ครูเทศ
คอลัมน์ มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง
มติชนสุดสัปดาห์, ๓๐ พ.ค. – ๕ มิ.ย. ๒๕๕๑ ฉบับที่ ๑๔๕๐
ครูเทศ
๑.
สมัยก่อน คำว่า “นักประพันธ์ไส้แห้ง” ค่อนข้างติดปากผู้คนแพร่หลาย จนนำมาล้อเล่นมุขกันว่า ใครมีลูกสาวสวย ๆ อย่าได้เผลอไผลใจอ่อนยกให้ไอ้หนุ่มที่มีอาชีพนักเขียนหนังสือเลยทีเดียวหนา เพราะจะพาลูกสาวเราไปอดตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
โธ่เอ๋ย…จะไปเอานิยมนิยายกับพวกอาชีพขายฝัน ถนัดแต่ทางปั้นน้ำเป็นตัว ปั้นวัวเป็นควาย เพ้อเจ้อกระถินบก เขียนอะไรบ้า ๆ บอ ๆ แล้วบอกว่าเอาฝันมาขาย! เดี๋ยวก็พาลไส้แห้งหมดทั้งบ้านจนได้
เมืองไทยน่ะมีนักเขียนกี่คนกันเชียว?……….นับไปนับมาก็ไม่มากไม่น้อยกว่านี้เท่าไหร่นัก นอกนั้นก็เป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกเท่านั้นเอง
………
นักเขียนดัง ๆ แม้จะยอมรับเล็กน้อยว่า จริงอย่างที่เขาพูดกันแฮะ แต่ก็ย่อมจะเกิดความขุ่นข้องหมองจิตพอสมควร
ถ้าข้าพเจ้าหรือพวกเราล้มตายไป เมืองไทยก็เห็นจะขาดแคลนจนถึงยากไร้ผู้สืบเนื่องอาชีพคนเขียนหนังสือ เดี๋ยวบ้านนี้เมืองนี้จะกลายเป็น “คนป่าคนดง” อย่างรัชกาลที่ ๖ ท่านทรงนิพนธ์เอาไว้จริง ๆ เอ้า!
อย่ากระนั้นเลย เรามาหาช่องทางให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีใจรักทางขีด ๆ เขียน ๆ ได้เรียนรู้กลเม็ดเด็ดพราย รวมทั้งเคล็ดลับหลากหลายใน “วิชาหนังสือ” ที่จะทำให้กลายเป็นนักเขียนอาชีพจนได้ซีน่า
ว่าแล้วเท่านั้นก็เปิดโรงเรียนสอนวิชานักประพันธ์ขึ้นมา!
ครูบาอาจารย์ที่ตั้งอกตั่งใจสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นนักเขียนอาชีพ ทุ่มเทเวลาในกรแนะนำและการตรวจต้นฉบับ ชี้จุดอ่อนให้มองเห็น ส่งกลับหรือแก้ไขหรือไม่ก็เขียนเรื่องใหม่ ๆ ส่งเข้ามา ปรากฏว่าบรรดาหนุ่มสาวที่อยากเป็นคนขายฝันส่งเรื่องสั้นเรื่องยาวมาให้ตรวจ จนระดับปรมาจารย์อย่าง ยาขอบ, เรียมเอง, สันต์ เทวรักษ์ ฯลฯ จนผู้ก่อตั้ง นายตำรา ณ เมืองใต้ ฯลฯ ต้องยกธงขาวยอมแพ้
ตรวจเรื่องกันไม่หวาดไม่ไหวน่ะซีครับ
ขืนสอนต่อไปนักเขียนดัง ๆ ที่ว่าอาจกลายเป็นนักเขียนในอดีต หรืออดีตนักเขียนก็เป็นไปได้ เพราะมัวสอนแต่ให้คนเขียนหนังสือเป็น จนตัวเองไม่มีเวลาเขียนหนังสือซะเองไม่ใช่อะไร!
ครูมาลัย ชูพินิจ, อาจารย์เปลื้อง ณ นคร เจียดเวลาไปปาฐกถาเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว เช่น ครูมาลัยพูดในหัวข้อ “การเขียนเรื่องสั้น” อาจารย์เปลื้องบอกกล่าวว่า “เป็นนักเขียนที่ดีได้อย่างไร” หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “วิชาหนังสือ” ให้ละอ่อนหนุ่มสาว ไม่ว่าจะต้องการเป็นนักเขียนหรือไม่ ได้รับความรู้เพิ่มเติมจากบรมครูสองท่าน ชนิดไม่มากไม่น้อยละน่า
อาจารย์เจือ สตะเวทิน ออกนิตยสาร “สังคมประพันธ์” มาช่วยแนะนำเยาวมิตรผู้มุ่งมาดจะเป็นคนขายฝัน
คุณพิชัย โอตรดิตถ์ เขียน “ปากกาทอง” คุณพี่นเรศ นโรปกรณ์ เขียน “คนถือปากกา” พอจะมองเห็นว่าหนุ่มสาวสมัยก่อนกระตือรือร้นอยากเป็นนักเขียนมากมายเพียงใด
ขัดแย้งกับ “อิงอร” และ วิลาศ มณีวัต ที่ยืนยันมั่นคงว่าวิชาหนังสือสอนกันไม่ได้ถ้าจะเป็นก็เป็นเอง ไม่แยแสว่าจะไส้แห้งหรือไส้เปียก อย่างมากก็แนะนำกว้าง ๆ ให้ทดลองใช้สูตร “หินลับปากกา” ส่วนจะมีใครลองทำหรือไม่? ได้ผลมากน้อยประการใด? ก็ยังไม่ทราบจริง ๆ ครับ พับผ่า!
๒.
นอกจากการให้ความรู้หรือเคล็ดลับในวงกว้างแล้ว สมัยก่อนยังมีนักเขียนรุ่นใหญ่ระดับบรรณาธิการ แนะนำ “วิชาหนังสือ” กันเป็นส่วนตัวกับนักเขียนรุ่นหลัง ๆ ทำนองครูสอนศิษย์ จะได้มีความรู้ติดตัวเอาไว้ทำมาหากินต่อไป ไม่ต้องได้ชื่อว่านักเขียนไส้แห้งเหมือนครูในอดีตกาลนั่นปะไร!
ครูมาลัยฯ บอกกล่าว ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ ที่สยามสมัย…จงเขียนเรื่องที่ใกล้ตัวและรู้ดีที่สุด! คุณประหยัด ศ. นาคะนาท แนะนำว่า…อย่าลืมตัดข้อความที่เยิ่นเย้อยืดยาดทิ้งให้หมด บางเรื่องต้นฉบับหายไป ๒-๓ หน้ายังอ่านรู้เรื่องเลยว่ะ
คุณธนู ปิยะรัตน์ (สิงหเทพ) นักเขียนและบรรณาธิการ แสนสุข รายสัปดาห์เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ย้ำนักย้ำหนากับผมคือ คำพูดของตัวละครคือสิ่งที่บ่งบอกอาชีพ กับคนอาชีพไหนมีศัพท์เฉพาะว่ากระไร อย่าได้ริอ่านเขียนถึงเซลส์แมนโดยไม่เคยรู้ว่าเขาทำงานกันยังไงเด็ดขาด
อย่าบอกผู้อ่านโต้ง ๆ ว่านางเอกใส่แหวนเพชร แต่ให้ผู้อื่นจ้องมองแหวนเพชรของเธออย่างสนใจ หรือจะบอกว่านางเอกของคุณลูบคลำแหวนเพชรเล่นไปพลาง ๆ ก็ยังได้
โดยเฉพาะเรื่องสั้น อย่ามัวอ้อยอิ่งยืดยาดเยิ่นเย้อ ผู้อ่านไม่มีเวลามาสนใจกับศัพท์แสงหรูหราหรือความฟุ่มเฟือยของถ้อยคำ แต่เขาอยากรู้ว่าเรื่องนั้นจะลงเอยยังไง? เขาเดาถูกหรือไม่? แต่ถ้าเดาผิดก็จะทำให้เขาอยากอ่านเรื่องต่อไป แต่ถ้าเดาถูกบ่อยก็จะเห็นว่าเรื่องสั้นของเราไม่น่าสนใจเท่าที่ควร
อย่าคิดว่าเรื่องประเภทหักมุมจะยากเย็นเกินไป ถ้ารู้จักหาพล็อตเหมาะ ๆ รับรองว่า “ถูกเส้น” ผู้อ่านนักแล ข้อสำคัญอย่าไปลอกเลียนงานของท่านผู้ใดส่งบ.ก.เด็ดขาด
ประมูล อุณหธูป (อุษณา เพลิงธรรม) เป็นนักเขียนและบ.ก. ที่พิจารณาเรื่องสั้นใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ คล้าย ๆ กับ “สิงหเทพ”
ถ้านักเขียนคนไหนได้ลงพิมพ์สยามรัฐฯ ถือว่า “แจ้งเกิด” เต็มเนื้อเต็มตัวทันใด!
คงเพราะเหตุนี้เองเรื่องสั้นจากทุกมุมเมืองจึงหลั่งไหลเข้าไปหาอุษณา เพลิงธรรม นอกจากน้องใหม่จะหาโอกาสแจ้งเกิด บรรณาธิการก็มีโอกาสได้คัดเลือกเรื่องสั้นมากมาย ไม่ใช่ประเภทนินทากันว่า…ลงแต่เรื่องสั้นของเพื่อนฝูงเป็นประจำ!
เรื่องสั้นของผมได้ลงพิมพ์ที่นั่นไล่ ๆ กับน้องใหม่อีก ๑ หน่อ ๑ อนงค์ คือ สุจิตต์ วงษ์เทศ กับ สุวรรณี สุคนธา ถือว่าเป็นลูกศิษย์ครูเดียวกันตั้งแต่นั้นมา
แล้วคุณมูลสอนยังไง?
๓.
สำหรับผมน่ะไม่ได้สอนด้วยปากเปล่า แต่ลงมือเขียนขีดฆ่า-ต่อคำ แถมระโยงระยางออกมาติเตียนแทบจะเป็นด่าทอต่าง ๆ นานาตามขอบกระดาษ แล้วส่งเรื่องมหากาฬนั่นมาให้ผมแก้ไข จนคุณมูลบอกว่า…ได้การ!
ส่วน “เจ๊แต๋ว” สุวรรณี สุคนธา มาแปลกตรงที่คุณมูลแก้ไขตั้งแต่นามปากกาโน่นเลย บังเอิญผมเห็นต้นฉบับเรื่องแรกของเจ๊ ใช้ชื่อจริงเป็นนามปากกาคือ สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง ถูกแก้เป็น สุวรรณี เกรียง แต่เมื่อเรื่องสั้นพิมพ์ออกมากลับกลายเป็น สุวรรณี สุคนธา อะร้าแอร่มปานได้กลิ่นสุคนธรสแช่มชื่นขึ้นมาทีเดียว
ตอนนั้นยังไม่รู้จัก สุจิตต์ วงษ์เทศ เลยไม่รู้ว่าคุณมูลท่านสั่งสอนอะไรอีกหรือเปล่า? รู้แต่ว่า ขุนเดช นี่แสนจะหฤโหด ซะใจซาดิสม์จริง ๆ ให้ดิ้นตาย!
๔.
เออเนสต์ เฮมิงเวย์ เขียนไว้ในหนังสือ BY-LINE มีความว่า
“สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดในโลก ก็คือ การเขียนให้ได้เนื้อหาใจความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตผู้คน ประการแรก คุณต้องรู้ซึ้งเรื่องที่คุณหยิบยกขึ้นมาเขียน ประการต่อมา คุณต้องรู้ว่าจะเขียนอย่างไร ทั้งสองสิ่งต้องใช้ช่วงเวลาในชีวิตของคุณเรียนรู้”
และในเรื่อง GREE HILLS OF AFRICA
“…ในแวบแรกที่คุณเห็นในถิ่นประเทศอื่นนั้นมีคุณค่ายิ่ง อาจมีคุณค่าสำหรับคุณมากกว่าคนอื่น ๆ คุณต้องพยายามเขียนมันออกมา ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเขียนยังไง”
จาก “สูตรลับเฮมิงเวย์” ในวารสารปากไก่ของสมาคมนักเขียน พ.ศ.๒๕๓๔ แปลโดย อุดร วงษ์ทับทิม
สตีเฟ่น คิง, ตัดทอนจาก “โรงเรียนนักเขียน” ตอน “สิ่งควรรู้” เพลินตา แปลและเรียบเรียงใน WRITER ฉบับที่ ๑๘ เดือนมีนาคม ๒๕๓๗
๑. มีกึ๋น หมายถึงผลงานของคุณจะได้รับการตีพิมพ์อย่างไร ไม่เกี่ยวกับการตัดสินเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่าใครดีหรือเลว…แต่ที่แน่ ๆ คุณมือถึง ความสำเร็จในการประพันธ์ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกึ๋น และในบริบทของตลาด นักเขียนที่เลวก็คือนักเขียนที่ไม่ได้รับค่าเรื่อง ถ้าคุณไม่มีกึ๋นคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ และถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จคุณก็ควรจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะวางมือ
๒. ประณีต ใช้พิมพ์ดีดพิมพ์เว้นบรรทัดสองบรรทัด ใช้กระดาษอย่างขาว ผิวเรียบ หากมีรอยแก้ไขตกหล่นอยู่หลายแห่ง พิมพ์เสียใหม่จะดีกว่า
๓. วิจารณ์ตนเอง หากไม่มีการแก้ไขต้นฉบับเลย คุณนี่ขี้เกียจจริง ๆ
๔. ขจัดคำฟุ่มเฟือย
๕. อย่าใช้หนังสืออ้างอิงอันใด ต้องการเขียนเรื่องใช่หรือไม่? ใช่! ฉะนั้นเอาพจนานุกรม คลังตำรา สารานุกรม ไว้ไกล ๆ ถ้าจะให้ดีทิ้งลงถังขยะไปเลย คุณกลัวว่าสะกดคำผิด กลัวว่าจะเขียนให้ข้อมูลที่ผิดพลาดน่ะหรือ ก็ทำไมไม่ตรวจสอบทีหลังล่ะ
ทำไมไม่ปล่อยให้ขบวนความคิดของคุณเลื่อนไหลไป เมื่อคุณนั่งลงเขียนก็จงอย่าทำอะไรอย่างอื่น นอกจากไปห้องน้ำ หรือในกรณีที่ผัดผ่อนไปไม่ได้อีกแล้ว
๖. รู้ตลาด จะมีก็แต่คนโง่เท่านั้นที่ส่งเรื่องผีดูดเลือดไปยังนิตยสารแนววิทยาศาสตร์ ส่งเรื่องรักอ่อนโยนระหว่างแม่ลูกไปยังนิตยสารเพลย์บอย แต่ก็มีคนทำอย่างนี้มาลอด
๗. เขียนเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่ว่าไม่เขียนเรื่องจริงจัง ความคิดที่จริงจังนั้นมีได้ แต่ต้องสนองต่อเรื่อง ไม่ใช่เรื่องสนองต่อความคิด
หากคุณต้องการเทศนา ก็จงไปขึ้นธรรมาสน์
๘. ถามตัวเองอยู่เสมอว่า คุณสนุกกับการเขียนหรือไม่? ถ้าเป็น “ไม่” อยู่บ่อย ๆ ละก็ ถึงเวลาหางานใหม่ อาชีพใหม่ทำได้แล้ว
๙. อำนวยความสะดวกสำหรับการส่งคืน
๑๐. ถ้าห่วย ทำลาย! เป็นกฎสำหรับเรื่องแต่ง ถ้าห่วย ทำลายมัน
๕.
นักเขียนฝรั่งอาจแผกต่างกับบ้านเรา แต่หลักใหญ่ก็คล้ายคลึงกัน เช่น การรู้จักตลาด กับการติดต่อ ใช้ภาษากระชับ รัดกุม ตัดถ้อยคำรุ่มร่ามรุงรังที่เป็น “ขยะ” ออกไปให้มากที่สุด
แต่ความพิถีพิถันสุด ๆ นี่เชื่อว่านักเขียนเทศคงไม่เท่ากับนักเขียนไทยหรอกครับ
ประมูล อุณหธูป เคยเขียนสอนแกมด่าไว้ในต้นฉบับที่ผมส่งให้พิจารณา ว่า อย่าใส่เครื่องหมาย…(จุด ๆ ๆ) โดยไม่จำเป็น คนอ่านเห็นเข้าก็จะคิดว่าคุณยังนึกอะไรไม่ออกเลยใส่…(จุด ๆ ๆ) ปะทะปะทังเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็เรียกขานพวกคุณว่า “ไอ้จุด” กับ “อีจุด” (ฮา) ·




“หินลับปากกา” เป็นเช่นไรท่าน
กรุณาช่วยขยายความที
ถึงว่าสิ…ทำไมจึงได้ยินบ่อยเหลือเกินว่า “สยามรัฐสัปดาวิจารณ์” คือที่ใฝ่ฝันของคนเขียนหนังสือ อยากลงตีพิมพ์
แม้นเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนเป็นพี่เยี่ยมในการคัดต้นฉบับ ก็ยังได้ยินความฝันบางคนในการมีเรื่องสั้นลงที่นี่
ย่อหน้าสุดท้ายฮาช่วยนะท่านนะ
พี่ท่านขะรับ
อยากกดเชือกเส้นบนแล้วเหวี่ยงตัวลอยลงยืนบนผืนผ้าใบ ชกนวมสักสองสามทีพอกระตุ้นความฮึกหาญ ฟุตเวิร์คอีกนิดหน่อย ดึงกางเกงลงต่ำ(อย่างเอวต่ำที่กำลังนิยม)
จากนั้นประจงทิ้งเข่าลงโขกศีรษะให้ท่านสามโป๊ก!
โทษฐานน้ำใจน่าบูชาอะไรเยี่ยงนี้ หากไม่ได้พี่ท่านสละเวลาใช้ปลายนิ้วอันมู่ทู่จิ้มตัวอักษรมาแปะให้อ่าน ผู้น้อยไหนเลยเหลือบุญได้ผ่านตา
งานเขียนแนะนำหลักคิดหลักเขียนเกร็ดชีวิตบูรพประพันธกรมีความเย้าใจต่อผู้น้อยอยู่เสมอมา ด้วยความเข้าใจอันดีว่า ‘แนะได้สอนไม่ได้’
งานเขียนไม่ต่างว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน บอกได้ว่าทำอย่างไร? ที่เหลือล้วนขึ้นกับลองผิดลองถูกฝึกฝนจนชำนาญเฉพาะตน
เพียงข้อเขียนเหล่านี้สร้างแรงใจ ส่งไฟฝัน คล้ายได้พูดคุยกับคนที่อยู่ในโลกเดียวกัน นั่นเป็นความอบอุ่นชนิดหนึ่ง ผู้น้อยจึงมักใช้เวลาจอดเรือซุกใบอยู่กับงานเขียนแนวนี้ยามเมื่อสายลมจินตนาอ่อนล้าโรยแรง
การที่พี่ท่านสละเวลานำมาเผยแพร่ในบล็อกนอกจากสร้างกุศลให้ผู้ด้อยโอกาสอ่านเยี่ยงข้าพเจ้าแล้ว ยังสะท้อนถึงความตั้งใจทำบล็อกด้วยบทความคุณภาพอันเอื้อประโยชน์ต่อคนทั่วไป
เวลาพี่ท่านสละปั่นตัวอักษรร้อยพันเหล่านั้นรับรองไม่สูญเปล่า ปะคราใดจะชดใช้ให้สาสมใจเทียว!
คารวะ
เหมือน หิน ลับมีด นั่นแล…
คม คม คม …
ส่วนพี่ท่านไม่ต้องกระทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ บอกแล้วว่า เราลงเรื่อลำเดียวกัน ล่องไปท่ามกลางทะเลนำหมึก ไม่ช่วยกัน แล้วเมือ่ไหร่จะเห็นฝั่งสีน้ำผึ้ง…
อา…นี่ยกเอาคำมาจากท่านน้าหงาเลยหนา…
จากภูผาถึงทะเล…
ด้วยความยินดีขอรับ..
ป.ล. ตอนหน้า ครูใหญ่ โปรดติดตาม!