logolife.jpg

Life in a Week – ออกเดินทาง

ต้นเดือนมีนาคมหลายโรงเรียนเริ่มทยอยปิดเรียนกันบ้างแล้ว สิ่งที่ปรากฏเห็นเด่นชัดสำหรับคนเมืองหลวงที่นั่งรถเมล์ไปทำงานนั่นก็คือ รถเมล์ว่าง-หนึ่ง  รถไม่ติดตอนเช้า-หนึ่ง  รู้สึกอารมณ์ดี-หนึ่ง ฯลฯ…  จะเป็นอย่างนี้ ไปอีกประมาณหนึ่งถึงสองเดือนแล้วปัญหาสภาพเดิม ๆ ก็จะหวนกลับมาอีกครั้ง

เหมือนฤดูกาลที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเป็นวัฏจักร

ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครที่สามารถแก้ไขให้มันเลวร้ายคงที่ได้ (คืออย่างน้อยก็รักษาระดับความรุนแรงเอาไว้) ขนาดราคาน้ำมันปรับขึ้นทุก ๆ สองวันครั้งแต่จำนวนรถยนต์นั้นไม่ได้ลดลงเลย บริษัทขายรถยนต์ก็ยังขายได้ในแต่ละวัน ๆ (แม้จะยอดขายตกลงก็ตามที)

สองเดือนที่แล้วผมเจอรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งลาออกไปเป็นเซลส์แมนขายรถยนต์ เขาบอกว่ายอดขายลดลงจากที่เคยเสนอขายได้เดือนละเกือบยี่สิบคันนั้นลดลงเหลือเกือบสิบคัน ค่าคอมมิสชั่นลดลงไปเยอะ  ผมไม่ได้ถามรายละเอียดลงลึกไปมากกว่านั้นว่าเขาขายให้ใคร บริษัทที่ต้องใช้รถ? หรือขายให้กับรายบุคคล?

ผมอายุ ๓๐ ปีแล้วยังขับรถยนต์ไม่เป็นเลยครับ และไม่เคยที่คิดจะหัดขับเพราะชีวิตของผมนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยพาหนะส่วนตัวชนิดนี้ ผมซึ่งขับเป็นแต่รถมอเตอร์ไซค์ซึ่งตอนนี้ส่งต่อให้พ่อเอาไปขับใช้ซื้อของละแวกบ้าน

ผมชอบที่จะนั่งรถเมล์เนื่องจากชีวิตของผมนั้นไม่ต้องรีบร้อนแข่งขันในเรื่องของเวลา ข้อดีของการที่ได้นั่งรถเมล์ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ จากคนรอบข้างที่ไม่เคยรู้จัก ที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันกับชีวิตของคนซึ่งมีมากมายหลายระดับต่าง ๆ

โลกบนรถเมล์ดูคล้ายกับโรงละครขนาดเล็กที่ผมได้รับชมอยู่ทุกวัน และผมเชื่อว่าคนที่ขับรถยนต์ประเภทหนึ่งคันต่อหนึ่งคนนั้นไม่สามารถรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้  โลกของคนขับรถยนต์ส่วนตัวมีแต่เพียงโลกแคบ ๆ เพียงไม่กี่ตารางฟุตที่มีบทละครชีวิตของเขาเพียงคนเดียว-ด้านเดียว และไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ต่อต้านคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะผมนั้นไม่สามารถซื้อหามาใช้งานได้ เพียงแต่ผมรู้ได้ว่า ทำไม?…ผมจึงมีความคิดแบบนี้

ผมมองด้วยเหตุและผล ผมถามตัวเองว่าจะมีรถใช้เพื่ออะไร? ชีวิตเราต้องใช้มันหรือเปล่า?…

พูดอย่างสรุปก็คือ ชีวิตของผมมันมีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถส่วนตัวไหม?

ผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่หนีปัญหาเรื่องหนึ่งแล้วไปเป็นส่วนหนึ่ง (ส่วนเพิ่ม) ของปัญหาอีกปัญหาหนึ่งก็เท่านั้นครับ  ข้อดีอีกอย่างของการไม่มีรถยนต์ขับคือไม่ต้องมานั่งทุกข์ร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย

เพราะว่าราคาน้ำมันมันแพง !

||  ||  ||  ||

ด้วยมิตรภาพ.
๗ มีนาคม ๒๕๔๘

(เรียบเรียงจากคุยกับวินทร์ เลียววาริณ)


8 Responses to “ที่เห็นและเป็นไป”


  1. กุมภาพันธ์ 23, 2007 ที่ 14:02

    ข้าพเจ้าชอบเดินล่ะ ย้ำ..ว่าเดิน (โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้ามันยังไม่เข้าไปในใจ)

    ข้าพเจ้า “เคย” เดินจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ลัดเลาะไปทางประตูน้ำ ผ่านพาต้าอินทรา ผ่านไปเรื่อย ๆ แป๊บ ๆ ก็ถึง world trade center แล้ว

    ยังไม่พอ ข้าพเจ้าเดินต่อ เดินไปสยาม ไปดูหนังที่ลิโด้ แล้วก็.. เดินกลับบ้าน

    แต่ไม่ได้ทำบ่อยนะ เสียเวลาน่ะ… ตอนนี้ก็นั่ง BTS แทนได้แล้ว เพราะมีจากอนุสาวรีย์ไปสยาม

  2. 2 อานันท์ ประทีฯ
    กุมภาพันธ์ 23, 2007 ที่ 15:19

    การเดินของท่าน คงได้ภาพต่าง ๆ เยอะมากมาย

    เป็นอีกหนึ่งมุมที่นักเขียนสามารถหาได้

    ตอนนี้ผมไม่ได้นั้ง บีทีเอส แล้ว

    เพราะผมเบื่อสังคมในนั้น–

    เป็นบางคนขอรับ

    ด้วยมิตรภาพ

  3. กุมภาพันธ์ 24, 2007 ที่ 06:56

    โอ้ เยอะ ๆ
    ข้าพเจ้าไม่เพียงแต่ใช้สมอง กับ สองตา บันทึกภาพในความทรงจำหรอกนะ

    ข้าพเจ้าอัด VDO กับ ถ่ายภาพไว้ด้วย

    เดินไปก็อัดไป เจออะไรก็ถ่ายไว้

    ป.ล. ข้าพเจ้าตอบ mail ท่านไปแล้วนะ อนุญาตให้ใช้ review 2 เล่มนั้นได้

  4. กุมภาพันธ์ 24, 2007 ที่ 11:15

    ครับ ต้องขอโทษด้วยที่กระผมไม่ได้แจ้งกลับไป — หรือแจ้งแล้วกระผมก็ไม่แน่ใจ

    เอาเป็นว่า ขอบคุณ ณ ที่นี้อีกครั้ง

    ป.ล.
    กระผมเห็นงาน วิดีโอ ในบ้านท่านแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาทัศนา เนื่องจากความเร็วเน็ต ฟรี มันแย่มาก– ช้า ๆๆๆๆๆ

  5. 5 คาใจ
    มิถุนายน 27, 2007 ที่ 15:07

    เอ่อมาแอบ ฟังท่านพี่ และท่านลุง คุยกัน

    เดินหรือ อืม น่าสนใจ

    แต่เดินนาน ขาลากซะไม่มี

    ขนาดจตุจักร ยังไม่อยากไปเดินเลยค่ะ

    ที่สุดของความขี้เกียจ
    ของตัวเอง

  6. มิถุนายน 27, 2007 ที่ 15:25

    อะ…

    กระผม และ ท่าน พอล เป็นลุงไปแว้ววววว

    666

  7. 7 คาใจ
    มิถุนายน 27, 2007 ที่ 21:56

    ท่านพี่ ก็เป็นท่านพี่อานันท์ไง

    ส่วนท่านลุงพอล ก็เป็น ….. ท่านลุงพอล

    คือท่านพี่เด็กกว่าท่านลุงพอล นิดส์หนึ่ง (ไหมนะ)

    5 5 5

    คือเรื่องที่ฟัง the radio กันน่ะ มันคลื่นไหนหรือ ?

    ส่วนมากท่านน้องฟังแต่ fat กับ get น่ะค่ะ

  8. มิถุนายน 28, 2007 ที่ 12:39

    99.5 MHz.

    ขอรับน้องคาใจ

    คลิกฟังออนไลน์ที่ซ้ายมือได้เล้ย!


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 74,331 hits

RSS ก้าวรอก้าว

  • ก้าวฯที่ ๔๖ มกราคม 1, 2010
    kaawrowkaw
  • ภาวะมนุษย์ มกราคม 1, 2010
    เรื่องจากปก โดย กีรติ ภาวะมนุษย์ .. หลายครั้งทีเดียวที่ข้าพเจ้าคิดว่า บทบาทที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับการแสดง ใช่แล้วนี่คือวาทกรรมที่ถูกผลิตขึ้นซ้ำๆ อย่างที่คนพูดกันว่า โลกเราเหมือนโรงละคร บทบาททุกตอนล้วนมายา และที่เข้าใกล้ความเป็นไทยเข้ามาหน่อยคือ เราต่างสวมหัวโขนกันทั้งนั้น หัวโขน ที่อำพรางใบหน้าและอาการไว้ภายใน จำกัดให้ทราบเพียงว่า หัวนี้คือใคร ดุ […]
    kaawrowkaw
  • ตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ มกราคม 1, 2010
    โดย (…) ตอน ๑๓ : บุปผาร่ายรำ . เรือใหญ่ กลางแม่น้ำฉิว ลอยอ้อยอิง คล้ายกับว่า มันไม่แยแส กาลเวลา . บนเรือนอกจากมีผู้คนยังมีห้องโถงมากมาย แต่มีไม่กี่ห้องที่ตกแต่งราวสวรรค์วิมาน ในความใหญ่โต มีห้องขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน มีทางเดินวกวน ซับซ้อนจนอาจหลงทาง ส่วนในสุดของทางเดินมีซอกหลืบ ในซอกหลืบเร้นลับยิ่ง ยิ่งลึกเข้าไปภายในเพียงใด ยิ่งพบเจอแต่ความมืดมิด ในความมืดมิด […]
    kaawrowkaw

RSS นารินทร์ ทองดี

  • "ดาบสุริยะ : บทนำ" ธันวาคม 27, 2009
    ดาบสุริยะบทนำ“กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าพรหมรัตนะ เจ้าเหนือหัวแห่งศรีรามรัตนะธานี ผู้เหนือกว่ากษัตริย์ทั้งปวง“หม่อมฉันได้กรีฑาทัพขับไล่พวกกบฏตั้งแต่เมืองไชยนคร กระทั่งล่วงถึงเขตชายแดนอันมีเทือกเขาปัญจคีรีเป็นแนวกั้น การณ์ได้ปรากฏให้แจ้งแก่ใจของหม่อมฉันว่า หม่อมฉันประเมินการศึกครั้งนี้ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงนัก กบฏไชยนครมีกำลังเข้มแข็งเกินกว่าที่หม่อมฉันจะปราบให้ […]
    noreply@blogger.com (นารินทร์ ทองดี)