18
มิ.ย.
09

ต้นร่างเรื่องไม่สั้น ๙.

อ่านตอนที่แล้ว

๙. สายลม

รัตติกาลกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่หญิงสาวที่ชื่อราตรี

            เสียงท้องผมร้องโครกคราก ตาลาย และยิ่งพร่าเลือนเมื่อนั่งจ้องมองจอคอมพิวเตอร์  อยากทำงานต่อให้เสร็จสิ้นขั้นตอนแต่ก็ต้องตัดใจ  ไม่มีประโยชน์อันใดหากท้องหิวสมองย่อมทึบตื้อ ความคิดไม่โลดแล่น สุดท้ายก็เสียเวลาเปล่า สุขภาพร่างกายพลอยเสียไปด้วย

            ปิดคอมพิวเตอร์ ลุกเดินไปหยุดที่ประตูระเบียง  สายน้ำเจ้าพระยาดำทะมึนแต่อาคารริมฝั่งที่ตั้งอยู่เรียงรายเปิดไฟสีนวลสว่างไสว  ลานริมน้ำของเกสต์เฮ้าส์เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว  ผมบอกตัวเองว่าฝนคงหยุดตกแล้ว  ถามตัวเองว่าร้านข้าวต้มจะขายไหม  คำตอบคือไมรู้  ถ้าไม่ขายกินอย่างอื่นก็ได้ ขอให้ได้ออกจากห้องพักก่อนเถอะ, ผมหยิบกระเป๋าสตางค์ คว้าร่ม ปิดสวิตช์ไฟ เปิดประตู

            ที่ห้องตรงข้ามหญิงสาวสองคนชะงัก ถอนริมฝีปากจากกัน รีบไขประตูห้องเปิดเข้าไป

            ราตรี!

            ใช่, นั่นราตรี  อีกคนคงเพื่อนเธอที่ผมเห็นเมื่อกลางวัน  ผมจำเธอได้ เกือบจะร้องชื่อเธอออกมาเสียด้วยซ้ำ  แต่เธอ…สายตานิ่ง เย็นชา ไม่ต่างจากคนที่เดินสวนกันไปมาอยู่ทุกวี่วัน

            สวนกันทุกวันแต่ไม่เคยทักทายกัน เพียงเพราะเราไม่รู้จักกัน  แววตาของราตรีเป็นเช่นนั้น

ผมเดินลงบันไดแช่มช้า ใจสับสน ในหัวมีแต่เรื่องราวของราตรี, เสียงหนึ่งเรียก ภาพราตรีกับเพื่อนสาวเมื่อพลันหายไป  เรไรยืนอยู่ตรงหน้า

            เรไรขอโทษนะจ๊ะ มาช้าไปเกือบยี่สิบนาที

            ผมยืนนิ่ง ไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด

            ไปกันหรือยัง?  เรไรคว้ามือผม

            ไปไหนหรือเร?

            หิวจนตาลายสมองทึบแล้วใช่ไหม  ก็เรบอกว่าจะกลับมากินข้าวกับภาณุยังไงล่ะ  ลืมแล้ว?

            กินข้าวกับเรไร?  ใช่, ผมลืม  ลืมเสียสนิท แต่จำใจต้องบอกเธอไปอีกอย่าง

            หึ  เราลงมาคอยเรต่างหาก  ข้าวต้มขายมั้ย?

            ขายจ้ะ  ไปสิเร็วเข้า หรือหิวจนไม่มีแรงก้าวขาแล้ว  เรไรฉุดมือผมให้ออกเดิน

            ฝนยังคงโปรยปรายเป็นละอองฝอย  ผมกางร่มคันใหญ่ขนาดเดินคู่กันได้อย่างสบาย ๆ แต่เรไรกับผมกลับเดินเบียดชิดกัน  ผมนึกถึงแม่เหล็ก  ตรงกลางระหว่างเราสองคนมีแรงดึงดูด  บางขณะบังเกิดกระแสไฟฟ้าแล่นสลับแปลบปลาบจากท่อนแขนไปจนทั่วทั้งร่าง

 

ผู้หญิงเดินจูงมือกัน จูบกันไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคู่รักกันเสมอไปนะภาณุ

            เรพูดเหมือนกับว่าเรเคยงั้นล่ะ

            ไม่ใช่เคยหรือไม่เคยสักหน่อย

            จูงมือล่ะ เคยไหม?

            เคย

            เพื่อนกัน?

            ก็เพื่อนน่ะสิจ๊ะ

            ทำไมต้องจูง

            ภาณุไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิง

            ยังไง?

            คือการแสดงออกอย่างหนึ่ง เป็นความสนิทสนม

            ผมตักไข่เจียวหมูสับใส่ปาก ตามด้วยข้าวต้มสองคำ

            ก็เหมือนผู้ชายไงล่ะ เดินกอดคอกัน  ภาณุจะไปเดินกอดคอกับใครทุกคนได้หรือเปล่า

            ถ้าผู้ชายเดินจูงมือกันล่ะ

            ก็คงมีคนมองเป็นตาเดียว  เรไรหัวเราะ  ผู้ชายอย่างภาณุเดินจูงมือเพื่อนหรือเปล่า  เพื่อนเดินจูงมือภาณุไหม

            ไม่

            นั่นล่ะ ความแตกต่างในการแสดงออกระหว่างผู้ชายผู้หญิง

            แล้วจูบกันล่ะ?

            เรไรวางช้อนลงถ้วยข้าวต้ม เท้าคาง  ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างภาณุคิดนี่

            แสดงว่ามีโอกาสเป็นและไม่เป็นได้ทั้งสองอย่าง

            ใช่  แต่เราไม่ควรคิด ควรหยุดความคิดไว้เท่านี้

            คิดไปก็ไม่มีคำตอบ?

            ภาณุได้คำตอบมั้ย?

            ผมยิ้ม ส่ายหน้า

            ทำไมภาณุถึงถามเรเรื่องนี้ 

ผมเล่าสิ่งที่เห็นหน้าห้องตรงข้ามให้เรไรฟัง

            จู่ ๆ ลมแรงขึ้นมา ค่อยทวีความแรงขึ้น  เด็กหนุ่มบริกรตะโกนบอกลูกค้าให้ย้ายเข้าไปนั่งในร้าน เกรงว่าฝนจะตกลงมาอีกรอบ

 

 

ข้าวต้มกับเบียร์หนึ่งขวดหมดไปแต่ฝนยังคงตก ทำท่าจะตกยาวไปจนเช้า…  ใจผมกังวล เรไรจะกลับบ้านอย่างไร  มองที่หน้าร้านไม่เห็นแท็กซี่แล่นผ่านไปมาสักคัน

            เราเดินไปส่งเรดีไหม?

            ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรให้ดีกว่านั้น  เรไรเงียบไปตั้งแต่ผมเริ่มดื่มและนั่งมองสายฝน  บางขณะเธอถามผมว่าคิดอะไรอยู่ ผมตอบว่าเปล่า  ผมไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรจริง ๆ ทั้งที่กำลังคิด

            ที่นั่งเงียบน่ะเพราะคิดเรื่องนี้หรือ?  เรไรหันไปมองนอกร้าน  ภาณุมองอะไร?

            เรามองไม่เห็นอะไรเลยเร  ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง ไม่มีตัวตน

            เราจะเดินไปด้วยกันท่ามกลางความหยุดนิ่งงั้นหรือ?

            ผมยักคิ้ว

            บ้านะ  เรไรหยิบแก้วเบียร์จากมือไปดื่ม ทำจมูกย่น ร้องแอะ  ฝนตกอย่างนี้ใครเขาเดินกันเล่า

            เรา

            เรา?

            ใช่, เรา

            เรไรดื่มอีก  เราจะเดินไปไหนกัน 

            บ้าน

            บ้าน?

            ใช่, ที่นั่นแหละ  ผมรินเบียร์

            พอแล้ว  ใบหน้าของเรไรเป็นสีชมพูระเรื่อ

            ผมยิ้มขำ 

in the wind

 

 

หมายเหตุผู้โพสต์.

ผู้เขียนต้องขออภัยในความล่าช้าของตอนล่าสุดนี้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ป่วย  ต้องเข้าผ่าตัดยกเครื่องในเกือบทั้งหมด  ยังอยู่ระยะพักฟื้น ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต, คารวะ.

 


3 Responses to “ต้นร่างเรื่องไม่สั้น ๙.”


  1. มิถุนายน 20, 2009 ที่ 15:26

    อา..
    ขอให้ผ่านระยะพักฟื้นโดยเร็วขะรับ

    -ไอ้เสมา-

  2. 2 taifah
    มิถุนายน 27, 2009 ที่ 11:14

    จะติดตามตอนต่อไป นะครับ

  3. มิถุนายน 30, 2009 ที่ 12:33

    ขอบคุณและยินดีต้อนรับครับ


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 71,885 hits

RSS ก้าวรอก้าว

RSS นารินทร์ ทองดี

  • ความมืดมนของนักเขียนหนุ่ม พฤศจิกายน 8, 2009
    ทองดี โคกกระโดน รู้สึกเหงาอย่างประหลาด เปลวเทียนวูบไหว อากาศหลังตีสี่ค่อนข้างเย็น แผ่นกระดาษบนโต๊ะญี่ปุ่นยังคงว่างเปล่า มันถูกทับด้วยปากกา RENOLDS ที่ยังฝังหัวอยู่ในปลอก ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่นึกอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ อาการนี้เขาเป็นมานานแล้ว ทุกครั้งที่ประสบกับความตีบตันเช่นนี้ เขาจะรู้สึกเหงาและเศร้าแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าหรอกหรือ ในเมื่อคนที่เป […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)