สวัสดีวันอาทิตย์ © - 3/11
สองวันก่อนผมฝันถึงแม่ จะเพราะด้วยความคิดถึงที่นอนนิ่งในก้นบึ้งหรืออย่างไรก็สุดจะไขว่คว้าหาความ
ครับ ผมไม่อาจบอกแม่ได้หรอกว่าผมคิดถึงท่านยี่สิบสี่ชั่วโมง เช่นกัน, ผมไม่เคยบอกสาวคนไหนอย่างนี้ด้วย พูดไปคุณเธอคนไหนจะเชื่อ ยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือ…เอาแค่แต่ละวินาทีได้ไหม เราคิดถึงกันได้ไหมทุกวินาที, คิดถึงเธอแทบใจจะขาด
หายใจเข้าเป็นคิดถึง หายใจออกก็คิดถึง แหม่…คิดทึ้ง คิดถึง
การได้ฝันถึงแม่ย่อมมีเหตุผลแน่นอน ผมสงสัยจึงพยายามไล่เลียงลำดับเหตุ ไม่นานก็ได้คำตอบ
ระยะนี้ผมได้ยินคุณแม่ลูกอ่อน (น้องผู้ร่วมงาน) คุยถึงลูกสาววัยหนึ่งปีที่เพิ่งรับกลับมาดูแลเอง (ก่อนหน้าเธอให้คุณแม่ดูแลที่บ้านต่างจังหวัด) ทำให้เกิดความรู้สึกรับรู้ถึงหัวอกคนเป็นแม่ ความเป็นห่วงเป็นใยต่อลูกในวัยที่ยังไม่รู้ความ ในวัยที่ยังไม่รู้ความของผม แม่คงรู้สึกไม่ต่างไปจากเธอ-คุณแม่ลูกอ่อนรายนี้ นั่นละครับ บางขณะผมเผลอวาดใบหน้าของแม่ที่กำลังอุ้ม กอดจูบ หอมแก้ม รำพึงรำพันถึงตัวผมต่าง ๆ นานา แม้เป็นแค่ชั่ววูบ แต่ก็เป็นแรงเหวี่ยงให้นึกคิดย้อนจากวันสุดท้ายไปยังวันแรกที่ได้พบแม่ ผมไม่ต้องเสียเวลาทบทวนความทรงจำมากนัก เพราะเรื่องราวของผมกับแม่นั้นมีไม่มาก ผมเคยลำดับการพบแม่นะครับ มีมากกว่าห้าแต่ไม่เกินสิบครั้ง
หลายครั้งทีเดียวเมื่อแม่มาหาผมมักไม่ค่อยพูดกับแม่ ไม่ได้โกรธหรือเกลียดแม่ แต่เป็นเพราะไม่คุ้นชินและไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยด้วยเรื่องอะไร แม่ต้องเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนทุกครั้ง
การชวนคุยของแม่เป็นการตั้งคำถามเสียส่วนมาก พยายามถามโน่นนี่ด้วยคำถามปลายเปิดหวังให้ลูกคุยบ้างตั้งคำถามถามแม่บ้าง แต่ผมก็ทำให้แม่ผิดหวัง (หากว่าแม่หวังอย่างนั้นนะครับ)
คำพูดที่อยู่ในหัวและอยากพูดมากที่สุดคือ “ไม่อยากให้แม่กลับ” แต่ผมไม่ได้พูดหรอกครับ เพราะรู้ว่าสิ่งที่ต้องการนั้นไม่สามารถเป็นไปได้ พูดไปแล้วแม่อาจรันทดใจมากกว่าที่เป็นอยู่ ผมจึงไม่พูด–ไม่พูดเพราะไม่อยากให้แม่ต้องเสียใจ แต่คิดอีกมุมหนึ่งผมน่าจะพูด อย่างน้อยอาจทำให้แม่รู้สึกได้ว่าผมรักแม่ก็เป็นได้ วันเวลาผันผ่านไปแล้วนี่ครับ เวลานี้จะคิดอย่างหลังหรือจะคิดให้มากกว่าก็ยังได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งที่คิดนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปทำได้ คงคิดได้เพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม (วันนี้) ผมไม่เสียใจ ไม่รู้สึกรันทดชีวิตในวัยเด็กที่ขาดแม่ ผมมีแต่ความสุขใจ แม้ว่าความสุขนี้มันจะหมอง ๆ หม่น ๆ บ้างก็เถอะ
สุขอย่างเหงา ๆ…แหม่ ฟังดูเป็นนิยามที่ ‘แคลสสิค’ เหลือรับประทาน
.
.
.
สิบเจ็ดปีก่อนหลังแม่จากไปผมฝันถึงแม่ ในความฝันเหมือนความจริง แม่นั่งคุยกับผมที่ข้างเตียง ผมคุยกับแม่ คุยว่าอะไรบ้างนั้นปะติดปะต่อไม่ได้ จำได้อย่างเดียวว่าแม่บอกว่าไม่ต้องห่วง แม่สบายดี มีความสุขดี จากนั้นก็ไม่เคยฝันถึงอีก กระทั่งสองวันก่อน–
ผมฝันว่าแม่พาผม (เป็นเด็ก) มาส่งบ้าน ผมไม่รู้นะครับว่าผมไปไหนกับแม่ จำได้ว่าแม่พานั่งรถไฟกลับมา ตลอดทางไม่ได้คุยกับแม่เลย ไม่อยากให้รถแล่นถึงบ้าน อยากนั่งอยู่ข้าง ๆ แม่ตลอดไป, สุดท้ายความฝันก็คือความฝันครับ ฝันต้องจบเมื่อแม่พามาส่งบ้าน ผมร้องเรียกแม่ที่หันหลังเดินจากไป แล้วผมก็ตื่นนอนเอาตอนนั้น
หากไม่ฝันผมคงตื่นสายเพราะอากาศยามเช้าวันนั้นเย็นสบายน่านอนยิ่งนัก ผมเองนิสัยเสียเสียด้วย ลงได้นอนแล้วละก็ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยอยากตื่น
.
.
.
การฝันนั้นเกิดจากจิตใต้สำนึกที่กักเก็บไว้จนล้น…ผมเชื่ออย่างนี้
จะฝันอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับจิตใจของเรา สุขทุกข์เครียดเศร้าหมกมุ่นกับสิ่งใดอย่างไรก็ฝันสอดคล้องกับความรู้สึกนั้น แต่ให้ดีผมว่าไม่ควรจะฝันอะไรต่ออะไรเลย เพราะว่าขณะฝันร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ต่อให้ฝันบรมสุขยังไงก็เถอะ ตื่นขึ้นมาก็ไม่กระปรี้กระเปร่าเท่ากับนอนไม่ฝัน
ฝันดีก็ต้องมานั่งทบทวนรื้อฟื้นฝันกลางวันต่อ ถ้าฝันร้ายก็ต้องพยามไม่คิดถึงมัน เหนื่อยกายเหนื่อยใจทั้งขึ้นทั้งล่อง
ถ้าเลือกได้ในโมงยามนี้ผมขอเลือกไม่ฝันยามหลับ เพราะแค่พยายามสานความฝันในยามตื่นในแต่ละวันก็เหนื่อยพอแล้ว อย่างนั้นหากไม่ฝันถึงแม่ก็ไม่เสียใจ ถ้าสมองไม่เสื่อมเสียก่อนผมสามารถคิดถึงแม่ได้ทุกเวลาที่ต้องการ เพราะทุกภาพทุกเหตุการณ์ได้แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำ
ครับ ฝันครับฝัน, อย่างไรเสียความฝันนั้นน่าจะบันดาลสุขมากกว่าทุกข์ เพราะความฝันมักตรงข้ามกับความจริงเสมอ
ด้วยรักและคิดถึงแม่–ผมเขียนบทความนี้ด้วยความสุข, สวัสดี ·
23พ.ค. 51




อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
ไวเหมือนโกหก วันอาทิตย์อีกแล้ว!
กำลังจรดนิ้ว ยินเสียงข้าวดีดดังป๊อก! (ปิยะธิดา) น้ำย่อยพลันไหลโจ๊ก!
เอาล่ะมีเวลาสิบห้านาทีรอข้าวดง จิ้มอรุณสวัสดิ์พี่ท่าน
อ่านจบแล้วอึ้งพูดไม่ออกขอรับ
เมื่อพูดไม่ออก ไม่พูดดีกว่า
บางเรื่องนั้นพูดไม่ออกจริง ๆ มันคล้ายลมอั้นขึ้นกลางอกเข้าก็ไม่ได้ออกก็ไม่สะดวก ได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อก!
ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่กับแม่ขอรับ
ว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง แม่จับมือหัดเขียนหนังสือ(คลับคล้ายคลับคลา) กางมุ้งให้ ปลุกตอนเช้า หวดก้นตอนข้าพเจ้าติดเตะบอลกลับบ้านค่ำ พอเริ่มเป็นหนุ่มสักสิบสิบเอ็ดขวบ ก็ถูกส่งออกจากบ้าน
มองกลับไปคล้าย ๆ นรกเริ่มแต่บัดนั้นสำหรับชีวิตน้อย ๆ ข้าพเจ้า
ผ่านมาจนล่วงวัยป่านฉะนี้แลขอรับจึงได้มีเหตุบังเอิญให้ใกล้แม่อีกครั้ง ยามนี้ชีวิตข้าพเจ้าราวอยู่สวรรค์ กับข้าวแม่อิ่มอร่อยทุกครั้ง ข้าพเจ้าไม่ได้ออกจากบ้านคนเดียวขอรับ มีเจ้าน้องชายคู่ซี้ไปด้วย (แต่เราถูกแยกไปคนละทิศละทาง)
ข้าพเจ้ากลับสู่สวรรค์ของแม่ เจ้าน้องชายไม่มีโอกาส (มันไปสวรรค์อีกแห่ง) ข้าพเจ้าจะใช้เวลานี้ให้ดีที่สุด ได้เวลากินข้าวแระ ผัดเผ็ดแม่อร่อยขอรับ ว่าง ๆ เชิญพี่ท่านมารับ’ทาน
ว่าแล้ว..
ไม่น่าพูดถึงเลย..น้ำตาไหลแต่เช้า
กินข้าวล่ะ!
คารวะ
สวัสดียามบ่ายขอรับท่านพี่
ขอขอบพระคุณสำหรับข้าวผัดที่เอ่ยทักชวนลิ้มชิมรส
พี่ท่านว่าอร่อย ผมว่าอร่อยกว่า…เพราะพี่บอกว่าอร่อย
อีกทั้งกับข้าวฝีมือคุณแม่…หิวนะครับ บ่ายสี่แล้ว หิว
ด้วยมิตรภาพครับ
ผิดกับผม
อยู่กับแม่
แต่ทะเลาะกันประจำ
โกรธกันเป็นนาน
กว่าจะดีกัน
เฮ้อ