ศาสนาและอัตลักษณ์
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๗๖, ๒๔ พ.ย .- ๔ ธ.ค. พ.ศ.๒๕๕๑
……………………………………………………………………………………………………..
ในขณะที่อัตลักษณ์ของชาวเลกำลังได้รับความเคารพในสังคมไทยมากขึ้น อัตลักษณ์นั้นก็กำลังแปรเปลี่ยนไป จนในที่สุดจะเหลือชาวเลที่ครองชีวิตตามอัตลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้เพราะอัตลักษณ์ไม่ได้อยู่ลอย ๆ หากสัมพันธ์กับทรัพยากรที่เผ่าพันธุ์เคยใช้มาอย่างแยกออกไม่ได้ เมื่อที่ดินริมทะเลซึ่งเคยเป็นทำเลที่อยู่อาศัย เพื่อหากินกับทะเลถูกนายทุน (และราชการในนามของที่ราชพัสดุ) ยึดไปจนแทบไม่เหลือ จะให้ชาวเลใช้ชีวิตอย่างบรรพบุรุษต่อไปได้อย่างไร
อัตลักษณ์ของใครก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่เคยหยุดนิ่งกับที่สักอัตลักษณ์เดียว หากอัตลักษณ์ของใครหยุดนิ่งกับที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยแล้ว ผมเชื่อว่ากลุ่มคนนั้น ๆ ย่อมสูญเสียอัตลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิงจนถูกลืมสนิท ไม่อาจใช้อัตลักษณ์นั้นในการต่อรองอะไรในวงสังคมกว้างได้
แต่หากทุกอย่างในอัตลักษณ์เปลี่ยนหมดก็ไม่เหลืออัตลักษณ์ไว้อีกนั่นแหละ กระบวนการเปลี่ยนอัตลักษณ์จึงมีความสำคัญและน่าสนใจ เพราะจะเปลี่ยนจะปรับให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร โดยยังคงยี่ห้อหรือความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ให้คนอื่นหมายรู้ได้
เรื่องนี้ไม่ง่ายนะครับ และหลายกลุ่มคนโลกนี้ทำไม่สำเร็จ เช่นปรับเปลี่ยนไม่ได้จนถูกความเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้สูญเสียตัวตนไป หรือตรงกันข้าม คือกระบวนการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ทำลายอัตลักษณ์เสียเอง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งในชุมชนชาวเลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ นั่นคือการเปลี่ยนศาสนา
ชาวเลที่สังกะอู้ บนเกาะลันตาประสบภัยสึนามิ แต่ความช่วยเหลือของทางราชการไทยก็ไม่เคยไปถึง หรือไปถึงอย่างไม่ตรงกับความต้องการ
กลุ่มเผยแพร่ศาสนาคริสเตียนกลุ่มหนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จำนวนหนึ่งของชาวเลได้ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้สอนศาสนา เกิดประทับใจในความเมตตาอารีของเขา ในที่สุดก็เปลี่ยนศาสนาเป็นคริสเตียน
ชุมชนชาวเลที่นั่นจึงแบ่งออกเป็นสองพวก ได้แก่พวกที่เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว กับอีกพวกหนึ่งที่ยังนับถือศาสนาดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์
เคยได้ยินมานานแล้วว่า ผู้ที่เปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์หรือพุทธก็ตาม มักไม่เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เพราะถือว่าเป็นการนับถือผีที่ขัดกับหลักศาสนาของตน
กลุ่มที่ยังนับถือศาสนาดั้งเดิมไม่ยอมให้ผู้ที่เปลี่ยนเป็นคริสต์แล้ว ใช้ป่าช้าเป็นที่ฝังศพ
อย่างที่กล่าวแล้วว่าทรัพยากรที่ดินของชุมชนมีจำกัด การหาที่ทำสุสานคริสต์จึงมิใช่เรื่องง่าย
กลุ่มผู้สอนศาสนาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า ผู้กลับใจได้พบพระคริสต์ในจิตใจของตนเอง จึงเปลี่ยนความเชื่ออันเป็นประสบการณ์ที่เกิดแก่เขาเฉพาะราย ไม่ได้หมายความว่าเขาตัดขาดตัวเองออกไปจากชุมชนชาวเล
ผมคิดว่าคำอธิบายนี้น่าสนใจมาก ขอให้สังเกตนะครับว่าศาสนาในคำอธิบายนี้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรือประสบการณ์ส่วนบุคคล สถิตอยู่ในจิตใจของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น, ชุมชน, รัฐ หรือโลกทั้งหมดเลย เหมือนกับความเชื่อว่าปีนี้จะหนาวหรือไม่หนาวเท่านั้นเอง
หลักการความเป็นฆราวาสวิสัย (secularity) ของการเมือง, รัฐ, เศรษฐกิจ, วิชาการความรู้ ฯลฯ (แหะ ๆ – แม้แต่ของศาสนาเองดังพุทธศาสนาในเมืองไทย) อันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย ก็ตั้งอยู่บนทัศนคติที่มองศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกดังกล่าวนี้
และเพราะเป็นเรื่องของปัจเจก จึงไม่กระทบถึงอัตลักษณ์ของกลุ่ม คริสต์ชนเหล่านี้ยังเป็นชาวเล เป็นสมาชิกของชุมชนและพึงได้รับสิทธิ์ต่าง ๆ ที่ชุมชนมอบให้แก่สมาชิกอย่างเสมอภาพกับคนอื่น
แต่ศาสนาไม่เคยเป็นเรื่องของปัจเจกชนมาก่อนในโลก เพิ่งเป็นในตะวันตกไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง (หลังจากผ่านสงครามศาสนาหรือสงครามที่อ้างศาสนามาหลายครั้งหลายหน) แล้วฝรั่งก็พยายามยัดเยียดหลักการนี้ให้แก่อาณานิคมของตัวเอง ส่วนหนึ่งเพื่อปกครองได้ง่ายขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเปิดทางให้แก่มิชชันนารีทำงานได้สะดวกขึ้น (มิชชันนารีมีบทบาทสูงในระบอบอาณานิคมของทุกประเทศ)
แม้ประนั้น ส่วนใหญ่ของผู้คนในโลกก็ยังไม่คุ้นเคยกับการแยกศาสนาออกจากชีวิตส่วนอื่น ๆ ภายนอกจิตใจของตนเองจนถึงปัจจุบัน ถึงจะจัดระบบปกครอง, ระบบกฎหมาย, การศึกษา ฯลฯ ให้สอดคล้องกับตะวันตก แต่ลึกลงไปแล้วก็ยังผูกพันสิ่งเหล่านี้เข้ากับความเชื่อทางศาสนาอยู่ดี
ในประวัติศาสตร์ของภาคกลางไทย มีเรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินจับบาทหลวงฝรั่งเศสไปจำขื่อคาและเฆี่ยนตีภายหลังรัชสมัยพระนารายณ์ แต่นั่นไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อฝรั่งเศสของราชวงศ์ใหม่ หากเป็นเพราะบาทหลวงกีดกันไม่ให้ไพร่ไทยที่เข้ารีตแล้ว ไปร่วมขบวนแห่ต่าง ๆ ตามที่ถูกเกณฑ์ เพราะขบวนแห่นั้นเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา (เช่นเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินเป็นต้น)
แต่การไปจ่ายแรงงานตามเกณฑ์เป็นรากฐานของการปกครองไทย หากการเกณฑ์มีเงื่อนไขว่าบาทหลวงจะอนุญาตหรือไม่ พระอำนาจก็ถูก “กบฏ” ถ่วงดุลได้ จึงต้องปราบปรามลงโทษบาทหลวง เท่ากับตั้งตัวเป็นกบฏนั่นเอง
เรื่องทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยของภาคเหนืออีกเหมือนกัน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ต้องประหารมิชชันนารี เพราะแทรกเข้ามาในพระราชอำนาจ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมองจากสายตาฝรั่ง ศาสนาเป็นเรื่องปัจเจกไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐ
ประสบการณ์ความแตกแยกในชุมชนเช่นนี้เคยเกิดกับชุมชนกะเหรี่ยงบางแห่งเหมือนกัน พวกที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ไม่อาจร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชนได้ และก่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในความสัมพันธ์ภายใน
พิธีกรรมที่ชาวบ้านทำ อาจเกี่ยวกับพระเจ้าของเขา หรือบรรพบุรุษของเขาก็จริง แต่ “หน้าที่” (function) ของพิธีกรรมเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่การบูชาผีล้วน ๆ อย่างที่ศาสนาสมัยใหม่มักเข้าใจผิด การไม่เข้าร่วมในพิธีกรรมจึงก่อให้เกิดความแตกแยกในชุมชน จนกระทั่งทุกฝ่ายอาจดำเนินชีวิตตามวิถีทางเดิม (ที่ตัวถนัด) ต่อไปไม่ได้
หมู่บ้านไทยในอดีตฝากสมบัติกลางชุมชนจำนวนไม่น้อยไว้กับวัด เพื่อให้วัดใช้ด้วยและชาวบ้านก็สามารถใช้ได้ด้วย เช่นเสื่อสาด, ถ้วยโถโอชาม ฯลฯ ชาวบ้านก็อาจยืมวัดใช้ในโอกาสที่มีงานต่าง ๆ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะหาและเก็บของเหล่านี้ไว้ใช้เอง
คนที่เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว ยังร่วมเป็นเจ้าของสมบัติกลางนี้อยู่หรือไม่?
เพราะศาสนาไม่ใช่เรื่องของปัจเจก จึงสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง ชุมชนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ดังที่กล่าวแล้ว ในขณะที่เกิดปัญหากับชาวเล กะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ และจะกระทบถึงอัตลักษณ์อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะหากศาสนาใหม่ไม่ยอมกลืนตัวเองเข้ากับความเชื่อดั้งเดิม
ความเป็นชาวเลหมายถึงอะไรบ้าง ศาสนามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับอัตลักษณ์นั้นมากน้อยเพียงไร ถ้าเกี่ยวมาก ก็ยากที่จะรักษาความเป็นชาวเลไว้ได้ เมื่อเปลี่ยนศาสนา
ยกเว้นแต่วัฒนธรรมชาวเลจะแข็งแกร่งพอที่จะค่อย ๆ แยกเอาศาสนาออกไปจากเอกลักษณ์นั้นเสีย ดังการไหว้ของไทยซึ่งถูกทำให้ขาดออกไปจากศาสนาพุทธโดยสิ้นเชิง คนต่างศาสนาจึงไหว้กันได้โดยไม่ตะขิดตะขวง หรือแม้แต่กราบศพได้ (ยกเว้นมุสลิมที่เคร่งครัดจำนวนหนึ่ง)
แต่ดังที่กล่าวไว้ในตอนแรกแล้วว่า ชาวเลถูกพรากออกไปจากทรัพยากรที่เคยใช้เพื่อจรรโลงอัตลักษณ์ของตน ผมจึงเดาว่าคงยากที่ชาวเลจะสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ได้ แล้วเขาก็จะถูกกลืนหายไปในสังคมไทยโดยเกือบจะสิ้นเชิง ·
picture : http://imagecache2.allposters.com





จิตวิญญาญ Pure Empty
คำว่าจิตวิญญาญ หรือ วิญญาญ คนเรายังคงไม่มีความชัดแจ้งในเรื่องรูปแท้ของวิญญาญ หรือจิตวิญญาญ ว่าจริงๆแล้วคืออะไร คำว่าจิตวิญญาญ เป็นคำที่คัดขึ้นมาใหม่ใช้แทนคำว่าวิญญาญ จิตวิญญาญเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง หรือ จุดศูนย์กลางของจักรวาล จิตวิญญาญ มีรูปเป็นอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) มีมวลอนัตตาเป็นหนึ่ง ไม่ปรากฏรูปร่างรูปทรง ทุกๆสรรพสิ่ง มีเพียงหนึ่งจิตวิญญาญ และไช้ร่วมกันในหนึ่งนั้นเพียงจิตวิญญาญเดียว ไม่ไช่เรามีวิญญาญกันคนละดวง Only one soul (วิญญาญเดียวไช้ด้วยกันทุกสิ่ง คน สัตว์ สิ่งต่างๆ ท้องฟ้า ดวงดาว อวากาศ-เวลา ฯลฯ) หนึ่งเอกภพ หรือ หนึ่งจักรวาลมีหนึ่งจิตวิญญาญเป็นมวลเดี่ยว สิ่งเดี่ยวๆ จิตวิญญาญคือสิ่งที่ตรงข้ามกันกับทุกสิ่งที่มีปรากฏอยู่ (ความมีปรากฏอยู่ คือ ตัวตนของทุกสิ่ง-ความไม่มี, ความดับ คือ จิตวิญญาญ) ความไม่มี, ความดับ คือ นั้นคือสภาพธรรมที่ทางพุทธเรียกว่า “นิพพาน”
นิพพาน คือ สภาพของธรรมชาติที่ทุกสิ่งดับหายไป หรือ“ว่าง”แต่นิพพานหรือความว่างนั้นไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของธรรมชาติทั้งมวล ในศาสตร์แห่ง Pure Empty ได้ค้นพบธรรมชาติอันเป็นที่สุด หรือ ความเป็นนิรันดร์ ความไม่มีบทสิ้นสุดของธรรมชาติทั้งมวล (เกิด และ ดับ สลับกันไปไม่มีจุดสิ้นสุด) ความเป็นนิรันดร์นั้นคือความตายแท้ หรือ ตายแน่ แน่อยู่เช่นนั้นตลอดกาล
Pure Empty (ไม่มีศาสนา)
Pure Empty แปลว่า
ความว่างปล่าวบริสุทธิ์
ชื่อนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๐
โดยศิลปิน (จิตรกร) ที่มีชื่อว่า
นาย อนุสรณ์ เหมือนสุวรรณ (ต้น)
เป็นผู้ประกาศชื่อ Pure Empty
เป็นอีกหนึ่งลัทธิ โดยความเป็นเอกลัทธิ
เป็นลัทธิที่เป็นอิสระออกจากทุกลัทธิ
ที่มีอยู่บนโลก หรือ การแยกความเป็นตัวตน
ออกจากความเป็นศาสนา หรือ
ความไม่มีศาสนา แต่มีความจริงแท้ (สัจจธรรม)
ที่อยู่สูงกว่าความเป็นจริงสามัญ
ที่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ทั้งหมด
Pure Empty ได้กล่าวถึง
ธรรมชาติที่เป็น ความว่าง ความไม่มีสิ่งใดๆ
หรือมีค่าเป็นศูนย์ แต่ศูนย์นั้นคือ
อีกหนึ่งของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ความว่างนั้นเป็นอัตตา (มีตัวตน)
ไม่ไช่อนัตตา (ไม่มีตัวตน) หรือ
ความว่าง ความหายไป ความดับไป
ความไม่มีอะไรใดๆ ก็คือ
ตัวตนอีกหนึ่งชนิด อีกหนึ่งอย่าง
ตัวตนของความว่างก็คือความว่างนั่นเอง
Pure Empty ไช้การจินตนาการ
หยั่งรู้ความจริงตามเหตุและผลสูงสุด
ของสรรพสิ่งทั้งมวล จนเห็นแจ้งแท้จริง
ถึงความหมาย ของความไม่สิ้นสุด
หรือ ความเป็นนิรันด์ของเอกภพ
ความจริงที่ไม่มีสิ่งใดหายดับไป
โดยไม่หวลกลับมาสู่การเริ่มต้นเพื่อ
ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบนิรันด์
สรรพสิ่งนั้นเกิดขึ้น ดำเนินไป แล้วดับลง
เพื่อเกิดขึ้น ดำเนินต่อไป แล้วดับลง
วนเวียนอย่างไม่มีสิ้นสุด
สรรพสิ่งทั้งมวล
นั้นเกิดขึ้นจากความว่างปล่าวของกาลเวลา
หรือ ศูนย์เอกภพ เมื่อสรรพสิ่ง
และกาลเวลานั้นดับลง
ทั้งหมดจะคืนสู่ศูนย์เอกภพ
เพื่อการอุบัติขึ้นใหม่ของสรรพสิ่ง
โดยไม่เคยจบสิ้น ศูนย์อนันต์ หรือ
ศูนย์เอกภพ คืออีกหนึ่งเอกภพด้วยเช่นกัน
สองเอกภพในเอกภพเดียว
Two in one สองอยู่ในหนึ่ง
**มันไม่มีเหตุผลหากคุณจะบอกว่าเมื่อทั้งหมดทุกสิ่งหายไปหรือถึงจุดจบและมันจะไม่กลับมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกเลย
ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ
ทั้งหมดทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้
เมื่อมันเกิดขึ้นได้เองแล้ว และเมื่อมันหายไป
มันจะต้องหวนกลับเพื่อเกิดขึ้นอีกครั้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่สายเห็นได้ในเวลานี้นั่นคือ
เหตุผลและมีความสำคัญมาก
มันคือคำตอบของทุกสิ่งที่หายไป
และมันจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยไป
เมื่อทุกสิ่งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาในเวลานี้
ทั้งหมดเกิดขึ้นแล้วจากความว่างปล่าว
และเมื่อมันหายกลายไปเป็นความว่างปล่าว
และจากความว่างปล่าวนั้นก็กลับกลายมาเป็น
เช่นทั้งหมดทุกสิ่งที่เห็นได้ในเวลานี้
เหมือนครั้งแรกของจักรวาล
ที่ทั้งหมดไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่แล้วทุกสิ่งก็เกิดขึ้นเช่นที่ทุกคนรู้
Pure Empty ไม่ประกาศ
ความเป็นศาสดา ความเป็นศาสนา
ไม่ประกาศลัทธิ ด้วยเห็นแจ้งความจริงแท้
สรรพสิ่ง สรรพชีวิต ตลอดจนความเป็นมนุษย์
ทั้งหมดนั้นมีความเป็นไปในสังสารวัฏ
เหมือนๆกัน อย่างไม่เคยจบสิ้น
ไม่มีเวลาที่จะสิ้นสุด ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในลัทธิ
หรือศาสนาใด ก็ไม่มีความแตกต่าง
ในความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดนั้นยังคงมี
ปรากฎอยู่ในเอกภพเดียวกัน
ไม่อาจแยกออกจากกัน
Pure Empty แยกความรู้สึกนึกคิด
ออกจากความมีศาสดา ศาสนา ลัทธิ
ความรู้สึกนึกคิด (จิตวิญญาญ)
จึงเกิดความบริสุทธิ์ (ความว่าง)
ต่อสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่เห็นความแตกต่าง
ในความเป็นชีวิต ในความเป็นมนุษย์
ไม่มีการแยกออกเป็นลัทธิ
เพื่อเลือกวิธีปฏิบัติ บริหาร จัดการ
และควบคลุม ระบุความถูก ความผิด
Pure Empty มองสรรพสิ่ง
โลก และชีวิต มีความบริสุทธิ์เหมือนกัน
มองโลกทั้งใบนี้ เป็นโลกที่พึ่งเกิดใหม่
ชีวิตและมวลมนุษย์ล้วนเกิดขึ้นมาใหม่ๆ
(เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆขณะนี้พร้อมกัน)
และยังไม่มีผู้ใดประกาศเพื่อแยก
หรือตีค่าความหมายทั้งมวล และแยกออก
เป็น ความถูก ความผิด ความดี ความชั่ว
ให้มีรอยด่างขึ้นบนโลกและชีวิต
Pure Empty ลบความหมาย
ที่ระบุค่า เป็น ความถูก ความผิด
ความดี ความชั่ว ออกจากความรู้สึกนึกคิด
ลบออกจากสภาวะทางอารมณ์ สภาวะจิตร
โลกทั้งมวลจึงมีค่าเป็นความบริสุทธิ์
เป็นความใหม่ ความบริสุทธ์สดใส
ไม่มีความด่าง หรือมลทินใดๆ
Pure Empty คือความเป็นหนึ่งเดียว
ในความหมายของความเป็นมนุษย์
ที่มาพร้อมกันกับโลกใบใหม่
ก็คือโลกใบปัจจุบันนี้ ที่มีเราทั้งหมด
ที่เป็นมนุษย์ดำรงค์อยู่ และมีความบริสุทธิ์
เสมอเหมือนกัน ดังนั้น Pure Empty
จึงไม่ปรากฎความเป็นศาสนา ความเป็นศาสดา
ความเป็นลัทธิ ซึ่งล้วนเป็นค่าทางความนิยม
ที่มีผลทางด้านจิตใจต่อผู้ถือศรัทธาในลัทธินั้นๆ
Pure Empty เป็นเสมือนเงาในกระจก
ที่สะท้อนให้เห็นความศรัทธาที่แตกต่าง
ในแต่ละลัทธินั้น สะท้อนว่าไม่แตกต่างกัน
เราทั้งหมดคือชีวิต เราคือมนุษย์เสมอกัน
ความที่คนเรารักตนเองและผู้อื่นน้อยเกินไป
จึงมองไม่เห็นคุณค่าแท้ในความเป็นมนุษย์ที่มี
อยู่บนโลกนี้ว่าเรามีความดีงามเสมอเหมือนกัน
สรรพสิ่ง สรรพชีวิต มวลมนุษย์ทั้งผอง
ล้วนกำเนิดมาจากความว่างปล่าวบริสุทธิ์
คือ สัจจะอันสูงสุด
: ปัจจุบันมีผู้ถือศรัทธา
อยู่ใน Pure Empty มีหนึ่งคน
คือผู้ประกาศนาม Pure Emptyนั่นเอง
Pure Empty
ปราถนาดีจากใจบริสุทธิ์
อนุสรณ์ เหมือนสุวรรณ
โอว ขอบพระตุณครับ