๒๖.
“คุณหานี่อยู่ใช่ไหม?”
ผมสะดุ้ง หันควับไปมองเจ้าของเสียง ราตรียื่นสมุดบันทึกให้ผม ผมรับแล้วหลบเธอจะเดินกลับขึ้นห้อง
“คุณจะเขียนถึงฉันยังไงต่อ”
เธอร้องถามไล่หลัง เท้าผมหยุดกึก ราตรีคงอ่านสิ่งที่ผมเขียนไว้หมดแล้ว
สมองผมคิดหาคำตอบอย่างรวดเร็ว ทว่ามันหลากหลายคำตอบเสียเหลือเกิน มากเกินจนคัดเลือกไม่ถูก
ตัดสินใจหันหน้าไปผจญกับความจริง เดินเข้าไปหาเธอ ฝ่ามือที่เคยลูบไล้ใบหน้าบัดนั้นฟาดลงมาทันใด ผมตกใจด้วยคาดไม่ถึง มีแต่ความชาด้านเสียเกินจะรู้สึกเจ็บแสบอันใด
ผมทำอะไรผิดไปหรือ? คือคำถามที่อยากจะถาม แต่ชั่วขณะนั้นกลับพูดสิ่งใดไม่ออก
“คุณกล้าดียังไงถึงเอาเรื่องของฉันไปเขียน หรือคุณคิดว่าตัวเองเป็นนักเขียนจึงมีสิทธิ์”
“เรื่องของคุณ?”
“ทำไมคุณต้องย้อน”
“ผมไม่ได้ย้อนอะไรนี่ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของผมด้วยต่างหาก”
“อือฮึ คุณเลยถือสิทธิ์นั้น”
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงได้คิดอย่างนั้น การที่ผมจะเขียนบันทึกเกี่ยวกับใครสักคนมันไม่ชอบตรงไหน ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเข้าใจเรื่องสิทธิบ้าบออะไรนั่นแค่ไหน แต่อย่างน้อยคุณก็น่าจะคิดได้บ้างว่านี่มันเป็นบันทึกของผม–เป็นบันทึกส่วนตัว”
“ฉันคงไม่พูดเรื่องนี้หรอกหากว่าฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่คุณเขียนเอาไว้มันจะเป็นข้อมูลให้คุณเอาไปขยายเขียนเป็น–เรื่องบ้า ๆ ของคุณ”
“แต่ผมยังไม่ได้เขียนใช่ไหม ผมยังไม่ได้เขียนเรื่องบ้า ๆ นั่น มันเป็นแค่ความคิด เป็นความคิดที่ผมยังไม่ได้สรุปอะไรลงไป”
“แต่คุณก็คิด”
“ใช่ ผมคิด”
“ทำไม?”
“ทำไมอะไร”
“ทำไมคุณถึงไม่บอกว่าคุณไม่ได้คิด”
“ผมโกหกตัวเองไม่ได้”
“คุณรักฉันใช่มั้ย”
ผมอึ้งไปกับคำถามชนิดหักมุมสามร้อยหกสิบองศานิดหนึ่งก่อนตอบโดยไม่ต้องคิดมากความ
“ใช่ ผมรักคุณ”
“แล้วเรไรล่ะ”
“ผมไม่แน่ใจ”
“ไม่แน่ใจ ๆ รู้มั้ยว่านั่นน่ะแปลว่าคุณรักเธอ”
“เราจะพูดกันตรงนี้อีกนานไหม”
ผมตัดบท ไม่อยากพูดถึงเรไร บุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดด้วย
ราตรีไม่ตอบ เดินกลับขึ้นบ้าน
ผมยืนนิ่ง สรรพสิ่งรอบกายคล้ายหยุดนิ่งตามไปด้วย
“คุณจะไม่ขึ้นมาใช่ไหม”
“ไม่”
เธอเดินกลับลงมา
“เราต้องคุยกัน”
พลันผมคิดถึงภาพระหว่างเธอกับฮานา รวมทั้งเสียงกระเส่ารัญจวนนั่นด้วย ถามกลับไปทันใด
“แบบไหน ยืน นั่ง หรือนอน”
นัยน์ตาของราตรีเบิกโพลงในทันที ทว่าไม่มีประกายแห่งความโกรธ มีแต่ความวาววาม
“คุณต้องการอย่างไหนล่ะ?”
ผมเกือบโพล่งออกไปแล้วว่าก็อย่างที่คุณทำกับฮานาไงล่ะแต่ก็กลืนคำถามนั้นลงคอโดยพลัน ราตรีเดินเข้าไปในตัวบ้านผมเดินตามเธอเข้าไปนั่งลงที่ชุดเก้าอี้หวาย เธอออกมาจากครัวถือเบียร์มาสองกระป๋องลงนั่งข้างผม ยื่นเบียร์ให้ผม ผมรับไว้แล้ววางลงโต๊ะ
“ผมไม่แน่ใจว่ารสหวานที่ลอดเข้าไปสัมผัสลิ้นตัวเองนั้นเป็นรสจากเบียร์หรือของเหลวที่เกิดจากเลือดเนื้อของเธอกันแน่”
ไม่ใช่แค่คุ้นกับประโยคนั้นทว่าผมจำมันได้ขึ้นใจเลยทีเดียว ก็ประโยคนั่นน่ะผมเขียนไว้ในคืนวันที่สองที่ผมได้พบเธอ
“คุณอยากจะลิ้มลองมันอีกไหม”
เธอหัวเราะ น้ำเสียงออกไปในทางเย้ยหยัน
หากเป็นกาลเวลาอื่นผมจะนิยมชมชอบเธอที่สามารถจดจำสิ่งที่ผมเขียนไว้ได้ แต่ด้วยเสียงหัวเราะหยันเหยียดนั่นทำให้ผมคิดนึกตรงข้าม ผมเกลียดเสียงหัวเราะพานเกลียดเจ้าของเสียงหัวเราะบ้า ๆ นั่นด้วย ราตรีไม่รู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เข้าใจว่าผมรู้สึกอย่างไรกับประโยคนั้น มันเป็นความรู้สึกชื่นชมเธออย่างชัดเจนโจ่งแจ้งแต่เธอกลับดูถูกความรู้สึกนั้น ด้วยเสียงหัวเราะห่าบัดซบ!
“คุณคิดประโยคนั้นได้ยังไง”
“ความรู้สึกไง ผมใช้ความรู้สึกเขียนมันออกมา”
น้ำเสียงผมราบเรียบ ทั้งที่อยากตะโกนออกมาให้สมกับความคับแค้นใจ
“คุณไม่ได้ใช้ความคิด?”
ผมไม่ตอบ
“คุณใช้แต่อารมณ์ ใช้ความรู้สึก คุณเพ้อฝัน คุณไม่ชอบอยู่กับความจริง”
ผมเงียบ
“คุณทำราวกับว่าการได้พบฉันนั้นมันเหมือนความฝัน…คือความจริงหรือความฝัน แต่การปรากฏกายของเธอนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์…ความจริงความฝันคุณยังแยกไม่ออก คุณขัดแย้งในตัวเองนะ”
“มีใครบ้างล่ะที่ไม่ขัดแย้งในตัวเอง คุณงั้นรึ?”
“ฉันคิดแต่ว่าฉันมีอิสระ ฉันชอบตั้งคำถามแต่ฉันจะไม่สงสัยมัน”
“แล้วคุณจะได้คำตอบได้ยังไง”
“ฉันจะไม่คาดหวังจะต้องได้คำตอบในทุก ๆ เรื่อง มันจำเป็นนักหรือว่าทุกเรื่องจะต้องมีคำตอบ”
“นั่นเป็นเพราะคุณหามันไม่เจอ คุณถึงได้คิดแบบนั้น”
“ก็ในเมื่อหาไม่เจอจะดันทุรังหาไปทำไม”
เธอเปิดเบียร์ยื่นให้ผม ผมดื่มเข้าไปอึกใหญ่ อยากมึนหัวมากกว่าที่กำลังมึนงงกับคำพูดของเธอ
เหมือนราตรีจะบอกว่าเธอมีชีวิตอยู่กับความจริง ส่วนผมมีชีวิตอยู่กับความฝัน
“สิ่งที่คุณคิดว่ารู้นั่นรู้นี่มันก็แค่มายาคติ ความจริงคือมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไร ไม่มี อย่างคุณอาจคิดว่าตัวคุณนั้นมีอิสระ แท้ที่จริงคุณกำลังถูกพันธนาการด้วยความคิดว่าคุณมีอิสระ”
“งั้นคุณก็ถูกพันธนาการด้วยสิ”
“หึ ฉันมีอิสระ ไม่ใช่ฉัน ‘อยาก’ มีอิสระ”
ผมแค่นหัวเราะกับความคิดคำพูดนั้น
“อิสระ อิสระคือการหลุดพ้นจากเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างงั้นหรือ ผมเข้าใจถูกไหม”
ราตรีจุดบุหรี่ สีหน้าเอาจริงเอาจัง
“คุณเคยบ้างมั้ย ในชีวิตของคุณเคยทำอะไรอย่างไร้เงื่อนไขสักครั้งมั้ย”
ผมจุดบุหรี่บ้าง เสียงแห่งความเงียบเข้าโอบล้อม ควันสีเทาม้วนตัวปกคลุมอยู่รอบกาย
“ครั้งหนึ่ง วันนั้นไม่มีเวลา ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต มีแต่สิ่งที่เป็นอยู่ตรงหน้า ผมนั่งดูท้องทะเลโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นทะเล นอนดูท้องฟ้าโดยที่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นท้องฟ้า ในหัวของผมไม่มีอะไร ไม่ได้คิดอะไร รอบกายผมคล้ายไม่มีการเคลื่อนไหว มีเพียงผมเท่านั้นที่เคลื่อนไหว มีเพียงลมหายใจเข้าลมหายใจออก ผมรู้สึกถึงความสงบ สงบกับการที่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น เหมือนจับเอาทุกอย่างโยนทิ้งไป มันเบามันโล่ง รู้สึกถึงพลังบางอย่างเข้ามาทดแทน เป็นแรงขับดันให้ชีวิตเคลื่อนเดินหน้าต่อไปได้”
“คุณได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ชีวิตคนเรามันควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่แบ่งแยกแตกตัวออกมาจากมัน แต่ถึงจะพยายามแยกแตกตัวออกมาได้สุดท้ายก็ต้องกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับมันอยู่ดี แตกสลายรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือความจริงแห่งชีวิต ความเพ้อฝันคือการพยายามแยกแตกตัวออกจากความจริง”
“ผมว่ามันไม่ถูกไปทั้งหมด บางครั้งความเพ้อฝันก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเยียวยาชีวิต มีข้อแม้ว่าต้องไม่เพริดไปกับมัน”
“ต้องไม่ทิ้งฐานของความจริง”
“มันเป็นอิสระอย่างหนึ่งของมนุษย์ เรามีอิสระที่จะคิด ที่จะฝันต่าง ๆ นานา แต่นั่นมันยังไม่ใช่อิสระจริง ๆ อย่างที่คุณว่าใช่ไหม คือมันยังมีเงื่อนไขที่ทำให้เราอยากเป็นอิสระ”
ผมและราตรีสบตาประสานกัน ต่างคนต่างกระโจนเข้าไปค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ตกตะกอนอยู่ในก้นบึ้ง
“ฉันรักคุณ เรไรก็รักคุณ แต่ความรักของเราไม่เหมือนกัน”
ราตรีโน้มตัวเข้าหาผม ริมฝีปากสัมผัสริมฝีปาก ลิ้นสัมผัสลิ้น ผมแน่ใจแล้วว่ารสหวานที่ลอดเข้าไปสัมผัสลิ้นตัวเองนั้นเป็นของเหลวที่เกิดจากร่างกายของเธอ
ราตรีผละออกจากอ้อมแขน
“ราตรีสวัสดิ์”
๑๕-๑๙ ก.ย. ๕๓
นานาทรรศนะ