Good morning Sunday – วันอาทิตย์น่ะรึ…
กับสัปดาห์หนึ่งที่มีวันอยู่ 7 วันนั้น ผมรู้สึกดีกระทั่งรักวันวันหนึ่ง คือ วันอาทิตย์
วันอาทิตย์อนุญาตให้ชีวิตผมมีอิสระทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายคอยชี้นิ้วสั่ง บงการให้ผมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้…
ครับ-กับวันอาทิตย์ ผมเป็นนายของผมเอง
วันอาทิตย์เป็นวันหยุดงาน งานที่ว่าหมายถึงงานประจำ ไม่ต้องรีบเร่งลืมตาตื่นนอนตั้งแต่เมื่อฟ้ายังไม่สาง แต่ถึงกระนั้นก็ตามวิถีชีวิตในแต่ละวันทั้ง 6 วันนั้นยังคงเฝ้าตามมาหลอกให้จิตหลอนเข้าจนได้อยู่ร่ำไป
ผมเองอยากจะตื่นนอนเอาเมื่อดวงตะวันสาดแสงทาบทาทับท้องฟ้าแล้วก็ยังทำไม่ได้ พลันต้องสะดุ้งตื่นเมื่อเวลาใกล้ 6 โมงเช้าอยู่ทุกที บางครั้งก็หลงลืม ลืมว่าวันนี้เป็นวันหยุดไม่ต้องออกไปทำงาน มีบ้างครับที่ลุกเดินจากเตียงนอนเข้าห้องน้ำแล้วถามตัวเองว่า-วันนี้วันอะไร… ใช่วันอาทิตย์หรือเปล่า?
เมื่อได้คำตอบ (อย่างแน่ใจ) แล้วก็เดินกลับมาล้มตัวลงนอนต่อ แต่นอนไม่หลับแล้วครับ อยากนอนต่อก็ต้องเปิดวิทยุที่หัวเตียงหาเพลงเบาๆฟัง ฟังไปเรื่อย ๆ สักพักจึงค่อยหลับลงได้อีกครั้ง
ผมเคยตื่นสายมากที่สุดในวันอาทิตย์คือหลังเที่ยงวันไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วครับที่ทำอย่างนั้นได้ ทั้งที่วันนี้ยังอยากทำอยู่แต่ก็ทำไม่ได้
ผมนอนตื่นสายได้มากที่สุดไม่เกิน 9 โมงเช้า
9 โมงเช้าในวันอาทิตย์สำหรับผมนั้นก็นับว่าสายมากแล้วครับ สายในที่นี้หมายถึงว่าเวลาที่เหลือสำหรับสิ่งที่อยาก-สิ่งที่จะต้องทำในวันนี้ลดเหลือน้อยลงไป
ผมอยากใช้วันเวลาของวันนี้ให้ได้อย่างคุ้มค่า (ตามความต้องการของใจ)
แม้ว่าวันอาทิตย์เป็นวันหยุด ก็หมายถึงวันหยุดจากการทำงานประจำแต่มิได้หมายความว่าวันนี้เราจะไม่ต้องทำ หรือจัดการภาระบางสิ่งบางอย่างกับชีวิตเอาเสียเลย สำหรับผมเมื่อตื่นนอนแล้วก็ต้องเอาเสื้อผ้าแช่ผงซักฟอกเพื่อรอซัก จากนั้นก็นั่งเขียนงานไปจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยง อาบน้ำพร้อมกับซักผ้าที่แช่เอาไว้ เสร็จสิ้นภารกิจช่วงนี้แล้วก็ออกไปหาอาหารใส่ปากท้องและซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน
วันอาทิตย์เป็นวันที่หนังสือพิมพ์จุดประกายวรรณกรรม (กรุงเทพธุรกิจ : วันอาทิตย์) วางแผง กลับถึงห้องพักต้องรีบเปิดโดยพลัน พลิกไปทีละหน้าอย่างช้า ๆ หน้าที่ใจจดจ่ออยู่คือหน้าเรื่องสั้นไทย และสนามเรื่องสั้น ๆ รวมถึงผู้มาเยือนที่สลับสับเปลี่ยนกันไป
หากเป็นงานที่มิใช่ของผมก็มิใช่ว่าจะปราศจากความหวังในการรอลุ้นในครั้งต่อไป ได้แต่พร่ำบอกตัวเองว่า- รอต่อไป บางที… อาทิตย์หน้าอาจมีเรื่องของเราก็ได้
จากนั้นก็อ่าน- อ่านเป็นอาหารสมองหลังจากกระเพาะได้ย่อยสลายอาหารมื้อเที่ยงไปบ้างแล้ว
อ่านหนังสือพิมพ์หมดแล้วก็อ่านหนังสืออื่น ๆ ที่ยังอ่านค้างทิ้ง ๆ คา ๆ ไว้หลายเล่ม อยากอ่านเรื่องสั้นก็อ่าน, นิยายขนาดสั้นก็อ่าน, บทความก็อ่าน อ่านมากไปนักถ้าง่วงก็นอน…
นอนในที่นี้เป็นไปในลักษณะของการงีบมากกว่านอนหลับจริง ๆ จัง ๆ นะครับ ผมว่าอากาศในช่วงเวลากลางวันของกรุงเทพฯ นั้นไม่เอื้ออำนวยให้เรานอนหลับได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว นอนมาก ๆ เข้าตื่นมาอาจมีอาการไข้-สมองมึนทึบ
ผมเองเคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนั้นมาแล้ว พานคิดถึงคำพูดของย่าว่า "นอนมากก็โง่" อ้อ.. มันเป็นอย่างนี้นี่เอง–ย่าไม่ได้พูดเกินความจริงแต่อย่างใดเลย
สมัยเป็นเด็กผมเองไม่เคยมีความรู้สึกรักวันอาทิตย์เท่าไรนัก กระทั่งไม่อยากให้มีวันอาทิตย์เสียด้วยซ้ำ เพราะผมรู้สึกว่าวันนี้นั้นมีเรื่องที่ให้ผมต้องทำมากมายตั้งแต่หลังตื่นนอน
เรื่องแต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่ผมไม่อยากทำ ไม่ว่าจะเป็นการรีบนั่งทำการบ้าน, ทำงานส่งอาจารย์ พอตกบ่ายก็ต้องไปนั่งรีดชุดนักเรียนของตัวเองต่อคิวจากคนในบ้าน
การรีดผ้านี่เป็นภารกิจที่ผมระอามากที่สุด เคยคิดนะครับว่าเราจะรีดมันไปทำไม รีดแล้วใส่มันก็ยับ นับว่าเป็นการกิจกรรมที่ใช้ไฟเปลืองมากที่สุด หลังจากเรียนจบและทำงานผมเองไม่เคยรีดเสื้อผ้าอีกเลย เพราะเสื้อผ้าที่ผมต้องแต่งไปทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องรีด
อาชีพการทำงานตั้งแต่เป็นพนักงานเขียนแบบ, ทำแผนที่ กระทั่งทำงานในกองบรรณาธิการหนังสือไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเชิ้ต สวมกางเกงสแล็คส์ ผมนุ่งยีนส์กับเสื้อยืดซึ่งมีทั้งคอปกและไม่มีปกสลับกัน ผมว่ากับอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรานี้แต่งกายอย่างนี้สบายกายกว่ากันเยอะ ที่สำคัญเราไม่ต้องจ่ายเงินซื้อหาในราคาที่แพงมากนัก อีกทั้งยังไม่ต้องรีดให้เปลืองไฟ-เปลืองค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
งานของผมไม่ต้องพบปะผู้คน ฉะนั้นการแต่งกายแบบนี้ก็ดูเหมาะกับกาลเทศะดีแล้ว
เพื่อนผมบางคนเคยถามเวลาเจอกันโดยบังเอิญว่า "เอ็งจะไปไหน?" ผมตอบ "ไปทำงาน" เพื่อนทำหน้างุนงงเหมือนไม่เชื่อว่าไปทำงานอะไรของมันวะ แต่งตัวอย่างนี้…
ครั้นอรรถาธิบายจนเพื่อนเข้าใจแล้วเขาก็บอกว่าอยากแต่งตัวอย่างผมไปทำงานเหมือนกัน แต่ติดขัดตรงระเบียบการแต่งกายของบริษัทที่เขาทำงานอยู่ แม้ว่าเพื่อนผมผู้นั้นเขาไม่ได้มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าคนใดเลย– เขาเพียงแต่นั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน
วันอาทิตย์ในห้วงยามนี้ของผมแตกต่างไปจากวันอาทิตย์ในห้วงยามเก่าก่อน–
สำหรับผม นอกจากจะได้เป็นนายของตัวเองแล้ว ผมยังมีงานเขียนอยู่ในหัว-ในสมุดบันทึกมากมายที่อยากจะสานต่อให้เสร็จ ทว่าเวลาในวันอาทิตย์นี้ก็ยังน้อยเกินไปจนผมนึกอยากให้เวลาในวันอาทิตย์มีมากกว่า 24 ชั่วโมง… มีมากกว่า 1 วันในหนึ่งสัปดาห์…
ทว่าไม่มีทางเป็นไปได้
มีทางเดียวที่จะทำได้คือต้องใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดนี้ให้ได้คุ้มค่ามากที่สุด ในบางครั้งเมื่อผมทำได้ ผมจะมีความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า- ทำไมวันอาทิตย์วันนี้ถึงได้เนิ่นนานจัง ทำสิ่งที่อยากทำหมดแล้วแต่เวลาของวันอาทิตย์นั้นก็ยังไม่หมดสักที ทั้งที่ระยะเวลาของวันอาทิตย์ก็มีอยู่เท่าเดิม มีเพียงจิตใจของผมเท่านั้นละกระมังที่ผกผันแปรเปลี่ยนไปได้ในแต่ละวันของวันนี้
เมื่อเวลายังไม่หมดแต่งานที่ทำหมดแล้วก็ไม่มีอะไรดีกว่าการเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เป็นวันจันทร์อีกแล้ว…
ผมต้องเหนื่อยต่อไปอีก 6 วัน จนกว่าจะถึงวันอาทิตย์ที่ผมรัก–ที่ผมเฝ้ารอกลับมาอีกครั้ง ·
Sunday, Dec.03, 2006





ท่านพี่อานันท์ขอรับ
ด้วยความแสนซนของกระผม กระผมเหลือบไปเห็นภาพของท่านพี่ใน GOOD MORNING SUNDAY ทางด้านบนนั่นแหละขอรับ
อยากถามท่านพี่ว่า ไอ้หมอนั่นที่พ่นควันบุหรี่ ปุ๋ย ปุ๋ย ในภาพนั่น ใช่ จิมมี่ แฮนดริก หรือเปล่าขอรับกระผม
คารวะ
ไอซ์
อา…พี่ท่านตั้งแบบหน้าแรกเสถียรไว้หรือขอรับ
ข้าพเจ้าก็หลงคิดว่าไม่ได้โพสท์เสียตั้งนาน เพิ่งเหลือบไปเห็น recent post
ตัวอักษรใน comment ใหญ่ได้ใจจริง ๆ พี่ท่าน
Jimmy the God
Yes.
ดีจัง วันนี้พี่อุตส่าห์แย่งคอมพ์จากหลานชายสุดหล่อลากดิน และนอนค้างบ้านคุณแม่เพื่อเปิดอ่านเรื่องของเธอ น่าสนใจดี อยากบอกว่า พี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีวันหยุดเมื่อไหร่ มีหลายอย่างที่อยากจะทำ และพี่จะตื่นเช้ากว่าวันทำงานเสียอีก เช่นวันทำงานจะตื่นแปดโมง หรือแปดครึ่ง แต่วันหยุดจะตื่นตั้งแต่ตีห้า แล้วก็อ่านหนังสือเป็นอาหารเช้าจนจบ พี่จะพยายามทำใจว่า โอเค เวลาส่วนตัวของเรามันแสนสั้น ถ้าเราทำอะไรเสร็จสักสิ่งหนึ่งได้ ก็ควรจะพอใจแล้ว ที่เหลืออีกเก้าสิ่งก็ไว้ทำต่อในวันหยุดหน้า ก็แล้วกัน จะได้ไม่ประสาทมาก เรื่องค่าใช้จ่ายในการไปทำงาน ก็เช่นเดียวกัน มันต้องลงทุนสูงมาก พี่กับเพื่อนบางคนชอบปรารภกันว่า เงินเดือนของเราส่วนใหญ่ต้องใช้ไปในการละลายความเครียด เช่น ซื้อเสื้อผ้า กินอาหารดีๆ ฯลฯ บางครั้ง เวลาเห็นคนใส่ชุดนุ่งขาวห่มขาวไปทำบุญ ยังว่าความจริงไม่เห็นต้องเปลื่องเงินซื้อเสื้อผ้ามากมายเลยจริงๆ และพี่ไม่ยักกะรู้ว่าน้องเป็นสาวกของกนกพงศ์ด้วย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาพี่กับ
หนุงหนิงไปงานราหูอมจันทร์มา สนุกดีรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง ในหมู่คนคอเดียวกัน เจอพี่เจน พี่ชายของกนกพงศ์ด้วย สักวันความฝันของพี่คงเป็นจริงบ้างหรอก และวันเสาร์ที่จะถึง ก็จะมีงานของสมาคมนักเขียนที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถ้าสนใจไปร่วมงานโทรฯหาพี่หรือหนุงหนิงก็ได้จ้ะ
สวัสดียามดึก
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่สมศรีครับที่ส่งไมตรีจิตเชิญชวนไปร่วมสังสันท์ในงานวันนักเขียน 5 พ.ค. 50 นี้…
วันอาทิตย์พี่ตื่นเช้าจัง ห้วงยามนี้ผมตื่นได้เร็วที่สุดก็น่าจะประมาณสามโมงเช้า จากนั้นก็ออกไปซื้อหนังสือพิมพ์จุดประกายวรรณกรรม ที่มีคนบ้านเดียวกับพี่คือ คุณนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ เป็นบอกอมาอ่าน…
สายหน่อยก็มานั่งก๊อกแก๊กหน้าแป้นพิมพ์หากมีงานเขียนแล้วก็ตรวจทานก่อนโพสต์…เคยถามตัวเองว่า จะทำไปทำกัน? ซึ่งไม่มีคำตอบครับ รู้อย่างเดียวว่า นั่นคือสิ่งที่เรารัก ทำแล้วมีความสุข
เนื่องจากก่อนเป็นคนอ่านแล้วมานั่งเขียน การอ่านของผมจึงลดน้อยลง (อิจฉาพี่นะ ที่อ่านเก่งมาก ๆ) อย่างไรก็ตามต้องหาเวลาอ่านบ้าง บนรถ ในส้วม หรือขณะกินข้าว…
งานหนังสือที่ผ่านมาผมซื้อหนังสือมาหลายเล่มมาก (นับตามสถิติของผม) ส่วนมากเป็นหนังสือปกเก่าครับ ลดราคา 20 – 50 เปอร์เซ็นต์ หากซื้อปกใหม่คงได้เป็นจำนวนน้อยเล่ม…
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว พี่เคยบอกว่าอยากจะเขียนงานที่พี่คิดอยากจะเขียนก็ขอเชิญร่วมส่งผลงานไปที่นิตยสารออนไลน์ก้าว…รอ…ก้าว ที่พวกเราช่วยกันทำสิครับ พี่สมศรีสอบถามรายละเอียดกับหนุงหนิงได้เลย นั่นน่ะ เขาเป็นเลขาฯกองเชียวนะพี่
อ้อ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ อีก ขอขอบคุณสำหรับความเห็นเรื่องสั้นวันชาติด้วยอีกหนึ่งครับ
เห็นว่าสกุลไทยจะทยอยตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ส่วนการรวมเล่มนั้น คาดว่าน่าจะเป็นปลายปี ช่วงงานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคมครับ
ถึงวันนั้นผมจะแจ้งข่าวกับพี่อีกครั้ง
ยินดีและดีใจที่พี่เข้ามาเยี่ยมเยียนครับไม่รู้ว่าจะบังอาจไปหรือเปล่า ที่ว่ามีความรู้สึกเหมือนเคยคุ้น แต่จริงๆนะ มันเหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง
พี่เคยไปค่ายวรรณกรรมสัญจรมั้ย ถามจริงนะ…คุ้นมาก มาก มาก …….
ไม่เคยเลยสักที่ขอรับ
ผมคนหน้าหลายโหลมั้งขอรับ
เหอ ๆ ๆ