Demagogue
โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๓๕๘ ประจำวันที่ ๒๕ – ๓๑ ส.ค. ๒๕๔๙
คำนี้ไม่เคยมีในภาษาไทยจนถึงวันนี้ ขอนิยามความหมายตามสารานุกรม wikipedia ว่า “ยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยอาศัยอคติ, ความกลัวของประชาชน โดยทั่วไปแล้วก็ใช้วาทศิลป์และการโฆษณาชวนเชื่อ และมักมีเนื้อหาออกไปทางชาตินิยมและประชานิยม”
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่าการไม่มีคำคำนี้ในภาษาไทยว่า “เพราะไม่มีการเมืองในเมืองไทยก่อนพ.ศ. ๒๔๗๕”
แต่ผมไม่เชื่อ เพราะมีการเมืองในเมืองไทยหรือเมืองไหน ๆ มาตั้งแต่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนกัน
ความแตกสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การเมืองระดับสูงในเมืองไทยสมัยโบราณไม่ใช่การเมืองที่มีฐานอยู่กับ ‘มวลชน’ จนถึงปลายสมบูรณาญาสิทธิราช มวลชนจึงเริ่มมีความสำคัญในการเมืองไทยมากขึ้น
การเมืองของยุโรปสมัยกลางและภายหลังอีกหลายศตวรรษก็ไม่มีฐานมวลชน ต่างจากกรีก และ โรมัน จึงมี demagogue ในการเมืองกรีกและโรมันมาแล้ว (คำนี้มาจากภาษากรีก แปลว่า ประชาชน+การนำ)
การเมืองระดับสูงของไทยไม่มีฐานมวลชน เพราะการแย่งชิงราชสมบัติไม่ได้รับความเห็นชอบของประชาชน มีแต่ผู้มีอำนาจที่จะต่อรองกันเพื่อความเห็นชอบและสนับสนุน
แต่จะว่าไม่มี demagogue หรือใช้วิธีของ demagogue ในการเมืองโบราณของไทยเลยคงไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยก็ต้องอาศัยวิธีการอย่างนี้ในการปลุกระดมบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน
ประชาชนทั่วไปซึ่งถูกกันออกจากการเมืองระดับสูง ย่อมไม่รู้จัก/วิธีการ demagogue
ประสบการณ์ของสังคมไทยในการเผชิญกับ demagogue จึงมีน้อย และน่าเป็นห่วงคือ เราไม่ได้สร้างความสามารถในการรู้เท่าทัน demagogue ทั้ง ๆ ที่การเมืองที่มีฐานมวลชนย่อมเป็นทั้งอุดมคติและความเป็นจริงของสังคมอย่างแน่นอน
กลไกเท่าที่มีมาในวัฒนธรรมเดิมของเราก็ช่วยได้ เช่น คนไทยพออ่านออกว่านักการเมืองคนไหนเชื่อได้ เช่น คำพูดของพล.อ.เปรม ฯ หรือคุณอานันท์ ปันยารชุน คนไทยมักไม่สงสัยว่ามีเจตนากล่าวเท็จ เพียงแต่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ที่น่าสังเกต เราประเมินบุคคลทั้งสองได้ เพราะทำงานให้เราเห็นมาแล้ว ๘ ปีกว่าบ้าง ปีเศษบ้าง มีบทบาทในสังคมสืบมาเป็นสิบปี พูดอีกอย่างก็คือกว่าเราจะจับได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น demagogue ก็ต้องใช้เวลานานมาก หาก demagogue ขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นานขนาดนี้มิเกิดการซุกหุ้น, หนีภาษี, เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง ฯลฯ กันบ้านเมืองพังหมดหรือ
ไม่มีวัฒนธรรมอะไรในโลกที่ไม่สามารถแยกแยะคนดีคนชั่วออกจากกันเลย เพียงแต่กลไกที่เราใช้ในวัฒนธรรมเดิมของเรานั้นไม่เพียงพอเสียแล้วที่จะแยกแยะได้ทันการณ์หรือได้ทั่วถึง ในสังคมสมัยใหม่ demagogue มีเครื่องมือในการโป้ปดมดเท็จได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนปัจจุบัน
แต่ทว่าสังคมไทยยังไม่ค่อยรู้สึกภยันตรายของการกล่าวเท็จของบุคคลสาธารณะต่อสภา ศาล ต่อกรรมการไต่สวนสาธารณะเท่าไรนัก เห็นว่ามากกว่าการโกหกเมียนิดหน่อยเท่านั้น
Demagogue ในโลกที่เป็นจริงไม่ได้ ‘โกหก’ ตรง ๆ แต่ใช้วิธีซับซ้อนกว่านั้น ขอยกกลวิธีวิธีให้ดูเป็นตัวอย่าง
๑. บิดเบือนตรรกะที่คนมักไม่ทันคิด เช่น ‘คนไทยหรือเปล่า’ ทั้งที่ในความเป็นจริงจุดยืนย่อมมีเป็นล้านจุด และคนไทยหาได้มีจุดยืนเดียวกันในทุกเรื่องไม่ ความเป็นคนไทยมิอาจนิยามกันได้ด้วยจุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม แม้แต่มีเป้าหมาย ‘เพื่อชาติ’ เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องใช้วิถีทางเดียวกัน
‘หากจะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องตัดสินกันที่วันเลือกตั้ง ประชาชนว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น หากยังไม่ยอมหยุดก็ต้องจัดการกันด้วยกฎหมายเด็ดขาด’ การเลือกตั้งตัดสินอะไร? ตัดสินว่าพรรคการเมืองใดควรจะทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเท่านั้น ไม่ได้ตัดสินสิทธิการประท้วงหรือแสดงความเห็นของสังคมลงไป ส่วนการใช้กฎหมายเด็ดขาดหรือเคร่งครัดต้องใช้กับทุกฝ่าย ฝ่ายบริหารเองก็ถูกกฎหมายบังคับควบคุมไว้เหมือนกัน เช่นการใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไม่ได้
๒. การยกเหตุเดียวขึ้นเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่ใหญ่และสลับซับซ้อน เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ใช้กันมากของ demagogue เช่น ‘ภายใต้รัฐบาลนี้ราคายางเพิ่มจาก ๒ บาท เป็น ๑๐๐ บาท’ ซึ่งจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่พูดแล้วความหมายคลุมเครือชวนให้เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล
๓. ตัวเลขสถิติ demagogue ชอบใช้มาก สามารถพูดได้ด้านเดียวและบิดเบี้ยวได้ง่าย เช่นบอกแต่ตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่บอกอัตราเงินเฟ้อ หรือหนี้ภาวะครัวเรือนที่เพิ่มสูงอย่างน่าตกใจ
๔. การเอาลักษณะที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้าม แล้วโจมตีในลักษณะที่ไม่ดีนั้น ‘คนไทยหรือเปล่า’ ก็คือการสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามคือคนขายชาติ แล้วโจมตีการขายชาติ
สังคมที่จะอยู่กับการเมืองฐานมวลชนได้โดยไม่ปล่อยให้ demagogue มาทำอันตรายสังคม จึงต้องเป็นสังคมรู้ทัน
สังคมที่รู้ทันในโลกปัจจุบันเกิดได้จากสองอย่าง คือ จากสถาบันความรู้ทั้งหลาย ผลิตความรู้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบนักการเมือง เช่นศึกษาวิจัยจนรู้จุดอ่อนจดแข็งของโครงการสามสิบบาท, ธนาคารหมู่บ้าน, โอท็อป ฯลฯ
และอย่างที่สอง ต้องมีสื่อที่เป็นอิสระ และมีกึ๋น
ผมคิดว่าเราไม่มีทั้งสองอย่างข้างต้น หรือมีก็ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก นักการเมืองไทยทุกพรรคจึงมีแนวโน้มที่จะเป็น demagogue ง่ายและมาก จนกระทั่งแม้แต่คำว่า ‘การเมือง’ ในภาษาไทยก็มีความหมายถึงอะไรที่ไม่จริง, ไม่ตรง, ไม่ซื่อสัตย์, หรือไม่น่าไว้วางใจ ·






ขอบคุณขอรับพี่ทั่น..ขอบคุณมั่กมั่ก
คารวะ
ตั้งแต่ผมอ่านมติชนฯ มาเกือบสามปีแล้วละมั้งครับ (จริงจัง) อ่านงานของอาจารย์ตลอด ผมกำลังใคร่ครวญว่า หลายเรื่องของอาจารย์ที่เรายกให้ท่านเป็นปราชญ์คนหนึ่ง มีกระบวนการคิดอย่างไร
ที่ว่า เป็นเหตุ และผล นั้นเป็นอย่างไร ยิ่งอ่านยิ่งประเทืองปัญญา
อ่า…ไม่ได้ยกย่องตามที่เหล่าท่านกล่าว แต่ด้วยยกย่องด้วยความคิดของตัวของตัวเอง