24
พ.ค.
08

ด้วยรักและคิดถึง

สวัสดีวันอาทิตย์ © - 3/11

สองวันก่อนผมฝันถึงแม่ จะเพราะด้วยความคิดถึงที่นอนนิ่งในก้นบึ้งหรืออย่างไรก็สุดจะไขว่คว้าหาความ

          ครับ ผมไม่อาจบอกแม่ได้หรอกว่าผมคิดถึงท่านยี่สิบสี่ชั่วโมง  เช่นกัน, ผมไม่เคยบอกสาวคนไหนอย่างนี้ด้วย พูดไปคุณเธอคนไหนจะเชื่อ  ยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือ…เอาแค่แต่ละวินาทีได้ไหม  เราคิดถึงกันได้ไหมทุกวินาที, คิดถึงเธอแทบใจจะขาด

          หายใจเข้าเป็นคิดถึง หายใจออกก็คิดถึง  แหม่…คิดทึ้ง คิดถึง

          การได้ฝันถึงแม่ย่อมมีเหตุผลแน่นอน  ผมสงสัยจึงพยายามไล่เลียงลำดับเหตุ ไม่นานก็ได้คำตอบ

          ระยะนี้ผมได้ยินคุณแม่ลูกอ่อน (น้องผู้ร่วมงาน) คุยถึงลูกสาววัยหนึ่งปีที่เพิ่งรับกลับมาดูแลเอง (ก่อนหน้าเธอให้คุณแม่ดูแลที่บ้านต่างจังหวัด) ทำให้เกิดความรู้สึกรับรู้ถึงหัวอกคนเป็นแม่ ความเป็นห่วงเป็นใยต่อลูกในวัยที่ยังไม่รู้ความ ในวัยที่ยังไม่รู้ความของผม  แม่คงรู้สึกไม่ต่างไปจากเธอ-คุณแม่ลูกอ่อนรายนี้  นั่นละครับ บางขณะผมเผลอวาดใบหน้าของแม่ที่กำลังอุ้ม กอดจูบ หอมแก้ม รำพึงรำพันถึงตัวผมต่าง ๆ นานา  แม้เป็นแค่ชั่ววูบ แต่ก็เป็นแรงเหวี่ยงให้นึกคิดย้อนจากวันสุดท้ายไปยังวันแรกที่ได้พบแม่  ผมไม่ต้องเสียเวลาทบทวนความทรงจำมากนัก เพราะเรื่องราวของผมกับแม่นั้นมีไม่มาก  ผมเคยลำดับการพบแม่นะครับ มีมากกว่าห้าแต่ไม่เกินสิบครั้ง

          หลายครั้งทีเดียวเมื่อแม่มาหาผมมักไม่ค่อยพูดกับแม่  ไม่ได้โกรธหรือเกลียดแม่ แต่เป็นเพราะไม่คุ้นชินและไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยด้วยเรื่องอะไร  แม่ต้องเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนทุกครั้ง

          การชวนคุยของแม่เป็นการตั้งคำถามเสียส่วนมาก พยายามถามโน่นนี่ด้วยคำถามปลายเปิดหวังให้ลูกคุยบ้างตั้งคำถามถามแม่บ้าง แต่ผมก็ทำให้แม่ผิดหวัง (หากว่าแม่หวังอย่างนั้นนะครับ)

          คำพูดที่อยู่ในหัวและอยากพูดมากที่สุดคือ “ไม่อยากให้แม่กลับ” แต่ผมไม่ได้พูดหรอกครับ เพราะรู้ว่าสิ่งที่ต้องการนั้นไม่สามารถเป็นไปได้  พูดไปแล้วแม่อาจรันทดใจมากกว่าที่เป็นอยู่ ผมจึงไม่พูด–ไม่พูดเพราะไม่อยากให้แม่ต้องเสียใจ  แต่คิดอีกมุมหนึ่งผมน่าจะพูด อย่างน้อยอาจทำให้แม่รู้สึกได้ว่าผมรักแม่ก็เป็นได้  วันเวลาผันผ่านไปแล้วนี่ครับ เวลานี้จะคิดอย่างหลังหรือจะคิดให้มากกว่าก็ยังได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งที่คิดนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปทำได้ คงคิดได้เพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม (วันนี้) ผมไม่เสียใจ ไม่รู้สึกรันทดชีวิตในวัยเด็กที่ขาดแม่ ผมมีแต่ความสุขใจ แม้ว่าความสุขนี้มันจะหมอง ๆ หม่น ๆ บ้างก็เถอะ

          สุขอย่างเหงา ๆ…แหม่ ฟังดูเป็นนิยามที่ ‘แคลสสิค’ เหลือรับประทาน

.
.
.
สิบเจ็ดปีก่อนหลังแม่จากไปผมฝันถึงแม่ ในความฝันเหมือนความจริง  แม่นั่งคุยกับผมที่ข้างเตียง  ผมคุยกับแม่  คุยว่าอะไรบ้างนั้นปะติดปะต่อไม่ได้ จำได้อย่างเดียวว่าแม่บอกว่าไม่ต้องห่วง แม่สบายดี มีความสุขดี  จากนั้นก็ไม่เคยฝันถึงอีก กระทั่งสองวันก่อน–

          ผมฝันว่าแม่พาผม (เป็นเด็ก) มาส่งบ้าน  ผมไม่รู้นะครับว่าผมไปไหนกับแม่ จำได้ว่าแม่พานั่งรถไฟกลับมา  ตลอดทางไม่ได้คุยกับแม่เลย ไม่อยากให้รถแล่นถึงบ้าน อยากนั่งอยู่ข้าง ๆ แม่ตลอดไป, สุดท้ายความฝันก็คือความฝันครับ  ฝันต้องจบเมื่อแม่พามาส่งบ้าน ผมร้องเรียกแม่ที่หันหลังเดินจากไป แล้วผมก็ตื่นนอนเอาตอนนั้น

          หากไม่ฝันผมคงตื่นสายเพราะอากาศยามเช้าวันนั้นเย็นสบายน่านอนยิ่งนัก ผมเองนิสัยเสียเสียด้วย ลงได้นอนแล้วละก็ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยอยากตื่น

.
.
.
การฝันนั้นเกิดจากจิตใต้สำนึกที่กักเก็บไว้จนล้น…ผมเชื่ออย่างนี้

          จะฝันอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับจิตใจของเรา  สุขทุกข์เครียดเศร้าหมกมุ่นกับสิ่งใดอย่างไรก็ฝันสอดคล้องกับความรู้สึกนั้น  แต่ให้ดีผมว่าไม่ควรจะฝันอะไรต่ออะไรเลย เพราะว่าขณะฝันร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ต่อให้ฝันบรมสุขยังไงก็เถอะ ตื่นขึ้นมาก็ไม่กระปรี้กระเปร่าเท่ากับนอนไม่ฝัน

         ฝันดีก็ต้องมานั่งทบทวนรื้อฟื้นฝันกลางวันต่อ ถ้าฝันร้ายก็ต้องพยามไม่คิดถึงมัน เหนื่อยกายเหนื่อยใจทั้งขึ้นทั้งล่อง

          ถ้าเลือกได้ในโมงยามนี้ผมขอเลือกไม่ฝันยามหลับ เพราะแค่พยายามสานความฝันในยามตื่นในแต่ละวันก็เหนื่อยพอแล้ว  อย่างนั้นหากไม่ฝันถึงแม่ก็ไม่เสียใจ ถ้าสมองไม่เสื่อมเสียก่อนผมสามารถคิดถึงแม่ได้ทุกเวลาที่ต้องการ เพราะทุกภาพทุกเหตุการณ์ได้แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำ

          ครับ ฝันครับฝัน, อย่างไรเสียความฝันนั้นน่าจะบันดาลสุขมากกว่าทุกข์ เพราะความฝันมักตรงข้ามกับความจริงเสมอ

          ด้วยรักและคิดถึงแม่–ผมเขียนบทความนี้ด้วยความสุข, สวัสดี ·

23พ.ค. 51

 


3 Responses to “ด้วยรักและคิดถึง”


  1. พฤษภาคม 25, 2008 ที่ 08:05

    อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    ไวเหมือนโกหก วันอาทิตย์อีกแล้ว!
    กำลังจรดนิ้ว ยินเสียงข้าวดีดดังป๊อก! (ปิยะธิดา) น้ำย่อยพลันไหลโจ๊ก!
    เอาล่ะมีเวลาสิบห้านาทีรอข้าวดง จิ้มอรุณสวัสดิ์พี่ท่าน

    อ่านจบแล้วอึ้งพูดไม่ออกขอรับ

    เมื่อพูดไม่ออก ไม่พูดดีกว่า
    บางเรื่องนั้นพูดไม่ออกจริง ๆ มันคล้ายลมอั้นขึ้นกลางอกเข้าก็ไม่ได้ออกก็ไม่สะดวก ได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อก!

    ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่กับแม่ขอรับ

    ว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง แม่จับมือหัดเขียนหนังสือ(คลับคล้ายคลับคลา) กางมุ้งให้ ปลุกตอนเช้า หวดก้นตอนข้าพเจ้าติดเตะบอลกลับบ้านค่ำ พอเริ่มเป็นหนุ่มสักสิบสิบเอ็ดขวบ ก็ถูกส่งออกจากบ้าน

    มองกลับไปคล้าย ๆ นรกเริ่มแต่บัดนั้นสำหรับชีวิตน้อย ๆ ข้าพเจ้า

    ผ่านมาจนล่วงวัยป่านฉะนี้แลขอรับจึงได้มีเหตุบังเอิญให้ใกล้แม่อีกครั้ง ยามนี้ชีวิตข้าพเจ้าราวอยู่สวรรค์ กับข้าวแม่อิ่มอร่อยทุกครั้ง ข้าพเจ้าไม่ได้ออกจากบ้านคนเดียวขอรับ มีเจ้าน้องชายคู่ซี้ไปด้วย (แต่เราถูกแยกไปคนละทิศละทาง)

    ข้าพเจ้ากลับสู่สวรรค์ของแม่ เจ้าน้องชายไม่มีโอกาส (มันไปสวรรค์อีกแห่ง) ข้าพเจ้าจะใช้เวลานี้ให้ดีที่สุด ได้เวลากินข้าวแระ ผัดเผ็ดแม่อร่อยขอรับ ว่าง ๆ เชิญพี่ท่านมารับ’ทาน

    ว่าแล้ว..
    ไม่น่าพูดถึงเลย..น้ำตาไหลแต่เช้า

    กินข้าวล่ะ!

    คารวะ

  2. พฤษภาคม 25, 2008 ที่ 16:04

    สวัสดียามบ่ายขอรับท่านพี่

    ขอขอบพระคุณสำหรับข้าวผัดที่เอ่ยทักชวนลิ้มชิมรส
    พี่ท่านว่าอร่อย ผมว่าอร่อยกว่า…เพราะพี่บอกว่าอร่อย

    อีกทั้งกับข้าวฝีมือคุณแม่…หิวนะครับ บ่ายสี่แล้ว หิว

    ด้วยมิตรภาพครับ

  3. พฤษภาคม 26, 2008 ที่ 09:56

    ผิดกับผม
    อยู่กับแม่
    แต่ทะเลาะกันประจำ
    โกรธกันเป็นนาน
    กว่าจะดีกัน

    เฮ้อ


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 72,231 hits

RSS ก้าวรอก้าว

  • ก้าวฯที่ ๔๓ พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • มายา พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • ทำมือ ทำไม พฤศจิกายน 14, 2009
    เรื่องจากปก โดย กีรติ ทำมือ ทำไม . . มีคำถามอยู่มากว่า ทำไมเราจึงต้องรู้จักที่จะผลิตข้าวของเครื่องใช้เองบ้าง ทำไมเราไม่ซื้อ ซื้อ ซื้อ เป็นคำถามที่ตอบไม่ง่าย และยากที่จะอธิบาย คนเราเรียนรู้จักชีวิตที่สุขสบายมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการติดยึดอยู่กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ แม้ว่าไม่มีโอกาสจะได้รับก็ยังคงตะกายเพื่อให้ได้มา จึงเห็นผู้คนปากกัดตีนถีบมากหน้าหลายตา ดิ้นรนแ […]
    kaawrowkaw

RSS นารินทร์ ทองดี

  • นิทานหลานยาย (๑) พฤศจิกายน 15, 2009
    ย้อนไปยังครั้งก่อนตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆกระจ้อยด้อยเดียงสาวงนิทานหลานยายที่ปลายนาจุดกำเนิเปิดฟ้าจินตนาการย้อนไปยินสำเนียงเสียงยายเล่าถึงเรื่องราวเก่าๆเขาเล่าขานสื่อสุขโศกโลกธรรมเป็นตำนานเรื่องพื้นบ้านนิทานปรัมปราย้อนไปดอมดมกลิ่นผ้าซิ่นไหมซึ้งถึงรักจากใจผ่านใยผ้าด้วยใช้รักถักทอต่อผืนมาแกมกลิ่นกายชาวนาชราวัย(มีต่อ) […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)