด็ดๆที่ผมจดจำได้จาก สะพานขาด

เรื่องสั้นล่าสุดของกนกพงศ์ที่ผมได้อ่านนั้น  เป็นเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนในช่วงกลาง/ปลายปีที่แล้ว (ผมจำฉบับและชื่อเรื่องไม่ได้เป็นเรื่องของตัวละครไปทำฟันที่คลินิกแห่งหนึ่ง) และเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเพิ่งอ่าน บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร จบลง

ขณะที่ผมกำลังนั่งคัดลอกข้อความบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้ในคืนวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์พลันได้ยินเสียงการรายงานข่าวจากเครื่องรับโทรทัศน์ว่า  “…นักเขียนซีไรต์ปี ๒๕๓๙เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ในฐานะของผู้ติดตามอ่านงาน  ผมรู้สึกเศร้าใจไปในบัดดล!

แม้ว่าผมกับเขาจะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยผลงานเขียนของเขานั้นย่อมเพียงพอที่จะทำให้ผมรู้สึกสนิทสนมกับเขามากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นหรอกว่าเราจะต้องรู้จักตัวเป็นๆของเขา

เพียงเท่านี้  เขาก็เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจของผมได้มากพอ!  และผมเชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน

ผมไม่สามารถอรรถาธิบายถึงความเป็นตัวตนของเขา– พี่ชายผู้มีนามว่า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ได้หมดจดมากไปกว่าเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ภายใน บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพรที่บอกเล่าถึงชีวิตบางเสี้ยวของตัวเขาได้อย่างละเอียดทีเดียวว่า ทำไม?  เขาผู้นี้จึงเลือกทางเดินชีวิตเคียงคู่กับวรรณกรรม

“…แม้ว่าวันนี้จะยังมิได้สร้างงานใหญ่ไว้เป็นศักดิ์เป็นศรี ทว่าต่อจิตใจมุ่งมั่นใฝ่ฝันบนเส้นสายวรรณกรรม (อันเป็นภาพจริตมายา) ทำให้ผมเกิดความทะนงว่าวันหนึ่งจักสามารถเสกสร้างงานเช่นนั้น  มีแผนการเขียนมากมายอยู่ในหัว  พล็อตเรื่องสั้นเป็นร้อยๆ  นวนิยายอีกนับสิบเรื่องในสมุดบันทึก  ซึ่งตราบใดที่ยังไม่ลงมือเขียนมันออกมา เรื่องสั้นหรือนวนิยายแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่เลิศเลอไปเสียทั้งสิ้น  ความลุ่มหลงเช่นนี้เองที่กลายมาเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจให้อาจหาญเขียนอัตชีวประวัติในวันวัยระหว่างนี้  ดังนั้น,  ผมจึงเขียน

ผมได้แนะนำ บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ให้มิตรสหายที่ใคร่กระหายอยากเป็นนักเขียนหามาอ่านกันไปบ้างแล้ว  ผมเชื่อว่าเมื่อเขาเหล่านั้นได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ อย่างน้อยก็จะรู้ว่า จริงๆแล้วนั้น นักเขียนคืออะไร? และนักเขียนทำงานอย่างไร?  แน่ละนอกเหนือจากนั้นเขาจะได้รู้จักตัวตนนักเขียนนามอุโฆษ–กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ มากยิ่งขึ้น

นักเขียนน่ะหรือ?…  ก็คือไอ้เบื๊อกที่ถูกตรึงไว้กับโต๊ะในห้องสี่เหลี่ยมอุดอู้  ทำร้ายตัวเองด้วยกาแฟวันละสิบถ้วยและบุหรี่วันละซองเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้มึนงงพอที่จะเพ่งมองฝาผนังแล้ววาดฝันถึงการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก!!”

นี่คืออีกหนึ่งในอารมณ์ขันที่พี่ชายผู้นี้มอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  จากการหยิบยกถ้อยคำของนิรนามท่านหนึ่ง แม้จะเป็นการอรรถาธิบายไม่ ตรงใจแต่ก็ถือว่า โดนใจและ ได้ภาพสำหรับพี่ชายคนนี้–รวมทั้งตัวผมด้วย

กับบางเสี้ยวของพี่ชายผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ในนาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ·

 

14 กุมภาพันธ์ 2549

 

 

 

 

จากแผ่นดินนี้สู่แผ่นดินอื่น

ของนักเขียนร่วมสมัย-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

 

นับจากวันที่พี่จากไปถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า ๑ ปีแล้ว เหมือนไม่นานเลยกับวันเวลาที่ล่วงพาร่างของพี่ไปสู่แผ่นดินอื่น  ณ ที่แห่งนั้นพี่มีความสุขดีไหม?…

  ผมหยิบหนังสือเล่มแรกของพี่ขึ้นมาอ่านด้วยความตั้งใจมากกว่าความบังเอิญที่บังเกิดคิดนึกได้ว่า พี่ได้จากไปกว่า ๑ ปีแล้ว  เพราะเหตุใดหนอที่ทำให้ผมคิดได้เช่นนั้น อาจเป็นด้วยถ้อยคำอักษรที่บรรจงผ่านปลายนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์ดีดของพี่นั่นเอง  เรื่องราวต่าง ๆ ของพี่นั้นทำให้ผมเข้าใจถึงชีวิตและวิญญาณในความเป็นนักเขียนของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีความตั้งใจและปรารถนาที่จะรับใช้ความคิดของตน และสิ่งนี้กระมังที่ทำให้ผมมีความรู้สึกผูกพันกับพี่ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักและพบตัวเป็น ๆ ของพี่เลยสักเพียงครั้ง

                คงมีเพียงผลงานของพี่เท่านั้นที่เป็นสายใยความสัมพันธ์ผูกมัดความรู้สึกดังกล่าว เป็นความรู้สึกเคารพและนับถืออยู่ในก้นบึ้งแห่งจิตใจ  ก็อย่างพี่เคยกล่าวไงเล่าว่า งานเขียนนั้นสะท้อนตัวตนอันแท้จริงของนักเขียน  ในเมื่อพี่กล่าวเช่นนั้นก็ย่อมหมายถึงได้ว่า ความคิดต่าง ๆ ที่ปรากฏโลดแล่นอยู่ในงานแต่ละเรื่องนั้นได้กลั่นกรองมาจากความคิดนึกของพี่ ฉะนั้นแล้วจึงไม่จำเป็นใช่ไหมครับว่าเราจะต้องพบตัวเป็น ๆ กันสักครั้ง ในเมื่อผมสามารถรักและเคารพนับถือพี่ได้จากงานเขียนของพี่

                สิ่งที่พี่ได้กล่าวนั้นมิใช่สิ่งที่คนคนหนึ่งจะกระทำได้ง่าย ๆ…  กับคนบางคนที่เราพบหน้า พูดคุยกันอยู่ทุกวันก็ใช่ว่าจะบังเกิดความรู้สึกดังกล่าวนั้นได้เลย  เขาไม่อาจโน้มน้าวใจให้ผมบังเกิดความนับถือเลื่อมใสในตัวเขาขึ้นมาได้ และนั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดนึกลึกซึ้งกับสิ่งที่ได้เห็นและเป็นไปต่าง ๆ สักครั้ง  เขาไม่อนาทรร้อนใจกับความทุกข์หรือสุขของผู้อื่นมากกว่าตัวของเขา-เรื่องของเขา  คุณสมบัติเหล่านี้มิจำเป็นจะต้องมีอยู่ในตัวของนักคิดนักเขียนเท่านั้น หากแต่ควรจะมีอยู่ในตัวเราทุกคน

  แต่ก็นั่นละ ในเมื่อสภาพการณ์ของคนร่วมสมัยมองและกำหนดชีวิตของตนเองตามหลักเศรษฐศาสตร์มากกว่าคำนึงถึงชีวิตและวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์  เมื่อครุ่นคิดเช่นนั้นจึงเฝ้าฝันใฝ่หาแต่ความบันเทิงเริงใจผ่อนคลายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน ไม่จำเป็นต้องมองและสนใจบุคคลอื่น  ปัญหาของคนอื่นย่อมเป็นเรื่องหนักสมอง เมื่อสมองเฝ้าคิดถึงแต่ความเป็นจริง โดยหารู้ไม่ว่าความจริงนั้นเป็นเพียงมายาภาพ มิใช่ความจริงอันสูงสุด… เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีน้อยคนนักที่จะเป็นและเหมือนพี่- นักเขียนรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์งานเขียนร่วมสมัย

                ร่วมสมัยละหรือ… เมื่อพินิจพิเคราะห์ถ้อยคำนี้แล้วผมก็อดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้  ใครหนอใคร… ใครเป็นผู้ที่บัญญัติคำคำนี้ มิได้นึกขันในความหมายหรอกครับหากแต่ชอบใจเสียละมากกว่า  ผมเข้าใจของผมเองว่า ไม่ว่ากาลเวลาจะผันผ่านล่วงไปสักกี่สิบปีก็ตาม เรื่องราวต่าง ๆ ที่นักเขียนคนหนึ่งสร้างไว้นั้นก็ยังคงไม่ตกยุคตกสมัยเฉกผลงานของพี่  หรืออีกนัยความคิดหนึ่งคือ แม้ว่านักเขียนคนนั้น ๆ จะหามีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วไม่ ชื่อของเขาก็ยังดำรงอยู่ จะมีน่าขันก็แต่เพียงว่า นักเขียนบางคนผู้นั้นกลับมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากกว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เสียอีก  เมื่อครั้งเขายังมีชีวิตกลับมีผู้คนไม่มากนักที่คิดจะเกื้อหนุน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังถูกค่อนแคะต่าง ๆ นานา เพียงเพราะผู้ที่ค่อนแคะนั้นไม่เคยมีชีวิตและวิญญาณที่แท้จริงของตน กระแสเสียงจากสังคมลงความคิดเห็นว่าอย่างไรเขาก็ปักใจเชื่อ ปลิวไปตามลมปากโดยปราศจากความคิดตริตรองเสียอย่างนั้น  หากคนเรามีชีวิตและวิญญาณที่เป็นของเราจริงแท้แล้วนั้น ในนามและตัวตนเฉกเช่นนักเขียนอย่างพี่คงเป็นที่รู้จักมากกว่าในวันนี้… และคนในสังคมหน่วยใหญ่นี้คงมีความรู้สึกที่จะนึกคิดอ่านเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่านี้เช่นเดียวกัน

                ระยะเวลากว่า ๑ ปี บนแผ่นดินอื่นของพี่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง… ผมไม่รู้

                ผมรู้เพียงแต่ว่า ระยะเวลากว่า ๑ ปี บนแผ่นดินนี้ ชื่อและผลงานของพี่ในนาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นั้น ยังคงดำรงอยู่ในจิตใจ และร่วมสมัยของผมทุกเมื่อเชื่อวัน

 

                รักและคิดถึงพี่.

๑๑ มกราคม ๒๕๕๐

 

             

Advertisements
 

11 Responses to “ด้วยความระลึก”

  1. tuleedin Says:

    อ่า…พี่ท่าน
    ก้าวฯรำลึกท่านกนกพงศ์ ทำ scoop ให้ด้วยได้ไหม?
    คืนสู่แผ่นดินที่ข้าพเจ้าก็ให้เพื่อนท่านย่าไปแล้ว ไม่มีทั้งภาพทั้งข้อมูล

    มีภาพงานที่วัดพิกุลทอง ข้าพเจ้าว่าจะเอาลงทั้งหมดเลย

    อีกอย่าง (อันนี้กระซิบนะ) เราบีบคอนักเขียนให้เขียนถึงท่านกนกพงศ์ทั้งหมดเลยดีไหม (แบบว่า กนกพงศ์ที่ข้าพเจ้ารู้จักอะไรประมาณนั้น) เอาทั้งเล่มเป็นคอนเซ็ป รำลึกกนกพงศ์ พี่ท่านคิดเห็นว่าเช่นไร?

    เพราะท่านคือตัวตนข้าพเจ้าที่ด่วนจากไป

    คารวะ
    ภัสมะ

  2. อ๊อด Says:

    น่าเสียดายมากเพราะผลงานของพี่เค้า(ตามความรู้สึกของผม)กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

  3. ทุศีล Says:

    แอบเข้าบ้านท่านโดยไม่บอกกล่าว ขออภัยด้วยขะรับ

    ผมเองพึ่งอ่าน ‘บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร’ จบไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้เองขะรับ
    ไม่รุว่าคิดไปเองรึป่าว แต่รุสึกว่าเล่มนี้จะอ่านยากกว่า ‘ยามเช้าของชีวิต’ ที่เป็นงานแนวเดียวกันของเค้า อาจเพราะเป็นความเรียงที่พูดถึงนามธรรมความคิดมาก จึงต้องใช้จินตการร่วมในการอ่านสูงกว่ารึป่าวไม่ทราบ

    พี่ท่านเห็นว่าอย่างไร?

  4. ยินดีต้อนรับขอรับท่านหลวงจีน กระผมไม่ต่อว่าหรอกขอรับ แต่ขอต้อนรับแทน…

    ผมได้อ่านหุบเขาฯ เท่านั้นเอง ส่วน ยามเช้าของชีวิตนั้นยังไม่ได้อ่านขอรับ ต้องรอคิวก่อน เพราะตอนนี้อ่านอยู่หลายเรื่องเล่มของหลายนักเขียน

    อ่านสลับกันไปแต่ละวันขอรับ ตอนนี้ สะพานขาด ก็กำลังอยู่ในสายตาและสมองของอีกครั้ง…

    ด้วยมิตรภาพขอรับ

    ป.ล.

    ต้องขอโทษที่มิได้จัดน้ำชา และของว่างไว้รองรับ

    คราวหน้ากระผมจะฝากเพลงให้ท่านฟังละกัน

  5. tuleedin Says:

    แวะมาเที่ยวขอร้าบบบ

  6. ทุศีล Says:

    ไม่รุว่าโชคชะตานำพาหรือสวรรค์กลั่นแกล้งกันแน่
    ก่อนที่จะนั่งรถจากสตูลกลับบ้านที่พัทลุง นึกอยากแวะดูหนังสือที่หาดใหญ่ซะหน่อย

    หมายใจไว้ว่าอยากได้หนังสือ -เมื่อปลาจะกินดาว- เป็นหนังสือที่รวบรวมงานเขียนของนักข่าวสิ่งแวดล้อมที่จะมีการรวบรวมปีละครั้ง เล่มล่าสุดนี้ก้ออกมาเป็นเล่มที่ 7 แล้วแต่ไอ้ที่หาดันไม่ได้ ส่วนที่ไม่ได้หาดันได้มาจัง

    เชื่อว่าหนึ่งในนั้นพี่ท่านคงสนใจ ด้วยเป็นงานรวมเล่มใหม่ที่พึ่งจัดพิมพ์ของพี่กนกพงศ์ท่าน ทั้งเล่มมีแค่ 2 เรื่อง

    ฟัง(อ่าน) ไม่ผิดหรอกครับ 2 เรื่องจริงๆ ขนาดเพียง 4*3นิ้วครึ่ง หนา 1 cm เท่านั้น ราคาเล่มละ 50 บาท

    ที่จริงจะว่าไป หนังสือเล่มขนาดนั้นที่เอาไปวางรวมกับหนังสือขนาดใกล้เคียงกัน ไม่น่าจะโดดเด่นจนทำให้ผมสังเกตุเห็นได้ แต่ที่เกิดสะดุดตาคงเป็นเพราะชื่อหนังสือสีชมพูอมแดงบนปกสีเทาเข้ม กับความหมายของคำที่ชวนให้รู้สึกหดหู่น่าดู

    หนังสือเล่มนั้นชื่อ “กวีตาย” ขะรับ

    แค่ชื่อก้น่าสนใจแล้วใช่มะครับพี่ท่าน

  7. จะลองหามาอ่านขอรับ

    ด้วยมิตรภาพ

  8. parchya Says:

    ปรับเปลี่ยนบ้านเล็กน้อยขอรับท่านพี่
    เพื่อให้ความสบายแก่ดวงตาทั้งตัวเองและสหายขอรับ
    กลั้นใจทิ้งความงามไปอย่างน้ำตาแทบเล็ดเลยขอรับ

    คารวะ
    ไอซ์

  9. tuleedin Says:

    แย่จริง…จนป่านนี้สมองข้าพเจ้ายังไม่ยอมเข้าโหมดรำลึกท่านกนกพงศ์ ไม่ว่าจะเป็น รวมภาพ, เรื่องจากปก, หรือคอลัมน์, พยายามถ่วงไว้จนนาทีสุดท้าย เหมือนการร้องไห้จะเป็นเรื่องน่ากลัวไม่กล้ากล้ำกราย…

    สุดท้าย…เวลา…ก็ต้องมาถึง…

  10. tuleedin Says:

    อา…ป๋าไอซ์…เดี๋ยวตามไปดู…ทำไมพี่ท่านอานันท์เข้าหัวใจ(@heart)ท่านไม่ได้ก็ไม่รู้ อุ อุ อุ

  11. parchya Says:

    ตกกาใจหมกเยย
    ท่านพี่เปลี่ยน ธีม
    อิอิ


การแสดงความเห็นถูกปิด