ประทีป จิตติ

พูดด้วยการเขียน

การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ พฤษภาคม 10, 2008

Filed under: บทความคัดสรรค์,หิ้งหนังสือ — ประทีป จิตติ @ 23:00

การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนสุดสัปดาห์  ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๑๔๔๖  ประจำวันที่ ๒ – ๘ พ.ค. ๒๕๕๑

 

หลักสูตรภาษาไทยสำหรับชั้นมัธยมปลายในปัจจุบัน มีวิชาหนึ่งที่ชื่อ “การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ”

            น่าตื่นเต้นดีนะครับ เด็กอ่านหนังสือมาอย่างไม่ใช้วิจารณญาณจนถึงมัธยมปลาย แล้วจู่ ๆ ก็จะทำให้เด็กสามารถใช้วิจารณญาณในการอ่านได้ด้วยวิชาเพียงวิชาเดียว

            หลักสูตรอธิบายความหมายของการอ่านอย่างมีวิจารณญาณไว้ว่า “การอ่านที่ผู้อ่านใช้ความคิดพิจารณาสิ่งที่อ่านอย่างรอบคอบถี่ถ้วน มีเหตุผล เพื่อวิเคราะห์หาคำตอบ สรุปสาระสำคัญ ทั้งเข้าใจความหมาย โดยนัยของถ้อยคำ อารมณ์ จุดประสงค์ของผู้เขียน สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และประเมินคุณค่าของสิ่งที่อ่านได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม”

            โอ้โฮ เจ๋งเป้งเลยนะครับ คนจบมัธยมปลายควรอ่านได้อย่างนี้แหละ  แต่เอ๊ะเดี๋ยวก่อน วิจารณญาณที่ต้องการให้เด็กมีนั้น คือการวินิจฉัยที่ต้องลงรอยเป็นอันเดียวกันเท่านั้นนี่ครับ เช่น ให้รู้จัก “วิเคราะห์หาคำตอบ” เป็น  แล้วจะเป็นคำตอบของคำถามว่าอะไรเล่าครับ หากผู้อ่านตั้งคำถามที่ไม่เหมือนกัน คำตอบก็ไม่น่าจะเหมือนกัน

            แม้แต่คำถามเดียวกัน วิจารณญาณของผู้อ่านก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องตรงกันด้วยนะครับ

            คราวนี้ลองไปดูคำถามกันบ้าง

            หนังสือของวิชานี้เล่มหนึ่ง นำเอาเรื่องสั้นของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชื่อ “ฆาตกรรมจากก้นครัว” มาเป็นบทอ่าน พร้อมทั้งคำถามหนึ่งว่า

            การกระทำของคุณนายองุ่นที่กำจัดสามีด้วยวิธีการดังกล่าว (ท่านที่ลืมเรื่องนี้ไปแล้วก็ขอบอกกล่าวว่าคือการทำอาหารอร่อยปรนเปรอสามี โดยเฉพาะที่แสลงโรคที่สามีเป็น จนในที่สุดก็ตาย) ท่านคิดว่าเป็นความผิดของคุณนายองุ่นหรือไม่  เพราะเหตุใด?

            คำตอบมีให้เลือก ๕ อย่าง คือ ๑/ เป็น เพราะคุณนายองุ่นตั้งใจให้สามีตาย  ๒/ เป็น เพราะคุณนายองุ่นไม่ห้ามปรามสามี  ๓/ ไม่เป็น เพราะไม่มีหลักฐานการฆ่า  ๔/ ไม่เป็น เพราะสามีคุณนายองุ่นตายด้วยโรคประจำตัว  ๕/ ไม่เป็น เพราะสามีคุณนายองุ่นไม่รู้จักประมาณในการกิน

            คำตอบที่อาจารย์ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คิดว่าถูกมีอยู่ข้อเดียวครับ คือข้อ ๕

            ผมไม่ขยันพอจะไปค้นเรื่องสั้นเรื่องนี้กลับขึ้นมาอ่านใหม่ แต่เท่าที่จำได้ ผมคิดว่าน่าจะเลือกได้ทุกข้อ แล้วแต่จะให้เหตุผลอย่างไรต่างหาก  หนึ่งในสิ่งที่วิจารณญาณจากการอ่านจะให้แก่เราได้ก็คือ ความสามารถที่จะมองเรื่องเดียวกันจากหลายมุมไม่ใช่หรือครับ

            มองได้หลายมุมแม้แต่มุมที่ผู้เขียนหรือผู้ถามไม่ได้นึกถึงด้วยนะครับ เช่น “ฆาตกรรมจากก้นครัว” – โดยผู้เขียนตั้งใจหรือไม่ก็ตาม – ตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของกฎหมาย หากคุณฆ่าไม่เป็นคุณติดคุก หากฆ่าเป็นก็ไม่ติดคุก

            ฆาตกรรมที่เราพบอยู่ตลอดเวลาในประเทศไทยไม่ได้มาจากก้นครัว แต่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่จ่ายค่าแรงต่ำกว่าจะครองชีพอย่างมีอนามัยได้  ปล่อยมลพิษให้คนรอบข้างตาย  หรือใช้แรงงานเถื่อนอย่างโหดร้าย รวมทั้งมาจากนโยบายพัฒนาที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงทรัพยากรการผลิตและการพัฒนา ฯลฯ

            ไหวพริบที่ทำให้ขำลึก ๆ ของแม่องุ่นและผู้เขียน อาจนำเราไปสู่ความเศร้าที่เกิดฆาตกรรมสยดสยองอันเกิดตำตาเราอยู่ตลอดเวลา โดยที่เราไม่เคยมองเลยก็ได้นะครับ ถ้าเราอ่านอย่างมีวิจารณญาณจริง

            อาจเป็นอคติต่อโรงเรียนของนักเรียนที่ไม่เคยเรียนดีก็ได้นะครับ  แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องอึดอัดน่าเบื่อหน่ายเมื่อเรียนชันมัธยมกลาง ๆ (คือปลาย ๆ ของมัธยมต้นปัจจุบัน) เพราะครูสั่งให้อ่านอย่าง “ใช้ความคิดพิจารณาสิ่งที่อ่านอย่างรอบคอบถี่ถ้วน” นี่แหละครับ ท่านสอนให้อ่านตั้งแต่คำนำไปเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นส่วนที่เด็กอย่างผมข้ามมาตลอด  แต่ละถ้อยแต่ละคำต้องบรรจงอ่านจนเครียด

            เครียดจนหมดรสของการอ่าน  ผมเพิ่งมาพบเมื่อจบปริญญาตรีว่า หนังสือที่เขาบังคับให้อ่านในหลักสูตรนั้นผมอ่านไม่จบสักเล่ม  ไม่ว่าจะในภาษาไทย, อังกฤษหรือฝรั่งเศส  เพิ่งอ่านขุนช้างขุนแผนจบด้วยความเพลิดเพลินซาบซึ้งเอาเมื่อได้เป็นอักษรศาสตรบัณฑิตไปแล้ว

            เหตุใดวิจารณญาณจึงเกิดในความเพลิดเพลินซาบซึ้งด่ำดื่มไม่ได้ล่ะครับ

 

 

เพื่อสนับสนุนการอ่าน การศึกษาไทยมักจะลืมสิ่งสำคัญที่สุดในการอ่านไปคือ ความสนุก  ไม่มีสิ่งนี้เสียอย่างเดียว ก็ไม่มีใครอยากอ่านอะไรทั้งนั้น  วิจารณญาณไม่ใช่สิ่งที่ขัดขวางความสนุกนะครับ ตรงกันข้าม วิจารณญาณทำให้ผู้อ่านสนุกมากกว่ามากขึ้นต่างหาก

            ผมออกจะเชื่อว่า คนไทยก็เหมือนคนอื่น ๆ ในโลกที่อยู่ในวัฒนธรรมการอ่าน คืออ่านอย่างใช้วิจารญาณมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

            ไม่อย่างนั้นเราจะมีวรรณคดีเรื่อง “ระเด่นลันได” ไม่ได้  เพราะมีคนอ่านอิเหนาด้วยวิจารณญาณน่ะสิครับ จึงเอียนพอที่จะล้อเลียนอิเหนาด้วยระเด่นลันได  ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะคนเขียนนะครับ  คนเขียนย่อมเขียนอะไรที่รู้แน่ว่าคนอื่นจับอารมณ์อันนี้ของตัวได้ แล้วมีคนจับได้จริง ๆ  ระเด่นลันไดจึงไม่ได้สูญหายอันตรธานไป ยังอยู่คงทนสืบมาจนถึงทุกวันนี้ได้

            คนแต่ก่อนอ่านสามก๊กแล้ว ก็คิดแผลงจากหนังสือไปอีกมากมาย เช่นหาเหตุผลทางกลยุทธ์, ทางผลประโยชน์ส่วนตัวของตัวละคร, หรือจากมุมมองของอีกฝ่าย ฯลฯ  แล้วเขียนหรือบอกเล่ากันต่อ ๆ มา แสดงว่าเขาอ่านสามก๊กด้วยวิจารณญาณแน่

            ใครเคยฟังเสภาก็จะรู้ว่า ครูเสภาเก่ง ๆ นั้นท่านใช้ศิลปะการขับเพื่อเข้าถึงอารมณ์และความคิดของผู้ฟังอย่างแนบเนียน เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าผู้อ่านมีวิจารณญาณ จึงฟังเรื่องขุนช้างแผนอย่างมีวิจารณญาณ  ไม่อาจขับเสภาเรียบ ๆ ตั้งแต่ต้นจนปลายได้ เพราะการขับเสภาหรือการฟังเสภา ไม่ใช่การเล่าเรื่องหรือฟังเฉย ๆ

            แหะ ๆ  ทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่เราจะมีโรงเรียนทั้งนั้นนะครับ

            การอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้น สรุปให้เหลือหัวใจจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าก็มีแค่สองอย่าง คือจับประเด็นให้ได้  ทั้งที่เป็นประเด็นหลักและที่แฝงนัยะไว้  ห้องเรียนอาจมีส่วนช่วยการจับประเด็นแฝงเหล่านี้ได้ รวมทั้งช่วยให้เด็กได้เห็นว่าประเด็นต่าง ๆ ของสิ่งที่อ่านนั้นมีนัยะยอกย้อนได้หลายนัยะ  ครูทำได้ไม่ใช่เพราะได้อ่านมากกว่าเด็ก แต่เปิดให้เด็ก ๆ ได้แสดงความเข้าใจที่หลากหลายโดยไม่ต้องไปตัดสินผิด-ถูก ครูก็เป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกของผู้ร่วมถกเถียงอภิปรายบทอ่านเท่านั้น

            อย่างที่สอง ก็คือการมีปฏิกิริยากับสิ่งที่อ่านอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว คือคนเราย่อมมีปฏิกิริยากับสิ่งที่เราระสบเป็นปรกติ เพียงแต่จะแสดงออกหรือไม่เท่านั้น หากไม่ถูกขัดขวางหรือได้รับการสนับสนุน ก็นำเอาปฏิกิริยานั้นออกมาเล่าสู่กันฟัง  ปฏิกิริยานี้มาจากไหน ก็มาจากประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนหนึ่ง และมาจากประสบการณ์ของคนอื่นที่รวมเรียกว่า “ความรู้” อีกหนึ่ง

            ปฏิกิริยาที่เด็กแสดงออกอาจมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่แคบ และมาจากประสบการณ์คนอื่น (หรือที่เรียกว่าความรู้) ที่แคบเหมือนกัน ย่อมใช้วิจารณญาณได้จำกัดเป็นธรรมดา แต่ครูอย่าได้พยายามยัดเยียดวิจารณญาณของตนให้แก่เด็กเป็นอันขาด เพราะนั่นคือการตั้งข้อจำกัดของวิจารณญาณมิให้ได้พัฒนาต่อไปนั่นเอง

            วิจารณญาณทื่อ ๆ ยังดีกว่าไม่มีวิจารณญาณนะครับ

 

 

แม้การแลกเปลี่ยนอภิปรายกันในชั้นเรียนก็เป็นการเรียนรู้ที่จะมองเห็นความหมายของบทอ่านได้หลายนัยะ และขัดเกลาวิจารณญาณของแต่ละคนแหลมคมขึ้นไปพร้อมกัน (ของครูด้วยนะครับ)

            ฉะนั้นข้อสอบปรนัยจึงใช้ไม่ได้ในวิชานี้เอาเลย เพราะมันไม่มีอะไรที่ผิด-ถูกอย่างไร้เงื่อนไขเช่นนั้น

            อันที่จริงการอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้นไม่ได้เกิดในห้องเรียนเท่านั้น แต่เกิดในชีวิตประจำวันของผู้คนมากกว่า ตราบเท่าที่ผู้คนยังสนทนากันด้วยเรื่องนวนิยาย, ละครทีวี, หนัง, บทความ, ข่าว ฯลฯ  แบบเล่าสู่กันฟัง แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือแลกเปลี่ยนวิจารณญาณกัน  ห้องเรียนที่ดีอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้

            ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าห้องเรียนในการศึกษาไทยล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย เพราะห้องเรียนไปคิดว่าตัวคือผู้ให้การเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ได้คิดว่าห้องเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องแทรกอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันของนักเรียน  อ่านเรื่องสั้นของคุณคึกฤทธิ์อย่างมีวิจารณญาณแต่อ่านตำราอย่างงงมงายตลอดเวลา (เพื่อจดจำเอาไปสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย) จะทำให้เกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้อย่างไร

            ผมไม่ได้หมายความเพียงการไม่เอื้อเกื้อกูลกันระหว่างการเรียนวิชาต่าง ๆ เท่านั้นนะครับ แต่รวมถึงการใช้ชีวิตในโรงเรียนทั้งหมด สนับสนุนให้เด็กใช้วิจารณญาณหรือไม่เพียงไรด้วย  เชื่อฟังคำสั่งของครูอย่างเดียวไม่ใช่การใช้วิจารณญาณนะครับ  คำสั่งและระเบียบต่าง ๆ ก็ต้องผ่านวิจารณญาณของนักเรียนอย่างเสรีด้วย

            แม้แต่คำถามว่าทำไมต้องยืนเคารพธงชาติทุกเช้า ก็เป็นสิทธิ์ที่เด็กจะถาม และเป็นเรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณในการโต้แย้งแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างมาก

            สรุปก็คือโรงเรียนไทยซึ่งเป็นภาพจำลองของสังคมไทยนั้น ให้ความเคารพแก่วิจารณญาณของบุคคล และเสรีภาพในการใช้วิจารณญาณจริงหรือไม่  หรือวิจารณญาณเป็นเพียงรูปลักษณ์ของความมีเหตุผลภายใต้การเชื่อฟังอย่างมืดบอดเท่านั้น ·

           

           

           

About these ads
 

11 Responses to “การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ”

  1. โอ..พี่ท่านต้องพิมพ์ทีละตัวใช่ไหมนั่น?
    โอ..ขอได้รับความขอบคุณจากมนุษย์ไกลปืนเที่ยงผู้ด้อยโอกาสทางการอ่าน

    ขออานิสงส์ผลบุญจงดลบันดาลให้พี่ท่านมีกิ๊กน่ารักสักอีกหลายคน

    คารวะ

    (ยามบ่ายเสร็จกิจธุระจะกลับมาเอกเขนกนั่งอ่าน)

  2. จิต จิตติ Says:

    นิดหน่อยครับ ไม่นาน ราวชั่วโมง ตั้งใจมากำนัลแด่เหล่านั้นท่านหลาย…

    บังเอิญเห้นประกาศติดเสาไฟฟ้า น่ารักดี เลยเอามาฝาก

    รายได้พิเศษ–
    …………….
    …………….
    …………….

    รายได้ 300 – 3,000 ต่อวัน
    ติดต่อสอบถามรายละเอียด…

    *ไม่ต้องกลัวว่าผิดกฎหมาย บริษัทอยู่หลังสถานีตำรวจ

  3. O Says:

    คำตอบคือ ๕… เป็นการปิดกั้น/ฆาตรกรรมทางความคิดกันอย่างโหดเหี้ยมที่สุด

  4. สวัสดีครับคุณ โอ

  5. เดียวนี้ อ่าน ไม่มีวิจารณญาน เยอะครับ เด็กสมัยนี้

  6. ก๊อก! ก๊อก! พี่ท่าน

    รบกวนเข้าไปหลังร้านดูฟีดให้ที ตอนนี้กลายเป็นแบบไม่เต็ม สมาชิกไม่สามารถอ่านจาก Feed Reader

    ผู้น้อยยามนี้พิมพ์แล้วปวดมือได้นั่งอ่านก็ยังดี รบกวนด้วย..รบกวนด้วยขะรับ

    คารวะ

  7. ครับ แก้ไขให้แล้ว ผมคลิกโน่นนี่เพลิน

    ขอบพระคุณครับที่แจ้งให้ทราบ

    รักษาสุขภาพ แล้วเขียน ๆ ๆ ๆ นะขอรับ

  8. สวัสดี, ขอบคุณครับคุณ อ่านข่าว…

    นับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่ง สำหรับการอ่าน เพื่อทราบข้อเท็จจริง…

    ด้วยมิตรภาพ.

  9. แท้งค์กิ้วขะรับพี่ท่าน

    เขียนขะรับเขียน..เพิ่งกลับจากตลาด เขียนจอมอลายมือค้างเดี๋ยวจะต่อ อุเหม่..ทั้งละเมียดทั้งชักช้าเลยพี่ท่าน เขียนไปขีดฆ่าไป ข้าพเจ้ากำลังคิดว่าจะส่งมาให้พี่ท่านทั้งเลอะอย่างนั้นจะดีไหมหนา..?

    เอาล่ะปิดเครื่องลงมือว่าต่อ..

    คารวะ

  10. chanpanakrit Says:

    เห็นบทความนี้ ได้รับการเชิดชูใน

    ห้องสมุดในพระบรมราชูปถ้มภ์

    เลยคว้านหา จนมาเจอในบล็อกท่านนี้แหละ

  11. ยินดีครับ ยินดี…

    ขออภัยอย่างยิ่งที่หนังสือขาวแสบตาไปหมด เนื่องจากทำไว้ในธีมเก่า

    ยินดีครับที่อ่านบทความของอาจารย์ได้..

    คารวะ.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.