17
ส.ค.
08

คนธรรมดา

สวัสดีวันอาทิตย์© ๓/๒๓

 

ระยะหลังเห็นภาพยนตร์ที่ตีแผ่ด้านตรงข้ามของพวกฮีโร่กันบ่อย ทั้ง ไอ้แมงมุม, ไอ้ค้างคาว และเจ้ายักษ์ตัวเขียว…เหมือนพยายามต้องการสื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นแท้จริงก็มีความเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากไปจากคนทั่วไป  เหมือนแก้ต่าง แก้ภาพลักษณ์ให้ผู้คนมองเขาเข้าใจเขาว่าเป็นคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่ง มีความรัก ความโกรธ และหลงอำนาจไปบ้างในบางขณะ (จะมีความโลภด้วยหรือไม่ไม่ทราบ)

            เคยชินกับภาพของฮีโร่ที่เป็นสุภาพบุรุษตลอดเวลา (ตรงนี้ต่างหากที่ไม่เหมือนคนเดินถนนรนแคม) พื้นฐานชีวิตเป็นผู้มีอันจะกิน (ไอ้ค้างคาว) เว้นแต่กระทาชายนาม ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ไอ้แมงมุม) เป็นนักข่าวห่วยๆ ในสายตาของเจ้านายและผู้ร่วมงาน  เปิ่นและเฉิ่ม ซื่อบื้อในบางครั้งอีกต่างหาก  อย่างไรก็ตาม พวกเขาล้วนมีจิตใจที่ดีเป็นที่ตั้ง  อิ่มกับภาพเหล่านี้จนเอียน ยากจะยอมรับว่าพวกเขาไม่ต่างไปจากเรา

            กระทั่งมี John Hancock ‘ไอ้ถ่อย’ หนุ่มอาฟริกัน-อเมริกันขี้เมาหยำเป ทะลึ่งมาเป็นฮีโร่กับเขาบ้าง แหกคอกบรรดาเหล่าฮีโร่ที่เคยมีมา

            ถ่อยขนาดที่ว่าทะเลาะได้กับเด็ก ข่มขู่ได้แม้กระทั่งคนแก่หงำเหงือก

            “ถึงจะแก่ก็โดนตื้บได้นะเฟ้ย” 

            ไม่แน่ใจว่าเขาจะทำจริงอย่างที่ว่า หรือเพียงรำคาญสายตาของหญิงชราที่เอาแต่จ้องมองด้วยสายตาเอือมระอาเหยียดหยาม

            ไม่เพียงแต่หญิงชราเท่านั้นหรอกที่อิดหนาระอาใจกับวีร (เวร) กรรมของเขา คนทั้งเมืองไม่ปลื้ม ไม่กล่าวขอบคุณในยามที่เขาช่วยจับคนร้าย หรือช่วยเหลือคนให้รอดชีวิตจากอุบัติภัยต่างๆ

            จะให้ปลื้มได้อย่างไรในเมื่อเขาทิ้งความเสียหายไว้ให้ดูต่างหน้าหลังภารกิจเสร็จสิ้น นับรวมกันแล้วมูลค่าความเสียหายนับร้อยล้านเหรียญ ทางการต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแต่เขาไม่แยแส คนทั้งเมืองตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงยันเฒ่าชะแรแก่ชราจึงพร้อมใจกันเรียก ‘ไอ้ถ่อย’ อย่างไม่ต้องเกรงใจ

            คำก็ถ่อย สองคำก็ถ่อย อุวะ!  ‘ไอ้ถ่อย’ เป็นเหมือนน้ำมันที่ราดรดบนกองไฟให้เขาอยากกระทำความถ่อยประชดมันเสียเลยให้รู้แล้วรู้แรด–ถ่อยแล้วยังไง?

            “ว่าไงนะไอ้หนู  เรียกฉันว่าไอถ่อยอีกครั้งสิ”

            “ไอ้ถ่อย!  ไอ้ถ่อย!  ไอ้ถ่อย!”

            ในบัดดล ร่างของเจ้าหนูผู้อยากลองของก็ลอยละลิ่วไปบนท้องฟ้า ท่ามกลางเพื่อนๆ อ้าปากหวอ วิ่งหนีตัวใครตัวมันโดยพลัน

            หรือถ่อยโดยลุแก่อำนาจที่ตัวเองมี

            “หลีกทางไป ไม่งั้นฉันจะเอาหัวไอ้นี่ยัดตูดแก”

            อยากจะหัวเราะ  ใครจะคาดคิดละว่าเขาจะทำมันจริง หรือเพียงข่มขู่บอกเป็นนัยว่า อย่ามาแหย็มนะเฟ้ย ไม่รู้จักแฮนค็อกเสียแล้วทำนองนั้น (ไม่จำเป็นต้องถามหรอกว่า รู้มั้ยกูลูกใคร แต่หากเขาถามโปรดจงเข้าใจด้วยว่าเขาเองก็ไม่รู้จริงๆ)

             ไม่ฮา แค่ยิ้ม  รู้สึกพิพักพิพ่วนเมื่อคิดว่าจะรู้สึกอย่างไรหากหัวตัวเองเข้าไปอยู่ในทวารหนักคนอื่น หรือจะรู้สึกอย่างไรหากตูดของเรามีหัวคนอื่นยัดเข้ามา, กรณีแรกคงร้องไม่ออกแน่นอน  ส่วนกรณีหลังโปรดดูสีหน้าของหมอนั่นแล้วจินตนาการความรู้สึกเอาเองก็แล้วกัน

             มีเพียงนักประชาสัมพันธ์หนุ่มใหญ่ (ผู้รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของแฮนค็อก) เท่านั้นที่เข้าใจความต้องการที่แฝงอยู่ในใจ คืออยากได้รับการยอมรับจากคน จากสังคม เขาอาสาจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นการตอบแทนอย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อให้แฮนค็อกเป็นที่ยอมรับของคนทั้งเมือง ด้วยกลวิธีง่ายๆ คือต้องทำให้คนเหล่านั้นมีความต้องการอย่างรู้สึกว่าขาดแฮนค็อกไม่ได้จนต้องร้องเรียกหา

             แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่า แฮนค็อก จะต้องต่อสู้เอาชนะใจตนเอง จัดการบริการพลังอำนาจให้เข้ารูปเข้ารอย อีกทั้งต้องมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น (ชมคนอื่นบ้าง ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าไม่จำเป็นต้องชม) และเลิกทำตัวเป็น ‘ไอ้ถ่อย’ เสียที  พูดเหมือนง่าย ทว่าพฤติกรรมที่เกือบจะเป็นสันดานของเขาคงต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยน จะช้าเร็วย่อมขึ้นกับตัวเอง ต่อให้มีนักประชาสัมพันธ์มือหนึ่งมาวางแผนสร้างภาพลักษณ์ให้ก็เถอะ หากยังรักความถ่อยอยู่ก็อย่าหวังว่าจะได้รับการยอมรับจากคนจากสังคม

            พลังอำนาจเหนือธรรมชาติหากใช้ผิดพลาดไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือกาละ แทนที่จะบังเกิดประโยชน์กลับเกิดโทษ แม้จะเป็นการหวังดีก็เถอะ

             จอห์น แฮนค็อก ขี้เมาหยำเป สกปรก ตะกรุมตะกราม มองเพียงผิวเผินไม่ต่างอะไรไปจากกุ๊ยข้างถนน  ฮอลลีวู้ดก็สร้างฮีโร่พันธุ์นี้ขึ้นมา จะด้วยนัยยะแฝงอะไรหรือไม่สุดแท้แล้วแต่คนชมจะพิจารณา–

             หนังสร้างมาให้ชมกันเพลินๆ แม้ไม่ต้องคิดอะไรลึกซึ้งมากนัก แต่ผมชอบพล็อตเรื่องที่ว่า ‘ฮีโร่’ ก็คือคนธรรมดาเยี่ยงเราๆ แม้มีอำนาจพิเศษแต่สำหรับความรู้สึกนึกคิดแล้วไม่วิเศษวิโศไปมากกว่ากันเลย คิดจะสร้างสรรค์หรือทำลายได้เสมอ

            ใครบ้างละจะเป็นคนดีได้ ๒๔ ชั่วโมง

            ใครทำได้เอาไปเลย “ยอดมนุษย์”

            สวัสดี ·

           

๑๗ ส.ค. ๕๑

 

Hancock (2008)

There are heroes. There are superheroes. And then there’s…

 

Director : Peter Berg

Cast : Will Smith, Charlize Theron, Jason Bateman


12 Responses to “คนธรรมดา”


  1. สิงหาคม 17, 2008 at 07:37

    เช้าวันอาทิตย์สวัสดิ์ขะรับพี่ท่าน

    วันวานพิษเมรัยทำข้าพเจ้าแฮ้งค์ไปทั้งวัน เกือบจนแต้มสูญความตั้งใจที่คิดไว้ว่าจะเกาะตูด(ไม่ใช่ยัดตูดนะ)สวัสดีวันอาทิตย์ตามประกบลงสำนักหนอน

    หวังให้บอร์ดสำนักมีคอลัมน์ประจำเพิ่มขึ้นอีกสักหนึ่งคอลัมน์ แลหากเป็นไปได้ก็อยากเห็นหมู่มวลสหายให้ความสำคัญกับวินัยเขียนตรงเวลามาก่อนสนองอารมณ์ตน(เสียที)และเกิดคอลัมน์ต่าง ๆ ออกตรงเวลาเหมือนเคยมีในก้าวฯ

    ได้แต่หวังมิบังอาจบอกกล่าว เพราะกล่าวออกไปจะกลายเป็นเสือใส่เกือกทันที (หนหนึ่งข้าพเจ้าเพียงกล่าวลอย ๆ อ้อมโลกที่คฤหาสน์ป๋าไอซ์ ยังโดนแขกท่านแขวะกระจุย!) อีกตัวเองเล่าก็ไม่ผ่านเสียที ดังพี่ท่านเห็น ข้าพเจ้าพยายามต้อยตามเกาะหนวดคอลัมน์พี่ท่านมาก็หลายหน ไม่ทันไรหลุดร่วงเป็นขี้รังแคหน้าหนาวเสียทุกที

    เที่ยวนี้แค่รอบประเดิม ก็หวิดไปขะรับ

    เมื่อวานแฮ้งค์หมดท่า เช้านี้ไม่รู้จะออกท่าไหนดี โชคอำนวยอวยชัยเจอะเจไดพี่ทั่ลล์ขุลล์ผู้หมดไฟทำดาบเลเซอร์หล่นหายมาเที่ยวเดินตามหาเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ ช่วยให้ข้าพเจ้าได้ลองรื้อกองขี้เลื่อยดู (เผื่อเจอดาบฟ้าฟื้น)

    แล้วจะตามประกบ (แต่ต้องขอกินข้าวเช้าก่อน..ก็กองทัพเดินด้วยท้องนี่นา)

    คารวะ

    ปล. ส่วนรวมเรื่องสั้นของปาป้า ขอพี่ท่านอย่าได้เห็นไปว่าข้าพเจ้าพิศมัยแนวนั้นนา เพราะนั่นดูจะเป็นการอัพเกรดอ่านผู้น้อยเกินจริง รับรู้อยู่ว่าเรื่องของปาป้าได้รับการยกย่องทั่วโลก ข้าพเจ้าสงสัยใจเพราะเหตุใด? จึงลองผ่านตา(ดูความเก่าของหนังสือละกัลล) ผลอย่างที่เคยเรียนพี่ท่าน ‘ไม่รู้เรื่อง!’

    แต่อานิสงส์สะกิดต่อมคิดเมื่อเทียบกับงานเขียนเรื่องสั้นเพื่อชีวิตยุคหนึ่งของประดานักเขียนผลิตผลเหล่าบรรณาธิการสยามประเทศนี้

    น้ำเนื้อชีวิตต่างกันราวเกี๊ยวน้ำต้มยำกับต้มจืดหม้อใหญ่ฝนตกใส่ลอยตุ๊บป่องอยู่ในคลองน้ำหลาก

    รบกวนอ้างถึงถ้อยคำในวงเล็บยามส่งมอบ ‘ลองอ่านเรื่องนักมวย’
    ลองดูขอรับว่าพี่ท่านพบอะไร?

    กินข้าวล่ะ!

  2. สิงหาคม 17, 2008 at 07:49

    เราก็เพียงคนธรรมดาที่ต้องการให้คนยอมรับ

    ทว่าระดับความต้องการในการยอมรับนั้นต่างกัน
    แล้วความต้องการในการเป็นที่ยอมรับที่แตกต่างนี่ล่ะ
    ทำให้เราพยายามสร้างตัวตนให้คนจดจำ

    อาทิตย์นี้เพลียๆ น่ะท่าน
    อยากหลับทั้งวัน แต่มันดันหลับไม่ลง
    ในขณะที่กระบวนการคิดมันปิดตนลงบ้างแล้ว

    มีความสุขกับวันหยุดนะท่าน

    ด้วยมิตรใจ

  3. สิงหาคม 17, 2008 at 09:40

    อาบน้ำเสร็จ…กลับมาเจอท่านดิน

    อยากหัวเราะแล้วเขกกะโหลกตน…ติดที่ว่าถ้าทำท่าอย่างนั้นมันแอ็บแบ้วไปนิดส์ (ฮา)

    ข้าเจ้าเห็นด้วยว่าเรา…เอ่อ…ยกเว้นท่านประทีป…ควรมีวินัยในการเขียน
    หาใช่เขียนตามแต่อารมณ์เยี่ยงนี้

    หากไม่มีวินัย…เห็นทีคอนโดในฝันคง ส่วนของนิตยสารออนไลน์คงขยับได้ยาก
    มา…ท่านดินเรามาเรียนรู้ที่จะมีวินัยไปพร้อมกันเถอะ 555

    กองทัพต้องเดินด้วยท้องเช่นกัน
    ท่านพ่อครัว…หิวแล้ว
    วันนี้ขี้เกียจทำกับข้าวน่ะท่าน
    เดลิเวอรี่หน่อยได้ไหม (ฮา)

  4. 4 lek
    สิงหาคม 17, 2008 at 10:05

    Thai need Heroes. Everyone need to act like they are heroes helping society.

  5. สิงหาคม 17, 2008 at 15:40

    เรียบร้อย…มีชื่อคอลัมภ์ว่า “ออกไป…—>เล่น”

    แหะๆ ชิ้นแรก “จากป่าสู่เมือง” ยังไม่เข้าทีดีนักดอก
    คาดว่าสักเดือนน่าจะพอจับจุดอยู่นะท่านนะ

    ไปล่ะ…ไปดูท่านดิน ได้หรือยัง เช่นใดกัน

    ด้วยมิตรใจ

  6. สิงหาคม 17, 2008 at 18:05

    ฮ่า ฮ่า ช้าไปแล้วต๋อย! ผู้เสร็จสำเร็จแต่ก่อนเพลปู้นนน
    จากปอสู่มอ ถูกเปิดมานั่งรออยู่แล้ว ปิดเน็ตก่อนล่ะ!

  7. สิงหาคม 17, 2008 at 18:06

    ฮ่า ฮ่า ช้าไปแล้วต๋อย! ผู้น้อยเสร็จสำเร็จแต่ก่อนเพลปู้นนน
    จากปอสู่มอ ถูกเปิดมานั่งรออยู่แล้ว ปิดเน็ตก่อนล่ะ!

    คารวะ

    ปล. โปรดระมัดคำ คอลัมน์ ขะรับ

  8. สิงหาคม 18, 2008 at 05:01

    อรุณรุ่งสวัสดิ์ขอรับท่านดิลล์ ท่านเพลง และท่าน lek.

    พี่ทั่น ผมเอง ก็แย่ เสาร์ อาทิตย์นี้ ประมวลการกระทำของตนเองแล้ว เฮ่ยเหมือนกัน ตื่นนอน หาของยัดกระเพาะ แล้วนอนดูกีฬา แล้วหลับ ตื่นมาอีก ก็ของยัดปากอีก อ้อ ไม่ไหวแล้ว อานมติชนฯ สักสองสามคอลัมน์ ไพล่ไปนอนดูกีฬา (เทนนิส) อีก หลับอีก…

    ทั้งที่รู้ว่า ต้องอ่านมติชนฯ ให้ได้สักครึ่ง ไม่งั้นไม่ทันออกเล่มใหม่ อีกทั้งการอ่านอาจพบแรงบันดาลใจให้เขียนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ก็อย่าว่า

    เอาชนะใจตัวไม่ได้…จบกัน ผ่านไปสองวัน เสียดายเวลาจริง ๆ

    ส่วนเรื่องที่เขียนนี้ เขียนวันศุกร์แบบมะงุมมะงาหรา ท่ามกลางความง่วง และห่วงใยเบียร์ช้างที่รอในช่องฟรีซ เขียนลงกระดาษ ลงเครื่องเมื่อตีสาม ของวันอาทิตย์ โพสต์ตีห้า…

    ดีที่ว่า เขียนมันก่อนเท่านั้น ไม่งั้นอาจบายวันอาทิตย์ (จริงๆ ก็จะตัดใจแล้วละ ด้วยเพราะไม่ค่อยชอบงานนี้เท่าไร แต่ก็อย่างว่า หากงด ก็เหมือนท้อทอย ไม่เอา ไม่ท้อ ดีไม่ดีอย่างไรไว้ให้คนอ่านอ่าน เรา-คนเขียนทำหน้าที่ ที่สักแต่ว่าทำไปแล้ว)

    ไม่ดี-เก็บไว้เตือนใจ คราวหน้าจะได้ไม่ทำอีก…

    เราต่างเป็นฮีโร่กนได้ใช่ไหม ไม่ต้องรอใครขี่ม้าขาว ม้าเขียว ฯลฯ มาช่วย

    ขออนุญาตตอบรวมกันไปเลยนะครับ
    ด้วยมิตรภาพ
    ผมเอง

  9. สิงหาคม 18, 2008 at 12:42

    อ่า..พี่ทั่ลล์ขะรับ ยุ่งใหญ่แล้ว!

    หน้าแวดวงวรรณกรรมของมติชนออนไลน์ที่ซึ่งข้าพเจ้าฝากหูตาพอได้รับรู้ข่าวสารความเป็นไปในบรรณพิภพให้มีอันโดนยุบหายจ้อย!

    จุดประกายฯ ก็เปิดเข้าไม่ได้มานานแล้ว สะพานใยแก้วเชื่อมไปจุดประกายฯ บนหน้าร้านพี่ท่านก็พลอยหาย ไม่ทราบจุดประกายฯ ยังอยู่ไหม?

    มีตรงไหนที่ข้าพเจ้าพอจะอาศัยอ่านข่าวสารโลกหนังสือของสยามประเทศได้บ้างขอรับพี่ท่าน..วานบอกกล่าว

    คารวะ

  10. สิงหาคม 18, 2008 at 15:20

    ไปที่ http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?board=1.0 นะขอรับท่านพี่

    จุดประกาย เลิกอัพยามาสองสามเดือนแว้ว…

  11. สิงหาคม 18, 2008 at 21:48

    เลิกงานสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    ตามลิ้งก์ท่านไปและตามไปดูแมกกาซีนของชาวฟอนท์ท่านนิวัตินำมาแนะนำแล้วคันไม้คันมือขะรับ ทำได้เหลือรับ’ทานจริง ๆ (เสียดายเน็ตข้าพเจ้าช้าเปิดได้สองสามหน้า)

    ดีนะพี่ท่านที่ข้าพเจ้าอยู่กลางทุ่งเสียเช่นนี้ นี่หากมีไวไฟใช้อย่างท่านผู้จัดการทั่วไปอ้ายพุ่มล่ะก้อ เป็นได้มีงานอดิเรกเปิดนิตยสารออนไลน์ เขียนนิยายเป็นงานหลัก (อดอยากเป็นงานประจำ อิ อิ)

    โลกของงานดีไซน์รูปเล่มใช้เวลามากขอรับ ต้องทุ่มเทเหมือนทำงานประจำ หากมองข้ามไปเน้นแต่เนื้อหาก็จะดูคล้ายแม่งามละปรุงแต่งใบหน้าไปวัดไปวาจะอับอายหลวงตาเสียก็เท่านั้น

    สรุปว่าต้องมีทีมงาน ปรึกษาใกล้ชิดและรู้ทางกัน การทำทุกอย่างคนเดียวนั้นดูท่าจะต้องตั้งเงินเดือนลูกเดียว

    เฮ้อ..ได้แต่รอลุ้นให้ท่านมาม่าซองดำเนินแผนงานไปได้ตลอดรอดฝั่งสมดังตั้งหฤทัยหมาย

    จริง ๆ นะพี่ท่านบางครั้งข้าพเจ้าก็อยากมองหาสังคมที่จะฝังปลายนิ้วเหมือนครั้งสุมกะลาหัวที่สำนักห้วงยาม(คำนี้สำหรับพี่ทั่ลล์คลายคิดถึง)ที่ยังอุดมด้วยเหล่าเฒ่าพรรษาเขียนชราวุฒิภาวะอ่านเมื่อครั้งอดีต

    ข้าพเจ้ายังไม่รู้จะจ่อมจมอยู่ที่ใดดี เหมือนเสาะแสวงหาคลื่นความถี่ตนไม่เจอสักที

    ช่วงพักหลังอาหารก็แวะบอร์ดโน้นเยี่ยมเว็บนี้หวังตามข่าวสารแลหาที่จ่อมศีรษะ

    เห็นแนวโน้มแล้วยิ่งสะท้อนใจ

    ข่าวสารหนังสือถูกรุกไล่ที่ แม้บนหน้าเน็ตซึ่งหาได้สิ้นเปลืองอันใดยังถูกตัดทิ้ง หน้าศิลปวัฒนธรรมมีแต่ข่าวดาราคบคนนู้นเลิกคนนี้กันให้วุ่น

    เหมือนกับว่าเรื่องราวหนังสือหนังหาจะถูกถ่ายโอนไปกองอยู่ที่สำนักพิมพ์ ของใครของมันโปรโมทกันเองครับทั่ลล์ (ไม่จ่ายค่าโฆษณาดีนักฮึ!)

    ข้าพเจ้าเคยอาศัยติดตามข่าวสารหนังสือหนังหาทางฟากฝั่งตะวันตกจากเว็บท่านเฟย์ ก็หยุดอัพมาแต่มกราฯ (ท่านคงงานยุ่งเพราะไปทำคอลัมนิสต์เสียแล้ว)

    จุดประกายฯ ที่เคยฝากฝากใจว่าหาอ่านฉบับพิมพ์ไม่ได้อ่านฉบับออนไลน์นี่ล่ะ(ฟะ)ก็มามีอันเป็นไป

    คิดถึงอารมณ์เมื่อครั้งอยากเขียนนิยายเลยขะรับพี่ท่าน!

    ซื้อนิยายแปลเล่มสองร้อยกว่าบาทจากค่ายอมรินทร์ที่บอกว่าวางไม่ลงมาหลายเล่มหวังตุนไว้อ่านเพราะกว่าเข้าเมืองสักที เข้าไปทีค่าน้ำมันแปดร้อย (ตอนนี้พันแล้ว) พลิกไปพลิกมาอยากเคาะกบาลตัวเอง!

    พี่ท่านเคยเจอหนังเกรดบีนะขะรับ ดูปั๊บรู้ปุ๊บ ไอ้กันสร้างไว้เยอะ วงการหนังสือไม่ต่างมันมีนิยายสัปรังเคสักแต่ว่าโปรโมทเพื่อขายเยอะ แล้วยังเอามาแปลได้

    ดูอย่างระหัสลับดาวินชี่ พอเล่มนั้นขายดี ก็แปลของแดน บราวด์มาขายต่อ Digital Fortress (จำไม่ได้ชื่อไทยว่าไร)ของพี่แกเล่นมุขเดิม ๆ ยังมีอะไรอีกสักเรื่องที่ไปขุดค้นยานต่างดาวในดินแดนน้ำแข็ง (ข้าพเจ้ามิได้จดจำเสียแล้ว)ไอ้ตูบไม่รับประทานเจียวล่ะพี่ท่าน

    ไป ๆ มา ๆ เขียนเองดีกว่า เขียนไม่เป็น ฮ่วยระเบิดอย่างไรก็ยังสมใจได้เรื่องราวอยากอ่าน (เขียนเองอ่านเอง ฮ่า ฮ่า )ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย ไม่ทำลายป่าไม้เปล่า ๆ ปลี้ ๆ (แต่ก็อะนะ รู้หรอกนา พวกจมไม้ทั้งป่าสร้างเขื่อนผลิตไฟปั่นเน็ตที่เราจิ้มกันอยู่นี่)

    กลับมาที่สังคมแสวงหา

    หันไปทางไหนไม่กลุ่มรักหวานแหววก็กลุ่มเพื่อชีวิตหนัก ๆ (ของพี่ทั่ลล์)

    เมื่อหาไม่ปะก็อยากสร้างขึ้นมาเสียเอง ไอ้มนุษย์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างข้าพเจ้าแม้น้อยแต่ก็น่าจะมีอยู่บ้าง(ล่ะนา) อ่านกำลังภายในแต่ไม่ถึงคลั่งไคล้ ไม่ชอบหวานแหว๋วแต้วแว้วแต่ก็ไม่เพื่อชีวิตสุด ๆ ไม่ฮาจนขำกลิ้งเอาแค่กริ่มยิ้มลักรอยบุ๋มมุมแก้ม ไม่หรูเริดไฮโซแบรนด์เนมแลก็ไม่อีโรติกไร้ผ้าพันกาย (เออนะ..ท่าจะสายพันธุ์ครึ่งบกครึ่งน้ำพิกล)

    แค่อยากน่ะขะรับ เพราะรู้รสแล้วว่าหากขืนหาเรื่องเป็นไม่ได้เขียนหนังสือแน่ ข้าพเจ้าแยกสมองทำสองอย่างสามหย่อมได้เสียที่ไหน

    ไป ๆ มา ๆ ทั้งหมดก็แค่นั่งบ่นไปเท่านั้นเองขะรับ
    หากไปบ่นกะท่านย่าเดี๋ยวก็โดนท่านตะเพิดเอา บ่นกะพี่ท่านนี่แหละ

    จบแล้วขะรับ..จบแล้ว

    ส่วนหมู่บ้านโอเคนั้นนับว่าน่าพักอาศัย ด้วยลูกบ้านโดยมากเป็นผู้ใหญ่รู้ความ อีกทั้งนักเขียนผู้มีที่ทางบนบรรณพิภพแล้วไปรวมกันอยู่โดยมาก

    ติดอยู่ก็แต่ระบบย่ำแย่ ไม่มีฟีด ยามมีข้อความใหม่ ไม่สามารถรู้ได้มีแต่ต้องเปิดเข้าไปสถานเดียว ข้าพเจ้ายังนึกเสียดายที่เหล่านักเขียนตัวจริงเสียงจริงไม่ให้ความสำคัญกับระบบฟีด จำตัดใจไม่อ่านบล็อกเหล่าท่านเพราะเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะตระเวนเปิดสิบบล็อกเพื่อเจอว่ายังไม่อัพ!

    ไม่ต้อนรับคนบ้านอื่น (คิดแหมะความถึงสหายต้องลงทะเบียนลูกเดียว ข้าพเจ้ายังต้องเปิดกระต๊อบไว้เลยไม่งั้นฝากความถึงแม่พลอยไม่ได้)

    ข้าพเจ้าว่าเราคล้ายกันอยู่อย่างตรงมุ่งสร้างงานมาก่อนสำแดงตน การอาศัยในคนหมู่มากจึงหาจำเป็น ขอเพียงทำเลสะดวกผู้คนสามารถผ่านไปมาสหายหิ้วชะลอมอักษรแวะเยี่ยมเยือนโดยง่ายไม่ถึงกับต้องปีนเขาข้ามลำห้วยเป็นพอ..จริงไหมขะรับ?

    โอ..พี่ท่านอ่านเบื่อหรือยัง?
    ข้าพเจ้าบ่นอะไรไปบ้างล่ะเนี่ย!

    ดูท่าจะยาวเป็นเรือเอี้ยมจุ้นล่องเจ้าพระยาเสียแล้ว
    ลาล่ะ..ลาล่ะ..

    คารวะ

  12. สิงหาคม 20, 2008 at 00:59

    ตีหนึ่ง-หลังจบการเกลาเรื่องสั้นที่รื้อมาจากตระกร้า (ฮา)

    พี่ท่านว่าหากไปบ่นที่สวนอักษรอาจถูกตะเพิดจากย่าหนิงเฝ้าทรัพย์ (ฮา) แต่เมื่อท่านแวะมานั่งแหมะที่ชานร้านแล้วก็ต้องบอกว่า เอ้า รอประเดี๋ยวจะให้เด็กหลังร้านไปต้อนช้าง ต้อนม้า มาต้อนรับ นั่งถองสนทนากัน…

    ถ้าจะว่ามาบ่น ก็ต้องว่าอย่างท่านเจ้าสำนักหนอนสนทนา “ถึงจะบ่น ก็บ่นอย่างมีคุณภาพ

    หวังใจให้พี่ท่านแวะมานั่งแหมะที่ชานร้านนานๆ เช่นนี้อีกภายหน้า…แวะมา ผมจะฟังทุกถ้อยคำ

    ร้านนี้ไม่ล็อคกุญแจ เพียงแค่ลงแซ่และชื่อเป็นพอ
    เปิดตลอด all time.

    ผมเอง…


Leave a Reply




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

"เราจะเป็นอะไรในสายตาคนอื่นได้ทั้งนั้น แต่เราจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้สำหรับตัวเรา--ในความคิดของเรา"

ผมเอง

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 65,868 hits