สวัสดีวันอาทิตย์ © - 3/9
สองวันก่อนพบปะมิตรสหายโดยบังเอิญที่ท่าเรือข้ามฟาก แน่ละ ถึงเขาไม่เอ่ยชวนไปนั่งดื่มผมจะเอ่ยปากเสียเอง, ผมไม่ได้ถามเขาหรอกว่าตั้งใจมากินดื่มหรือไม่ แต่ก็พอจะตอบตัวเองได้ว่าเขาตั้งใจเนื่องจากมีมิตรรักอีกคน (พร้อมคนรัก) มาร่วมด้วย
พบเขาล่าสุดก็กลางปีที่แล้ว ส่วนคนที่มากับคนรักเพิ่งพบเมื่อวันอาทิตย์–ก่อนหน้าก็กลางปีที่แล้วเหมือนกัน
กลางปีที่แล้วพบกันในวันงานเลี้ยงสังสันทน์รุ่น แผนกเทคนิคสถาปัตยกรรม (เทียบเท่ามัธยมปลาย) วันนั้นไม่คุยอะไรกันมากมายกระทั่งลงลึกเรื่องส่วนตัว เพราะต่างมีเรื่องเฉพาะหน้าที่จะต้องทักทายเพื่อนคนนั้นคนนี้อย่างหยาบ ๆ แล้วก็เมากันมากกว่า อันที่จริงผมควรจะได้คุยกับเขาทั้งสองต่อหลังงานเลี้ยงเลิกแต่ก็พลาด เนื่องจากระหว่างเดินไปยังลานจอดรถผมพลัดหลงกับพวกเขา เลยตรงดิ่งกลับบ้าน
เขาทั้งสองสงสัยถามผม (ทางโทรศัพท์) ว่า “วันนั้นหายไปไหน?”
ผมตอบ “ก้มผูกเชือกรองเท้าแป๊บเดียวเงยหน้ามาไม่เห็นใครสักคน เลยกลับบ้าน”
อุตส่าห์เก็บงำความลับไว้อย่างคือ วันนั้นนั่งรถเลยป้าย (อีกแล้ว)
นี่ไง ความลับไม่มีในโลก!
เขาทั้งสองรู้ความจากมิตรรักอีกคน (เคยทำงานร่วมกัน) ถามว่าเขารู้ได้ยังไง–ผมเล่าเรื่องทุเรศ ๆ ของตัวเองให้มิตรผู้นั้นฟังเอง
ก่อนหน้า…ผมมักนั่งรถเลยป้ายทุกครั้ง (ยามเมา) ไกลที่สุดคือสุดสาย–อ้อมน้อย ไกลแค่ไหนไม่รู้ เอาเป็นว่านั่งแท็กซี่ย้อนกลับมาบางแค เสียค่ารถประมาณร้อยยี่สิบบาท
เรื่องนี้มิตรรักทั้งสองรู้ แล้วก็กลายเป็น joke เมื่อได้พบกัน
ผมไม่โกรธเขานะครับ ซ้ำยังหัวเราะ เป็นเรื่อง joke สำหรับตัวเองเหมือนกัน ฟังมิตรกระเซ้าแล้วยังขำ เขาถามว่าทุกครั้งว่าวันนี้จะนั่งรถเลยไหม? ไม่ก็ วันนี้จะไปอ้อมใหญ่หรืออ้อมน้อยดี?
แล้วก็มีเสียงฮา…
หากไม่กระเซ้ากันก็ต้องคุยเรื่องความหลัง ความหลังส่วนมากจะเป็นเรื่องของแต่ละคนที่เรียกเสียงฮา ไล่มาตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงาน
ผมกับมิตรทั้งสองล้วนต่างเคยทำงานที่เดียวกัน แยกกันไปบางช่วงกระทั่งคิดว่าคงไม่มีโอกาสทำงานร่วมกันอีกแล้ว แต่แล้วก็หนีกันไม่พ้น เขาทั้งสองกลับมาทำงานที่เดียวกันอีก (ผมไม่เกี่ยว) เป็นงานเกี่ยวกับพวกเขียนแบบอาคารพักอาศัยทำนองนั้น ผมคิด…เออเพื่อนเรานี่ไปทางนี้กันเป็นส่วนมาก ส่วนผมหลง ๆ ลืม ๆ เกือบหมดแล้ว ยังจำได้เพียงอ่านแบบออกก็ยังดี
ฟังเขาพูดคุยเรื่องแบบ-เรื่องการก่อสร้างก็พอเข้าใจ แต่ให้ลึกกว่านั้นประเภทเรื่องราคารับเหมา-วัสดุต่าง ๆ ก็มึน ๆ
ระหว่างสนทนากันคนรักของมิตรว่า ”เอาแล้ว คนแก่พูดเรื่องแต่หนหลัง”
ก็จริงอย่างที่เธอพูด ถ้าไม่คุยกันอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะคุยกันเรื่องอะไร
หลายคนอาจเป็นอย่างนี้นะครับ นาน ๆ ได้พบปะกันจะมีอะไรดีไปกว่าขุดเรื่องแต่หนหลังมาพูดคุย แต่ละเรื่องเป็นเรื่องฮาเฮมากกว่าเรื่องเศร้า ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างพบเจอแต่เรื่องทุกข์ในแต่ละวันนะครับ เป็นเพราะเราต่างทำงานต่างที่ จะให้มานั่งพูดเรื่องที่ทำงานของแต่ละคนคงไม่เข้าท่าเข้าทาง-มันไม่มีจุดร่วมกันและกัน พูดมากไปก็เหมือนบ่น บ่นแล้วเพื่อนก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ หรือให้คำแนะนำแล้วมันไม่บังเกิดผล เพราะเราเองอาจต้องการระบาย (บ่น) มากกว่าที่จะขอความเห็นใด ๆ ส่วนเรื่องแก่หรือไม่แก่นั้นไม่เกี่ยว อารมณ์ดังกล่าวสามารถเกิดได้กับคนที่เริ่มทำงานใหม่ ๆ เมื่อเจอเพื่อนเก่าอาจต้องการรำลึกถึงวีรกรรมต่าง ๆ สมัยเรียนกันนิดหน่อย แล้วคุยเรื่องงานเรื่องอนาคตของแต่ละคน กระทั่งทำงานไปสักพัก (เข้าวัยสามสิบยังเจ๋งเป้ง) แทบไม่มีเรื่องงานอะไรอีกแล้ว สัพเพเหระเฮฮากันมากกว่า แล้วคุณ (หนุ่มสาว) สักวันจะรู้ว่าทำไมคนรุ่นเรา (หรือสูงกว่า) ชอบคุยเรื่องเหล่านี้–เรื่องเก่าเล่าใหม่
บางที…ผมคิดนะครับ มันอาจเลยจุดที่เราแต่ละคนตั้งต้นและค้นหามาแล้ว กำลังอยู่ในช่วงประคับประคองการงานให้ดำเนินต่อไปข้างหน้า ต่างจากวัยหนุ่มที่เพิ่งพบชีวิตการทำงานและแสวงหาประสบการณ์ไปจนกว่าจะพบ พูดง่าย ๆ ว่า พวกผม (บางคน) พบจุดที่ต้องการแล้ว (เข้าเลขสามแล้วนะครับ หากยังคิดว่าควรจะหาต่อไปอีกก็ไม่ว่ากัน)
เห็นที่หมายแล้วก็มุ่งเดินเข้าไป ต่างจากวันก่อน ๆ นะครับ เราต่างมีจุดมุ่งหมายแต่ยังไม่เห็นที่หมาย จะถึงช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ บางครั้งเราอาจเดินแวะเข้าไปเส้นทางอื่นบ้างนั่นถือว่าเป็นประสบการณ์ระหว่างทาง
ผมเชื่อและศรัทธาในมิตรภาพ ศรัทธาในความเป็นมิตร เหล่านี้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ ยามเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวเรามักต้องการใครสักคน อยากคุย อยากเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ใครสักคนคนนั้นคือ ‘เพื่อน’ แม้ไม่ได้พบเพียงแค่คิดถึงวันเก่า ๆ ก็ทำให้หายเหงาได้
ใครว่าเพื่อนแท้นั้นตายแทนกันได้ สำหรับผมคิดว่าไม่ใช่ เรื่องอะไรจะต้องให้เขามาตายแทนเรา–เรื่องอะไรไม่จำเป็น คนเราตายแทนกันไม่ได้อยู่แล้ว ต่างคนต่างก็มีภาระมีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง
เพื่อนแท้ไม่ต้องตายแทนกัน ขอเพียงมีความจริงใจให้กันเท่านั้นก็ซาบซึ้งแล้ว
ซาบซึ้งขนาดมี joke ใหม่เกิดขึ้นมา
ผมว่า “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ!”
แต่ไม่มีใครอยากรับมุกนี้สักคน เพียงเพราะคำพูดนี้ดันเป็นชื่อภาพยนตร์ของคุณพจน์ อานนท์, สวัสดี ·
10 พ.ค. 51




จบแบบจั๊กกะดุ๊ยจั๊กกะเดียม
หากไม่ใช่
ก็ยากจะรับมุกนี่นะท่านพี่
เอิ๊ก
ให้ตาย ผมเองไม่เคยพูดอย่างนี้หรอกขอรับ มันสยึมกึ๋ยยยยย