29
ก.ย.
08

Demagogue

Demagogue

โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับที่ ๑๓๕๘  ประจำวันที่ ๒๕ – ๓๑ ส.ค. ๒๕๔๙

 

คำนี้ไม่เคยมีในภาษาไทยจนถึงวันนี้ ขอนิยามความหมายตามสารานุกรม wikipedia ว่า “ยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยอาศัยอคติ, ความกลัวของประชาชน  โดยทั่วไปแล้วก็ใช้วาทศิลป์และการโฆษณาชวนเชื่อ และมักมีเนื้อหาออกไปทางชาตินิยมและประชานิยม”

            ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่าการไม่มีคำคำนี้ในภาษาไทยว่า “เพราะไม่มีการเมืองในเมืองไทยก่อนพ.ศ. ๒๔๗๕”

            แต่ผมไม่เชื่อ เพราะมีการเมืองในเมืองไทยหรือเมืองไหน ๆ มาตั้งแต่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนกัน

            ความแตกสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การเมืองระดับสูงในเมืองไทยสมัยโบราณไม่ใช่การเมืองที่มีฐานอยู่กับ ‘มวลชน’ จนถึงปลายสมบูรณาญาสิทธิราช มวลชนจึงเริ่มมีความสำคัญในการเมืองไทยมากขึ้น

            การเมืองของยุโรปสมัยกลางและภายหลังอีกหลายศตวรรษก็ไม่มีฐานมวลชน ต่างจากกรีก และ โรมัน  จึงมี demagogue ในการเมืองกรีกและโรมันมาแล้ว (คำนี้มาจากภาษากรีก แปลว่า ประชาชน+การนำ)

            การเมืองระดับสูงของไทยไม่มีฐานมวลชน เพราะการแย่งชิงราชสมบัติไม่ได้รับความเห็นชอบของประชาชน มีแต่ผู้มีอำนาจที่จะต่อรองกันเพื่อความเห็นชอบและสนับสนุน

            แต่จะว่าไม่มี demagogue หรือใช้วิธีของ demagogue ในการเมืองโบราณของไทยเลยคงไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยก็ต้องอาศัยวิธีการอย่างนี้ในการปลุกระดมบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน

            ประชาชนทั่วไปซึ่งถูกกันออกจากการเมืองระดับสูง ย่อมไม่รู้จัก/วิธีการ demagogue

            ประสบการณ์ของสังคมไทยในการเผชิญกับ demagogue จึงมีน้อย และน่าเป็นห่วงคือ เราไม่ได้สร้างความสามารถในการรู้เท่าทัน demagogue ทั้ง ๆ ที่การเมืองที่มีฐานมวลชนย่อมเป็นทั้งอุดมคติและความเป็นจริงของสังคมอย่างแน่นอน

            กลไกเท่าที่มีมาในวัฒนธรรมเดิมของเราก็ช่วยได้ เช่น คนไทยพออ่านออกว่านักการเมืองคนไหนเชื่อได้ เช่น คำพูดของพล.อ.เปรม ฯ หรือคุณอานันท์ ปันยารชุน  คนไทยมักไม่สงสัยว่ามีเจตนากล่าวเท็จ เพียงแต่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            แต่ที่น่าสังเกต เราประเมินบุคคลทั้งสองได้ เพราะทำงานให้เราเห็นมาแล้ว ๘ ปีกว่าบ้าง ปีเศษบ้าง มีบทบาทในสังคมสืบมาเป็นสิบปี  พูดอีกอย่างก็คือกว่าเราจะจับได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น demagogue ก็ต้องใช้เวลานานมาก หาก demagogue ขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นานขนาดนี้มิเกิดการซุกหุ้น, หนีภาษี, เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง ฯลฯ กันบ้านเมืองพังหมดหรือ

            ไม่มีวัฒนธรรมอะไรในโลกที่ไม่สามารถแยกแยะคนดีคนชั่วออกจากกันเลย เพียงแต่กลไกที่เราใช้ในวัฒนธรรมเดิมของเรานั้นไม่เพียงพอเสียแล้วที่จะแยกแยะได้ทันการณ์หรือได้ทั่วถึง  ในสังคมสมัยใหม่ demagogue มีเครื่องมือในการโป้ปดมดเท็จได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนปัจจุบัน

          แต่ทว่าสังคมไทยยังไม่ค่อยรู้สึกภยันตรายของการกล่าวเท็จของบุคคลสาธารณะต่อสภา ศาล ต่อกรรมการไต่สวนสาธารณะเท่าไรนัก เห็นว่ามากกว่าการโกหกเมียนิดหน่อยเท่านั้น

 

 

Demagogue ในโลกที่เป็นจริงไม่ได้ ‘โกหก’ ตรง ๆ แต่ใช้วิธีซับซ้อนกว่านั้น ขอยกกลวิธีวิธีให้ดูเป็นตัวอย่าง

            ๑. บิดเบือนตรรกะที่คนมักไม่ทันคิด เช่น ‘คนไทยหรือเปล่า’ ทั้งที่ในความเป็นจริงจุดยืนย่อมมีเป็นล้านจุด และคนไทยหาได้มีจุดยืนเดียวกันในทุกเรื่องไม่ ความเป็นคนไทยมิอาจนิยามกันได้ด้วยจุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม  แม้แต่มีเป้าหมาย ‘เพื่อชาติ’ เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องใช้วิถีทางเดียวกัน

            ‘หากจะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องตัดสินกันที่วันเลือกตั้ง ประชาชนว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น หากยังไม่ยอมหยุดก็ต้องจัดการกันด้วยกฎหมายเด็ดขาด’  การเลือกตั้งตัดสินอะไร? ตัดสินว่าพรรคการเมืองใดควรจะทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเท่านั้น ไม่ได้ตัดสินสิทธิการประท้วงหรือแสดงความเห็นของสังคมลงไป  ส่วนการใช้กฎหมายเด็ดขาดหรือเคร่งครัดต้องใช้กับทุกฝ่าย ฝ่ายบริหารเองก็ถูกกฎหมายบังคับควบคุมไว้เหมือนกัน เช่นการใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไม่ได้

            ๒. การยกเหตุเดียวขึ้นเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่ใหญ่และสลับซับซ้อน เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ใช้กันมากของ demagogue เช่น ‘ภายใต้รัฐบาลนี้ราคายางเพิ่มจาก ๒ บาท เป็น ๑๐๐ บาท’ ซึ่งจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่พูดแล้วความหมายคลุมเครือชวนให้เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล

            ๓. ตัวเลขสถิติ demagogue ชอบใช้มาก สามารถพูดได้ด้านเดียวและบิดเบี้ยวได้ง่าย เช่นบอกแต่ตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่บอกอัตราเงินเฟ้อ หรือหนี้ภาวะครัวเรือนที่เพิ่มสูงอย่างน่าตกใจ

            ๔. การเอาลักษณะที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้าม แล้วโจมตีในลักษณะที่ไม่ดีนั้น  ‘คนไทยหรือเปล่า’ ก็คือการสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามคือคนขายชาติ แล้วโจมตีการขายชาติ

            สังคมที่จะอยู่กับการเมืองฐานมวลชนได้โดยไม่ปล่อยให้ demagogue มาทำอันตรายสังคม จึงต้องเป็นสังคมรู้ทัน

            สังคมที่รู้ทันในโลกปัจจุบันเกิดได้จากสองอย่าง คือ จากสถาบันความรู้ทั้งหลาย ผลิตความรู้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบนักการเมือง เช่นศึกษาวิจัยจนรู้จุดอ่อนจดแข็งของโครงการสามสิบบาท, ธนาคารหมู่บ้าน, โอท็อป ฯลฯ

            และอย่างที่สอง ต้องมีสื่อที่เป็นอิสระ และมีกึ๋น

          ผมคิดว่าเราไม่มีทั้งสองอย่างข้างต้น หรือมีก็ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก นักการเมืองไทยทุกพรรคจึงมีแนวโน้มที่จะเป็น demagogue ง่ายและมาก จนกระทั่งแม้แต่คำว่า ‘การเมือง’ ในภาษาไทยก็มีความหมายถึงอะไรที่ไม่จริง, ไม่ตรง, ไม่ซื่อสัตย์, หรือไม่น่าไว้วางใจ ·


2 Responses to “Demagogue”


  1. กันยายน 29, 2008 ที่ 18:13

    ขอบคุณขอรับพี่ทั่น..ขอบคุณมั่กมั่ก

    คารวะ

  2. กันยายน 30, 2008 ที่ 01:06

    ตั้งแต่ผมอ่านมติชนฯ มาเกือบสามปีแล้วละมั้งครับ (จริงจัง) อ่านงานของอาจารย์ตลอด ผมกำลังใคร่ครวญว่า หลายเรื่องของอาจารย์ที่เรายกให้ท่านเป็นปราชญ์คนหนึ่ง มีกระบวนการคิดอย่างไร

    ที่ว่า เป็นเหตุ และผล นั้นเป็นอย่างไร ยิ่งอ่านยิ่งประเทืองปัญญา

    อ่า…ไม่ได้ยกย่องตามที่เหล่าท่านกล่าว แต่ด้วยยกย่องด้วยความคิดของตัวของตัวเอง


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 72,111 hits

RSS ก้าวรอก้าว

  • ก้าวฯที่ ๔๓ พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • มายา พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • ทำมือ ทำไม พฤศจิกายน 14, 2009
    เรื่องจากปก โดย กีรติ ทำมือ ทำไม . . มีคำถามอยู่มากว่า ทำไมเราจึงต้องรู้จักที่จะผลิตข้าวของเครื่องใช้เองบ้าง ทำไมเราไม่ซื้อ ซื้อ ซื้อ เป็นคำถามที่ตอบไม่ง่าย และยากที่จะอธิบาย คนเราเรียนรู้จักชีวิตที่สุขสบายมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการติดยึดอยู่กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ แม้ว่าไม่มีโอกาสจะได้รับก็ยังคงตะกายเพื่อให้ได้มา จึงเห็นผู้คนปากกัดตีนถีบมากหน้าหลายตา ดิ้นรนแ […]
    kaawrowkaw

RSS นารินทร์ ทองดี

  • นิทานหลานยาย (๑) พฤศจิกายน 15, 2009
    ย้อนไปยังครั้งก่อนตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆกระจ้อยด้อยเดียงสาวงนิทานหลานยายที่ปลายนาจุดกำเนิเปิดฟ้าจินตนาการย้อนไปยินสำเนียงเสียงยายเล่าถึงเรื่องราวเก่าๆเขาเล่าขานสื่อสุขโศกโลกธรรมเป็นตำนานเรื่องพื้นบ้านนิทานปรัมปราย้อนไปดอมดมกลิ่นผ้าซิ่นไหมซึ้งถึงรักจากใจผ่านใยผ้าด้วยใช้รักถักทอต่อผืนมาแกมกลิ่นกายชาวนาชราวัย(มีต่อ) […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)