สวัสดีวันอาทิตย์ ๓/๓๖
อากาศในกรุงเทพเย็นลงจะกี่องศาผมไม่ทราบ ไม่ถึงกับหนาวจัดแต่อยู่ในขั้นกำลังดี แดดจัดไม่ร้อน เดินตากแดดแล้วเหงื่อไม่ท่วมแต่คันยิบ ๆ
บางคนบอกว่าอากาศอย่างนี้เช้า ๆ ไม่อยากตื่น อยากนอนต่อ ใครจะว่าอย่างไรสำหรับผมแล้วอากาศเย็นนอนไม่สบาย เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังก็รีบลุกขึ้น หากต้องนอนขดใต้ผ้าห่มสู้ลุกขึ้นมายืดแข้งยืดขาดีกว่า บางคนว่าน้ำตอนเช้าไม่อาบเอาแค่ลูบตัว แต่ผมราดน้ำโครม ๆ เย็นสดชื่นสะใจดี
ที่จริงอากาศในกรุงเทพยังไม่หนาวเย็นขนาดอาบน้ำไม่ได้ เทียบยังไม่ได้กับต่างจังหวัดที่เห็นภาพเด็ก คนเฒ่าคนแก่ ไม่เว้นแม้กระทั่งหนุ่มสาวนั่งพิงรับไออุ่นข้างกองไฟเล็ก ๆ อุณหภูมิต่ำกว่า ๑๐ องศาฯ อย่างนั้นจึงจะเรียกว่า “หนาว” อย่างแท้จริง
หนาวอย่างนั้นคนกรุงบางบางคนบอกว่าชอบ อยากไปสัมผัส ก็ไม่แปลกในเมื่อไปแล้วกลับไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่นที่นั้นถาวร แต่กับคนในพื้นที่คงไม่พิศวาสกับความหนาว เพราะความหนาวนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเป็นเด็กอาจเป็นหวัดน้ำมูกไหลย้อยจนน่ารำคาญ ส่วนคนแก่อาการปวดตามข้อสร้างความทรมานในการจะขยับตัวเดินเหินไปมา อย่าว่าแต่คนแก่เลย สมัยผมอายุยี่สิบต้น ๆ ไปเที่ยวนอนบนภูกระดึงยังรู้สึกปวดหัวเข่าปวดข้อ จะปวดด้วยเพราะนอนขดคุดคู้หรือเพราะความหนาวก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่อาจนอนยืดขาเหยียดยาวได้ เป็นไปตามธรรมชาตินะครับ อากาศเย็นอะไร ๆ ก็ต้องหดเป็นธรรมดา
ผมเคยคิดว่าอากาศหนาวอากาศเย็นทำให้อยากนอนไม่อยากลุกจากที่นอน เอาเข้าจริงได้แต่ลืมตาตื่นรอเวลาให้เช้าเร็ว ๆ จะได้ออกไปยืดเส้นยืดสายสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย
เคยมีประสบการณ์กับอากาศหนาวแล้วก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่กำลังเผชิญภัยหนาวอยู่ในขณะนี้ได้พอควรว่าไม่ใช่ความสุขแต่เป็นความทุกข์ละเสียมากกว่า
เป็นทุกครั้งที่อากาศหนาวเย็นมาเยือนต้องเห็นภาพข่าวการแจกผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ทั้งจากภาคเอกชนและหน่วยงานราชการ สิ่งของเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นของใหม่และของบริจาค ผมเห็นภาพอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าจะต้องเห็นภาพอย่างนี้ไปอีกสักกี่สิบปี
ภาพเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนที่ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มกันหนาว และส่วนมากก็เป็นคนจน จนอย่างไรก็จนอยู่อย่างนั้น หนาวทีรัฐก็แจกผ้าห่มให้ที ได้หน้าได้ตากันไปอีกปี
รุ่งขึ้นหลังคืนวันลอยกระทง น้ำทะเลหนุนสูง น้ำนองเต็มตลิ่ง ทางเดินไปท่าเรือข้ามฟากที่ผมใช้ประจำเดินไม่ได้เพราะน้ำท่วมต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางที่ผมไม่อยากเดิน คือต้องผ่านแผงร้านค้าเป็นจำนวนมาก เห็นคนกลุ่มใหญ่ส่วนมากเป็นผู้หญิงหยุดเลือกเสื้อกันหนาว เห็นแล้วก็ทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนเคยรู้สึกเมื่อ ๒ ปีก่อน ผมเขียนไว้อย่างนี้…
หญิงสาวทั้งวัยทำงานและวัยศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังมะรุมมะตุ้มหยิบเลือกเสื้อกันหนาวหน้าแผงลอยเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแผงหนึ่ง
เสื้อกันหนาวหลากหลายสีสันสดใสในโทนสีอบอุ่นชนิดเนื้อผ้าไม่หนาบางจนเกินไปสุมกองกันอยู่บนแผง มือเรียวงามหลายคู่ของบรรดาหญิงสาวต่างหยิบ ควาน คุ้ย เลือกเฟ้นหาให้ได้ตัวที่ถูกใจ บางคนหยิบจับเลือกดูหลายต่อหลายตัวแล้วเดินจากไปมือเปล่าก็มี ซึ่งนั่นเป็นส่วนน้อย หญิงสาวส่วนใหญ่คุ้ยค้นหาเลือกได้แล้วส่งให้พ่อค้าคิดเงินมากกว่าหนึ่งตัวเป็นส่วนมาก
ดูเหมือนพวกเธอต่างมีความสุขที่ได้มีเสื้อกันหนาวตามแบบสมัยนิยมสวมใส่สลับสับเปลี่ยนกันไปตลอดช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งอาจจะเป็นวัน-สองวัน สี่วัน-ห้าวัน หรืออาจจะยาวนานกว่านั้น
ข้าพเจ้านึกชื่นชมในความหัวไวของพ่อค้าผู้นั้น เขาคงเตรียมสินค้าของเขาอย่างพร้อมที่จะขนมาขายได้ทุกเมื่อในทันทีที่อากาศในเมืองกรุงเริ่มหนาวเย็น
ปีนี้เขาคงรอมานานหลายวันแล้วเนื่องเพราะสายลมหนาวมาล่าช้ากว่าทุกปี
ธุรกิจการค้าขายใครไวกว่า เตรียมพร้อมมากกว่า ใครคนนั้นคือผู้ได้เปรียบ ล้ำหน้าไปก่อนคนอื่นอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ*
ผมเห็นแล้วก็ได้แต่บอกตัวเองว่ากรุงเทพอากาศยังไม่หนาว เพียงแค่เย็น ๆ กำลังดี ในขณะที่บางส่วนบางพื้นที่ของประเทศเป็นมากกว่านั้น
และผู้คนยังคงต่อสู้กับอากาศที่แปรเปลี่ยนไปตามยถากรรม
สวัสดี.
อานันท์ ประทีฯ.
๑๖ พ.ย. ๕๑

* ในสายลมหนาว39_e0b983e0b899e0b8aae0b8b2e0b8a2e0b8a5e0b8a1e0b8abe0b899e0b8b2e0b8a7
ที่เห็นและเป็นไป ปีที่ ๑, ๒๔ พ.ย. ๔๙




ไม่ได้เขียนสวัสดีวันอาทิตย์ในเช้าวันอาทิตย์นานแล้ว มักเขียนในคืนวันศุกร์ไม่ก็สาย ๆ ของวันเสาร์ เขียนเสร็จก่อนก็มีเวลาอ่านทวนข้อความที่เขียนไป วันนี้เขียนเช้าวันอาทิตย์เหตุเพราะเริ่มขี้เกียจมากกว่าจะหาข้ออ้างว่าไม่มีเรื่องจะเขียน
เอาเข้าจริงเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก็นั่งจ้องมองหน้ากระดาษขาวอยู่นาน เริ่มต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเขียนอะไร เปิดแฟ้มของปีนี้ดูพบว่าผมไม่ได้เขียนอยู่สองสัปดาห์, ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม วันนั้นมีสหายผู้เดินทางมาจากสงขลาขึ้นมากรุงเทพก็ต้องสังสรรค์กันเป็นธรรมดา ครั้งที่สอง ผมป่วย เมื่อเร็ว ๆ นี้
แวบหนึ่งนั่งคิดนะครับว่า ไม่เขียนอีกสักครั้งดีไหม แน่ละ ใจอีกด้านของผมบอกว่าไม่ดี เพราะเป็นการไม่เขียนอย่างไม่มีเหตุผล หรือถ้าจะว่า ขี้เกียจ คือเหตุผลก็นับว่าใช้ไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับเช้าวันหนึ่งที่ขี้เกียจลุกจากที่นอนแล้วยกหูโทรศัพท์ไปลางาน บอกว่า ไม่สบาย ท้องเสีย ปวดหัว โกหกใครก็ได้ แต่โกหกตัวเองได้ไม่สำเร็จ พยายามแล้วก็ยังไม่แนบเนียนพอ
ก็เหมือนกับความคิดแวบเมื่อกี้นะครับ สัปดาห์นี้ไม่เขียนก็ได้ แต่ผมไม่อยากทำเพราะกลัวว่าครั้งต่อไปตัวเองจะมักง่ายเอาง่าย ๆ ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะครับสำหรับนักอยากเขียน แค่วางแผนเอาไว้ว่าเขียนความเรียงสัปดาห์ละเรื่องก็ยังทำไม่ได้
สิ่งที่ผมกังวลในวันที่ไม่มีเรื่องจะเขียน จะเล่านั้นไม่ใช่เนื้อหา วันที่ไม่มีเรื่องก็จะเขียนออกมาแบบนี้ละครับ เหมือนบ่นไปเรื่อย ๆ ไม่เกรงใจคนอ่าน คิดหาเหตุผลกระกอบความรู้สึกเอาตอนนี้นะครับว่า บางครั้งคนเราคุยกันจากเรื่องนั้นไปเรื่องโน้นออกบ่อยไป ไม่จำเป็นว่าเจอหน้ากันจะต้องถกกันเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ ผมจะยึดเอาเหตุผลนี้อย่างข้าง ๆ คู ๆ ละครับ
Post แทน แม่เพลง
.
.
สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะประทีป
เออแหน่ะ…สวัสดีหน้าบ้านไม่ได้จึงต้องหย่อนโปสการ์ดมาสวัสดี
ลมหนาวแม่ฮ่องสอนจากไปแล้วค่ะ….อาทิตย์ที่แล้วที่หนาวๆ นั่น คิดว่าช่างโหดร้ายนัก
ครั้นลมหนาวไป ความอุ่นมาเยือน กลับคิดถึงสายลมหนาวขึ้นมาอีกครา
คนเราก็งี้ล่ะค่ะ ไม่เคยมีความต้องการที่ “พอดี” และไม่ค่อยคิดว่าสิ่งที่เห็นและเป็นไปนั้น “ดีพอ”
ไม่ค่อยอยากเล่าให้ใครฟังว่าที่นี่หนาวขนาดไหน
เพราะเล่าทีไรคำถามหนึ่งที่ตามมาคือ…เห็นแม่คะนิ้งหรือเปล่า
คือ…ขนาดยังไม่เป็น อาบน้ำแต่ละทีนี่ยังทำใจนานมาก ด้วยไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ
ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศเย็นหรือเปล่าจึงตื่นเช้ากว่าปรกติ
ตื่นแล้วก็ซุกตัวในผ้าห่มนวมนั่นล่ะค่ะ…รอเวลาตื่นจริงๆ จึงค่อยลุกไปจัดการงานตามปรกติ
ปีนี้…ยังไม่เห็นขบวนผ้าห่มกันหนาว
ชายขอบก็งี้ล่ะค่ะประทีป ต้องรอให้มีคนหนาวตายเสียก่อนกระมัง ผ้าห่มจึงส่งลงมาได้
โดยปรกติแล้ว สนง.เหล่ากาชาดจังหวัดจะได้รับผ้าห่มแจกให้กับชาวบ้าน
แต่…มีเป็นจำนวนเพียงน้อยนิด จึงเลือกให้กับพื้นที่ที่หนาวที่สุดก่อน
ส่วนที่เหลือก็รอความมีน้ำใจระหว่างคนไทยด้วยกัน
เคยมีใครบางคนตั้งคำถามว่า…บางแห่งแจกทุกปี ทำไมของปีที่แล้วใช้ไม่ได้แล้วงั้นหรือ
คำตอบคือ…ชาวบ้านบางแห่งก็ฉลาดขึ้นค่ะประทีป ในเมื่อเค้ารู้ว่าเค้าได้ทุกปี
เพราะงั้นจึงนำผ้าห่มและเสื้อกันหนาวไปขายต่อ นำเงินมาใช้จ่าย
ใจนึงไม่อยากสงสารชาวบ้านแบบนี้เลย
แต่นั่นล่ะค่ะ ปลายเชื่อว่าทุกการกระทำล้วนมีเหตุผลส่วนตัว
จึงไม่ควรตัดสินว่าการกระทำของใคร “ถูก” หรือ “ผิด”
เพราะถ้ามันจะถูกหรือผิด มันก็เป็นความถูกและผิดในความคิดเราคนเดียว
ว่าแต่ว่า…อากาศเย็นไม่ได้ทำให้ใครใจเย็นขึ้นบ้างเลยเนอะ
เอ…หรือบางทีความลุ่มหลงในอำนาจฝ่ายต่ำร่ำร้องจนบอดใบ้ต่อสิ่งใด
เค้าไม่รู้หรือไงนะว่าเป็นแผลตอนอากาศเย็นนี่มันเจ็บกว่าอากาศร้อนเป็นไหนๆ
ด้วยมิตรใจ