จากนักเขียน.
นวนิยายเล่มนี้สำเร็จเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์สวยงาม ในฐานะนักเขียน ผมไม่รู้สึกอยากจะพูดอะไรเพิ่มเข้าไปอีก เรื่องทั้งหมดได้เสร็จสิ้นไปพร้อม ๆ กัน
สิ่งที่ผมควรพูดถึงต่อไปน่าจะเป็นงานเขียนเล่มใหม่ซึ่งได้เขียนไปแล้วบางส่วน ตั้งใจว่าประมาณต้นปีหน้าก็จะเขียนให้จบ ส่งไปให้บรรณาธิการอ่านหาจุดบกพร่องเพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงให้เป็นงานที่มีรอยด่างพร้อยน้อยที่สุดก่อนที่จะพิมพ์รวมเป็นเล่ม แล้วส่งไปตามร้านทั่วประเทศ ให้หนังสือไปแนะนำตัวและพูดคุยกับผู้อ่านทั้งหน้าเก่าและใหม่
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา คือทำอย่างไรให้งานเขียนชิ้นใหม่ดำเนินไปอย่างน่าสนใจ มีฉากและรายละเอียดที่สมบูรณ์พร้อม ให้ความเหมาะเจาะระหว่างตัวละครกับฉาก ดำเนินเรื่องทั้งหมดอย่างเรียบง่าย ทำให้ตัวละครที่ปรุงแต่งขึ้นมีชีวิตที่โลดแล่นอยู่ราวกับธรรมชาติ เฉกเช่นคนปกติทั่วไปลงในหน้ากระดาษให้ได้
แต่ผมก็มีความกังวลต่อความล้มเหลวจนหวั่นใจว่าจะเขียนต่อไปไม่ได้ เหมือนก่อก้อนอิฐขึ้นมายังไม่ทันปรากฏเป็นร่าง จู่ ๆ ก็ล้มครืนลง ไม่อาจมีใครรู้ได้ว่ากำแพงอิฐที่กำลังก่ออยู่นั้น ต่อไปจะเป็นบ้านหลังใหญ่ หรือเป็นแค่กำแพงกั้นรั้วธรรมดา ๆ
ถ้าคิดจะสร้างบ้าน แน่นอนผมต้องสร้างโครงสร้างอันแข็งแกร่งขึ้นมาก่อน แล้วค่อยก่ออิฐก่อฝาไปทีละด้าน ๆ
แต่การเขียนหนังสือไม่ใช่การสร้างบ้าน ผมไม่ศรัทธาต่อโครงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งไม่เชื่อว่าโครงเรื่องที่ยิ่งใหญ่นั้นจะทำให้เป็นงานวรรณกรรมชั้นดีขึ้นมาได้ หากนักเขียนไม่มีความสามารถในการเล่าเรื่อง
ผมมีความเชื่อว่าวิธีการเขียนสำคัญเหนืออื่นใด
นวนิยายที่ผมกำลังเขียนค้างอยู่นี้ ดำเนินเรื่องโดยตัวละครผู้หญิงวัยห้าสิบกว่า เป็นแม่ของลูกห้าคน เธอและสามีสร้างฐานะจนร่ำรวยมาด้วยความยากลำบาก เธอหวังเช่นเดียวกับคนทั่วไปให้ลูกทั้งหมดเล่าเรียนสูง ๆ จบแล้วมีงานการทำที่มั่นคง ด้วยฐานะที่มั่งคั่งเธอหวังจะให้ลูกคนสุดท้องเดินทางไกลไปเรียนถึงต่างประเทศ จบมาเมื่อไหร่เธอจะได้คุยอวดชาวบ้านได้ แต่น่าเสียดาย ไม่มีลูกไหนที่ทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้สักคนเดียว คนหนึ่งติดยาเสพติด คนหนึ่งเป็นฆาตกร คนหนึ่งออกจากบ้านตามไปอยู่กินกับเด็กหนุ่มตั้งแต่อายุไม่ครบสิบห้า คนหนึ่งคดโกงเห็นแก่ได้ อีกคนเจ้าชู้ผลาญเงินพ่อแม่เป็นว่าเล่นโดยไม่เคยคิดทำมาหากิน ลูกของเธอแต่ละคนมุ่งสร้างแต่ปัญหา และเธอก็จะเป็นคนตามแก้ปัญหาทุกเรื่องให้กับลูก ๆ ด้วยตัวเอง
ผมตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าชีวิตประจำวันของเธอจะเป็นอย่างไร อยู่ดีมีสุขแค่ไหน และเธอคิดอะไรเกี่ยวกับคนในครอบครัวของเธอ
จากโจทย์ที่ไม่มีความซับซ้อนเหล่านี้ ผมจะต้องแผ่ความคิดของเธอออกมาให้เหมือนกับเทปลาทุกตัวออกจากกระจาด ผมจะต้องรู้ให้ได้ว่าเธอเป็นคนอย่างไร เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับใครบ้าง หน้าตาแบบไหน คิดอะไร ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรชีวิตจึงถึงลงเอยอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อรู้หมดทุกอย่าง ผมก็ต้องหยิบปลาตัวที่ดีที่สุดมาต้มยำทำแกง และปรุงรสให้ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่พอมีความสามารถ แล้วนำเสนอออกไปสู่ผู้อ่าน
ผมคิดว่าการปรุงรสให้อร่อยนั้นน่าจะหมายถึงกลวิธีการเขียน
และวิธีการเขียนนี่เองที่จะทำให้ผู้อ่านอยากรู้จักเธอ อยากเห็นหน้าตาของเธอ อยากรู้ไปถึงก้นบึ้งแห่งความคิดอ่านของเธอ และถ้านักเขียนสามารถเขียนออกมาได้ราวกับชีวิตของคนจริง ๆ ถึงที่สุดนักอ่านก็จะต้องจดจำเรื่องราวทั้งหมดของเธอได้ และตั้งคำถามแก่ตนเองว่า เธอเป็นใคร อยู่ที่ไหน
ไม่รู้ว่าผมจะทำได้หรือไม่ แต่ก็ได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำต่อไป ดีหรือไม่ดีนั้นค่อยว่ากันภายหลัง
ต้นปีหน้าค่อยพบกันที่ร้านหนังสือนะครับ ·
ปกหลัง.
- ถ้าเชื่อกันว่าวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ จะต้องมีโครงเรื่องใหญ่ มีประเด็นที่ส่งผลต่อมนุษยชาติส่วนใหญ่ หรือมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งใครต่อใครต่างรู้จักมาเป็นฉากหลังอันมโหฬาร แล้วงานเขียนทีกล่าวถึงเรื่องราวเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ ในมุมใดมุมหนึ่งอันโดดเดี่ยวของโลกจะสามารถเป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้หรือไม่
ยังมีตัวละครที่ไม่สลักสำคัญอีกมากมายที่ไม่มีใครเขียนถึง ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้สนใจเรื่องราวของเขาเหล่านั้นโดยต่อเนื่องไปด้วยความเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ
วิธีการเขียน หรือศิลปะแห่งการประพันธ์จะเป็นโซ่ทองเส้นสำคัญคล้องใจผู้อ่านเอาไว้ได้
วัยกลางคน นวนิยายเล่มนี้ได้วางโครงเรื่องไว้อย่างเรียบง่าย เน้นกระแสความขัดแย้งทางอารมณ์และความคิดของตัวละครเป็นหลัก เพราะผู้เขียนมีความเชื่อว่า โครงเรื่องไม่สลักสำคัญเท่ากับวิธีการเล่าเรื่อง

วัยกลางคน : ปมสามัญขัดแย้งของชีวิตครอบครัว
ขจรฤทธิ์ รักษา : เขียน
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2541, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ
ราคาปก ๙๘ บาท




อ่า..โครงเรื่องกับวิธีการเล่า?
คล้ายจะเชื่อมั่นในวิธีการเล่าของตนนะขะรับ
วิธีเป็นอย่างไร?
ไม่ทราบผู้น้อยพอจะสอดทราบได้ไหมพี่ทั่ลล์?
ตาลายคารวะขะรับ
หมายเหตุ : ‘ไม่อาจไม่มีใครรู้..’ เนี่ย เป็นอย่างไรอ่าขะรับ?
ไม่อาจมีใครรู้
ขออภัย และขอบพระคุณขอรับ ผมเองตื่นมาเมื่อเช้าก็นั่งพิมพ์มันไปเรื่อย…ตาลายของจริง
อ้าว ก็กลวิธีการเล่าของแต่ละคนน่ะครับ ว่า ถ่ายทอดเรื่องเป็นภาษาได้น่าอ่านต่อ หรือไม่
พี่ท่านเคยอ่านงานประเภท แบบ ย่อหน้าเดียวแล้วขอบายไหม? ผมน่ะ เจอบ่อย ประเภท แบ๊คกราวนด์ดี ก็เงี้ย…
ผมกำลังอ่านเล่มนี้ แบบว่า วางไม่ลงเลยครับ พล็อตก็อย่างที่บอก ไม่ใช่เรื่องของคนยิ่งใหญ่ ชาวบ้านร้านตลาด ๆ นี่เอง แต่…เล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ
เป็นอย่างไรหรือ เอาเป็นว่า พี่ลองหยิบเล่มที่ชอบสักเล่ม แล้วลองพิจารณาเถิดว่า ทำไม พี่ถึงชอบจัง…
นั่นแล…
อ้อ อย่างผมต้องงานอย่างน้าชาติ น้าหงา พี่กนกฯ ท่านเจ้าสำนักวิน ตอนนี้ ติดตาม ก้าวไปเก็บจันทร์พันดวง ของ ประชาคม…อ่านแล้วอยากตามตอนต่อไป…
ด้วยมิตรภาพ…
ป.ล. อย่างกระบี่ฯ ผมเองก็อ่านอย่างไม่รู้สึกเบื่อ
(ฮ่า ฮ่า มีหยอดแรงใจ)
ไม่ทราบพอจะอรรถาธิบายได้ไหมขอรับ ความน่าอ่านต่อของเล่มนี้อยู่ตรงไหนบ้าง?
การเล่าโครงเรื่องง่าย ๆ อย่างไม่น่าเบื่อนั้นไม่ธรรมดา พี่ท่านพอจะกรุณาดึงกลวิธีออกมาร่ายเรียงให้ผู้น้อยได้เปิดหูเปิดตาพอเข้ายาได้หรือไม่ขะรับ
คารวะ
มาแอบฟัง
เรียนตามตรงไม่เคยอ่านงานขจรฤทธิ์เลย
งานไหนบ้างเรียกวรรณกรรมยิ่งใหญ่อันส่งผลสะทกสะเทือนใจกับโลกทัศน์ของผู้คน
ไม่ได้มาป่วนนะ ไม่รู้จริงๆ
เพราะข้าเจ้ารู้สึกว่าวรรณกรรมนั้นๆ จะส่งผลต่อผู้อ่านได้ แน่นอนคนเขียนต้องมีความรู้สึกร่วมไปในงานตน
คนอ่านก็เช่นกัน หากมิมีอารมณ์ร่วมไปในเนื้องาน
ก็ยากนักจะสะทกสะท้อนใจ
ด้วยมิตรภาพ
พี่ท่าน ผมเองก็เพิ่งจะหัดเขียน ครูพักลักจำโดยการอ่านงานวรรณกรรมมาก ๆ เท่าที่จะมีเวลาเอื้ออำนวย…
วันนี้คิดงานไม่ออก ก็อ่าน… หรือไม่ก็อ่าน ไปพร้อมกับ ๆ มีเรื่องเขียน
สารภาพจากใจ หากให้ผมอธิบายมันออกมา คงปล่อยไห่เบ้อเร่อ…
แต่จะบอกเอาตามเข้าใจนะขอรับ โดยยืมคำท่านเจ้าสำนักมาอีกที คือ
“เขียนด้วยสัญชาตญาณ”
อ๊ะ…คิดไปคิดมา ที่จริงแล้วผมเอามาลงบางส่วน จึงทำให้ท่านเคลือบแคลง…
เอาล่ะ เดี๋ยวจะเพิ่มให้ครบถ้วนกระบวนความ…
ขออภัย ๆ
ด้วยมิตรภาพ…
ท่านพี่ ขอรับ
ผมนำมาลงใหม่ แบบ เต็ม ๆ ให้แล้วนะขอรับ
อา..ถึงว่า
ดูเหมือนเคยอ่าน..เหมือนไม่เคยอ่าน..
ฮ่า ฮ่า งงแต่เช้า
ขอบพระคุณขอรับ