20
เม.ย.
08

มหาเทศกาล

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 3/6

 

ผ่านเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว  เชื่อว่าหลายท่านที่เดินทางกลับบ้าน-ไปเที่ยว ต่างพกพาความชื่นมื่นกลับมาถ้วนหน้ากัน  สำหรับคนที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านหาโน่นหานี่ทำเช่นผม นอกจากมีความสุขตามอัตภาพแล้วยังหม่นหมองกับภาพรายงานข่าวจากสถานที่ต่าง ๆ 

            ทั้งรายงานยอดอุบัติเหตุ  ผู้บาดเจ็บ  และผู้เสียชีวิตในแต่ละวัน  น่าเศร้าใจกับการทะเลาะวิวาทในหลายพื้นที่หลายจังหวัด  พานคิดว่านี่มันอะไรกันหนอ…

            แน่นอนครับ คำตอบย่อมไม่ได้อยู่ในสายลม  สภาพการณ์เช่นนี้มิใช่ว่าเพิ่งเกิด  มันเกิดมานานแล้ว เพียงแต่ปีนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

            เหมือนผมบ่น  ไม่ได้บ่นครับ เพียงแต่อยากบอกกล่าวความรู้สึกสู่กันฟัง

            อันที่จริงว่าจะหนีจากเรื่องเทศกาลนี้แต่ก็หนีไม่ออก  วันหยุดห้าวันตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 ถึงวันพุธที่ 16 ไม่ได้ย่างกรายออกไปไหน  หมกมุ่นอยู่กับงานและหนังสือสลับกับดูทีวีคงยากสักหน่อยที่จะวาบความคิดใด ๆ ที่อยู่นอกที่พัก  กระทั่งวันนี้นะครับจึงได้เรื่องมาเล่าสู่กันฟัง  เป็นทรรศนะหลังเทศกาลสงกรานต์ของอาจารย์เสรี วงษ์มณฑา ทางคลื่นสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 98.0 เมกกะเฮิร์ตซ์ 

            เชิญท่านรับฟัง (อ่าน)

 

 

ตัวเลขที่เรารู้นั้นคือตัวเลขที่ได้รับรายงาน  แต่ตัวเลขที่ไม่ได้รับรายงานมันต้องมีอีกเยอะ  สมัยอยู่อเมริกาหลายปีดีดัก  ไม่เคยได้ยินรายงานเลยว่าคนตายวันคริสต์มาส  เป็นช่วงที่เขากลับบ้าน กลับไปหาครอบครัวกัน  ไม่เคยเห็นการรายงานว่าอิลลินอยตายเท่านั้น นิวยอร์กตายเท่านี้  แต่ของเรานี่เชียงใหม่ตายเท่านั้น เชียงรายตายเท่านี้  แล้วมันมีมั้ยในโลกนี้ที่เขาได้ตั้งเป้าตายแบบนี้  นี่เขามีการตั้งเป้าตายกันด้วยเหรอ 

            มันต้องเป็น zero campaign มันต้องไม่มีการตั้งเป้าตาย

            เรากำลังจะยอมรับว่าการตายในวันปีใหม่ ในวันสงกรานต์เป็นหนึ่งในโครงสร้างของสังคมไทย  มีข้อสังเกตที่ทำให้เราจะต้องมองสองเรื่อง คือ ถ้าดูการตายปีใหม่กับการตายสงกรานต์  การตายสงกรานต์จะเยอะกว่าปีใหม่ ไม่ใช่เพราะหยุดมากกว่าอย่างเดียว

            การตายมันเกิดจากการเมาประการหนึ่ง  สอง เกิดจากความประมาทจากการเล่นน้ำ  เพราะว่าปริมาณการตายสูงสุดคือมอเตอร์ไซค์  ไม่ใช่รถเก๋งนะ  แสดงว่าสภาพมอเตอร์ไซค์กับการเล่นน้ำเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร 

            เพราะฉะนั้นจะห้ามหรือไม่ห้ามต้องมาคิดอีกอันหนึ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์เล่นน้ำจะห้ามไหม เพราะตายกันเยอะที่สุด  ปีนี้ยังไม่ห้าม แต่เขาห้ามไม่ให้เอาถังน้ำใส่รถกระบะเล่น เพราะนั่นเป็นยอดตายอันดับสอง 

            ถ้าจะพิจารณาเรื่องขายไม่ขายเหล้าก็ต้องขอเพิ่มด้วย ก็คือเรื่องการขี่มอเตอร์ไซค์เล่นน้ำกับการเล่นน้ำโดยการเอาถังน้ำใส่หลังรถกระบะ

            ปีใหม่ปีหนึ่งต้องไปสำรวจพื้นที่ที่สระบุรี  ไปเจอเขาเอาเชือกขึงกั้นคนที่จะผ่านไปเพื่อที่จะเอาน้ำสาดและประแป้ง  ถ้าเป็นรถเก๋งมันก็ไม่เท่าไหร่แต่ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์น่ะล้มได้เลย  ที่ต่างจังหวัดยังเล่นอย่างนี้เยอะ 

            เพราะฉะนั้นเรื่องเหล้าตลอดระยะเวลาหนึ่งวันก่อนวันหยุดและหนึ่งวันหลังวันหยุดต้องพิจารณาแล้ว  แล้วเรื่องการที่เล่นน้ำอย่างไรขอพิจารณาเรื่องขี่มอเตอร์ไซค์และรถกระบะเล่นน้ำด้วย  เพราะว่าสถิติการตายไม่ได้มาจากรถเก๋ง แต่มาจากรถสองรถนี้

            มันน่าอายมากสำหรับการที่เรามีงานเทศกาลแล้วกลับมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น  ทีนี้สำหรับปีนี้ไม่ใช่เรื่องการตายโดยอุบัติเหตุรถยนต์อย่างเดียว  เมาและวิวาทเพิ่มมาอีกส่วนหนึ่ง  ยิงกัน  หวดกัน  เอาหินขว้างกัน  อย่างที่สอง แค้นกันเรื่องจับแก้มสาว  ทาแป้ง  แค้นกันเรื่องจับนมสาว  ไอ้สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้งานสงกรานต์ซึ่งเป็นเรื่องดีเสื่อมเสียไปหมด

            เหมือนสมัยหนึ่งมันเกิด ‘ประเพณีจับไข่’ ขึ้นที่สนามหลวงในวันปีใหม่  จะมีคนเดินผ่านมาแล้วเอามือช้อนไปที่เป้า ‘แป๊น ๆ’  บีบไข่แล้วก็วิ่งไป  ‘แป๊น ๆ’  บีบไข่แล้วก็วิ่งไป 

            ไปที่สนามหลวงตอนปีใหม่ต้องระวัง 

            ตอนนี้ก็เริ่มมาประเพณีสงกรานต์ ‘ประแป้ง’ กับ ‘บีบนม’ กำลังเริ่มเข้ามาแล้ว  ซึ่งอะไรดี ๆ แล้วมาเจอคนเลว ๆ ใช้ในสิ่งดีไปในทางเลวมันน่าเสียดาย…

            มีผู้หลักผู้ใหญ่เริ่มจะพูดว่ามันเลยเถิด  มันไม่เห็นความหมายสงกรานต์  จนกระทั่งแหมมันไม่น่าจะมี  เอาละสิ ฟังอย่างนี้ก็ไม่สบายใจแล้ว  เออ ไปเจอคนเดนนรกจกเปรตมาทำลายงานสงกรานต์จนกระทั่งคนจะคิดว่าไม่มีสงกรานต์กันแล้ว 

            เราเองไปสร้างบรรยากาศแบบไหนให้เขาดูกันล่ะ  นั่งดูข่าวนี่ มีแต่ข่าวถนนข้าวสาร แล้วภาพก็เปียกมะลอกมะแลก  ฉีดน้ำใส่กัน ทาแป้งใส่กัน  ภาพสรงน้ำพระ ภาพก่อเจดีย์ทรายมีน้อย…  แต่ภาพเปียกมะลอกมะแลก เอาแป้งทากัน ฉีดน้ำใส่กัน ตัวชิดสนิทกันเนี่ย  โอ้โห๊…มันเป็นภาพอย่างนั้น  เด็ก ๆ ที่นั่งดู แล้วในจอเขายังบอกว่า ถ้าใครจะไปสนุกยังไม่สายเกินไปนะค๊า…

            ภาพที่เป็นประเพณีจริง ๆ เขายังมีที่พระประแดง  จะมีเล่นสะบ้า มอญซ่อนผ้า  เพลงช่วงชิงเอย ช่วงชิงชัย  คนไหนว่องไว มาเล่นช่วงชัยช่วงชิง  เล่นกันดีดี สามัคคีกันไว้…มันไม่มีแล้วภาพอย่างนี้  มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง…อะไรอย่างนี้ไม่มีให้ดูแล้ว 

            ปัจจุบันนี้มีแต่ภาพสาดน้ำมะลอกมะแลก ทาแป้งใส่กัน ฉีดน้ำใส่กัน  ถ้าเราเอาภาพอย่างนี้ฉายให้คนดู คนก็จะนึกว่าภาพอย่างนี้คือภาพของสงกรานต์illus

            เพราะฉะนั้น คิดว่าไอ้การที่เราจะไปหยุดอะไร หยุดยั้งอะไรเพราะเหตุว่ามีคนชั่วบางกลุ่มบางพวก เราต้องพิจารณาใหม่ว่าเราจะปลูกฝังยังไง  เราจะจัดการกับคนเลวคนชั่วอย่างไร  อย่าไปดึงออกถอนออกเสียกระทั่งคนดีเขาสูญเสียโอกาสไปด้วย 

            อย่างสมมุติว่าสงกรานต์เกิดไม่เอา ต่อไปนี้ไม่เอา จบเลยไม่ต้องสนุกกันแล้ว  แต่สนุกก็ต้องหอมปากหอมคอนะ 

            (ผู้ดำเนินรายการ-เลือกไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าควบคุมอะไรที่เป็นความเสี่ยงทั้งหลายแหล่นี่คงต้องทำจริงจังแล้วละครับ)

            แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องปลูกฝังการเล่นที่ถูกต้องมันคือยังไง  ไอ้ประแป้งที่มาจากไหน มาบ้าบอกันทำไม  แล้วผู้หญิงนี่เขาสอนแล้ว พวกสาวเกิร์ลลี่เบอรี่มาแต่งชุดให้ดูแล้วจะแต่งชุดยังไง ยังอุตส่าห์โป๊ไปให้เขาลูบนมทำไม  เอ้อ!

            (เวลาหมด, ผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปแล้วปิดรายการ)

 

 

เสียดายที่อาจารย์เสรีไม่ได้บอกว่า ไอ้ประเพณีการบีบไข่นั่นน่ะใครเป็นคนบีบ  ผู้ชายหรือผู้หญิง  หรือทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

            ส่วนสี่สาวเกิร์ลลี่เบอรี่จะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ คงไปกะเกณฑ์คาดหวังเอากับพวกเธอไม่ได้  ใครชอบก็รัก  ใครไม่ชอบก็บ่นว่ากันไป

            หากท่านผู้อ่านสนใจที่จะรับฟังทรรศนะต่าง ๆ ของอาจารย์เสรี สามารถรับฟังได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลาสิบโมงครึ่งทางคลื่นวิทยุที่ได้กล่าวข้างต้นครับ, สวัสดี ·

 

18 เม.ย. 51


20 Responses to “มหาเทศกาล”


  1. เมษายน 20, 2008 ที่ 09:38

    สวัสดีวันอาทิตย์

    เดินทางเข้ากรุงก่อนละหนาท่านประทีป
    เมื่อวานยามส่งจดหมายข้าเจ้าสับสนกับวันน่ะนั่น
    วันอาทิตย์พิพธภัณฑ์และหอศิลป์มิปิด
    คงต้องไปเดินดูให้ชุ่มฉ่ำใจ

  2. เมษายน 20, 2008 ที่ 19:57

    สงกรานต์ปีนี้ผมเห็นความแตกต่างอย่างหนึ่งในจังหวัดของผม
    นั่นคือความเงียบ แม้จะยังมีคนมาเล่นน้ำกัน
    แต่มันยังน้อยกว่าปีที่ผ่านมาในชีวิตของผม

    ถนนโล่งน่าสัญจรไปมา
    ไม่มีสวยในชุดยั่วน้ำลายให้เห็นมากนัก

    ไอ้เรื่องบีบนมจับไข่
    ปีนึงผมเห็นสองสาวบนอานมอ’ ไซค์
    อยู่ในวงล้อมของชายหนุ่ม
    หลายคนประแป้ง
    หลายคนสระผมให้สองสาว

    แต่ผมเห็นหลายมือล้วงเข้าไปใต้เสื้อของสองสาวนั่น
    สองสาวนั่นยิ้มร่า ดูมีความสุข
    และที่สำคัญ สาวนางหนึ่งช้อนมือสัมผัสเป้ากางเกงยีนส์ของชายวัยรุ่นในกลุ่ม

    เฮ้อ

  3. เมษายน 21, 2008 ที่ 06:23

    ท่านป๋าตกข่าว ว่าจะถามท่านแต่เกรงใจว่า จะเป็นการซ้ำเติม–หาได้เป็นเช่นนั้นขอรับ

    มีการทะเลาะกันกลางเมืองของท่าน แบบแบ่งกลุ่มวิวาท เป็นภาพข่าวโด่งดัง…

    เฮ้อ จริง ๆ แล้วผมว่ามันมีทุกที่และ แต่นักข่าวไปไม่ทั่วเอง

    รื่นรมย์กับชีวิตนะครับ

    ส่วนบ้านท่านพี่ดิน มีภาพประเพณีงาม ๆ มานำเสนอ ที่ระโนดน่ะครับ

    ด้วยมิตรภาพ

    ป.ล.เห็นหน้าบรรดาเจ้าของทรรศนะ (แม่เพลง) นั่นน้องพีพีเหรอครับ ดีใจนะ ร้านหนังสือมีเด็กมเยือนด้วย (ฮา-จะฮาทำไมเนี่ย)

  4. เมษายน 21, 2008 ที่ 06:56

    ภาพหลานสาวสุดที่รักน่ะนั่น
    เป็นภาพหนึ่งที่ชอบมากด้วยหนึ่งถ่ายจากกล้องฟิล์ม ตอนนี้กล้องฟิล์มนอนสงบนิ่งไร้วิญญาณมาหลายเพลา
    และสองชอบในความเป็นเด็กของ “น้องมด”

    อา…ว่าแล้วข้าเจ้าไปทำแกลอรี่ที่บ้านดีกว่า

    สำหรับข้าเจ้า ภาพที่มิได้ถ่ายเพราะหน้าที่การงาน ล้วนมีเรื่องราวในภาพนั้นเสมอ

    อย่างที่เลือกใช้ภาพนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า…ข้าเจ้าอยากกลับไปเป็นเด็ก!!!

  5. 5 จิต จิตติ
    เมษายน 21, 2008 ที่ 14:18

    ผมชอบกล้อง SLR มากกว่านะ แม้ว่ามันจะเปลืองทรัพย์บ้าง แต่ความมีจิตวิญญาณมีมากกว่า

  6. เมษายน 21, 2008 ที่ 17:28

    กล้องฟิล์มนั้นก็ SLR
    ส่วนกล้องดิจิตอลปัจจุบันก็ D-SLR

    ต่างกันเพียงตัวแรกบันทึกด้วยฟิล์ม
    ตัวหลังบันทึกลงเมมโมรี่การ์ด
    การวัดแสง การปรับโฟกัสยังคงแมนนวลรูปแบบเดิม
    มิได้ใช้ระบบอัตโนมัติที่กล้องติดมาเพิ่มความสะดวกสบาย

    ข้าเจ้าเชื่อว่า…สำหรับคนที่จับกล้องฟิล์มมาก่อนนั้น หลังจากเปลี่ยนมาเป็นดิจิตอล วิธีการใช้คงไม่แตกต่าง มีประโยชน์เพียงเราไม่ต้องเสียเงินล้างฟิล์ม และไม่ต้องเสียเวลารอลุ้นภาพที่ถ่ายมา
    หากมีภาพเสีย สามารถถ่ายซ่อมได้ในทันที
    นี่คือประโยชน์ที่เอื้อเพิ่มให้กับคนถ่ายภาพ
    บอกตามตรงปัจจุบันนี้ทุกครั้งที่กดชัตเตอร์เสียงอาจารย์สอนวิชาการถ่ายภาพเบื้องต้นสมัยเรียนปี ๑ ยังดังในหู “แชะละสิบ” (ฮา)

    ความสะดวกรวดเร็วของกล้องดิจิตอลก็เหมือนความสะดวกสบายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมาในชีวิตมนุษย์ มันทำให้เรากลายเป็นคนหยาบเพิ่มมากขึ้น

    ท่านเคยอัดภาพเองไหม…ยามกระดาษที่ถูกแช่ในน้ำยาสร้างภาพ ค่อยๆ ปรากฎภาพออกมานั้น มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษสุด

    ต่างกันเหลือเกินกับการเสียบสายลิ้งค์จากกล้องลงคอมพ์เพื่อมองดูภาพที่เรามองผ่านมอนิเตอร์ในกล้องไปแล้ว

    อา…SLRจะมีจิตวิญญาณมากกว่าD-SLRหรือเปล่าข้าเจ้าไม่อาจหยั่งรู้
    แต่ที่รู้คือ ยังไม่มีภาพไหนจากกล้องดิจิตอลถ่ายออกมาได้สวยและได้อารมณ์เท่ากล้องฟิล์มเลยสิน่า!!!

  7. เมษายน 21, 2008 ที่ 20:58

    แน่นอนขอรับ อัดภาพ มิใช่อัด (กรอบ) พระ แต่เป็นภาพขาว-ดำนะครับ

    ความยากลำบากเริ่มตั้งแต่เอาฟิล์มลงซีล เหมือนคนตาบอด ต้องใช้ปลายนิ้วสัมผัส (ลูบคลำ) ถ้าซีลดีก็ไปโลด ถ้าห่วยก็ล้างฟิล์มออกมาไม่ดี (ฟิล์มติดกัน)

    ตอนสอบนี้ ผมลักไก่ แอบเอาอันที่เสร็จเรียบร้อยแล้วส่งอาจารย์ (ตัวอย่างไม่ดีนะ) เนื่องเพราะซีลที่ใช้เรียนร่องบิดเบี้ยวเป็นจำนวนมาก

    ล้างแล้วก็ต้องอัด… ตอนฉายแสง (ไม่ใช่ทายาทนักการเมืองบ้านเลขที่ 111) ต้องควบคุมเวลา เป็นเทคนิคของแต่ละคน

    (อ้อ ตอนล้างฟิล์มนี่ก็ต้องจับเวลาตามยี่ห้อเหมือนกัน)

    อาจารย์สอนเทคนิคการอัดภาพขาว-ดำอย่างหนึ่ง คือถ้าอยากได้ภาพที่เส้นผมนายและนางแบบเด่นชัด ต้องเจาะรูกระดาษแข็งให้แสงลอดไปกระทบกับกระดาษตรงบริเวณนั้น รอยเสื้อสาบเสื้อก็เหมือนกัน มิทราบท่านพอทราบเทคนิคนี้บ้างไหม

    ในวิชาเรียนถ่ายภาพ (สี) ต้องการภาพที่ส่งครั้งละ ไม่เกินห้า-หกภาพ (บางชิ้นงาน) แต่ผมต้องซ่อมไปเสียอีกหนึ่งม้วน (มือใหม่) กว่าจะเข้าใจกับความสัมพันของความไวชัตเตอร์ กับ รูรับแสง ก็ปลายเทอมโน่น พอดีได้รับจ๊อบถ่ายภาพปริญญาเพื่อน (ตามระเบียบ) นอกนั้นก็เป็นความรู้ติดตัวยามไปสถานที่ต่าง ๆ

    เฮ้อ เด๋วนี้ไม่ได้ถ่าย (ภาพ) มาสี่-ห้าปีแล้ว แต่คิดว่ายังไม่ลืมวิชา

    เพื่อนคนหนึ่งเคยทำงานสตูดิโอ เขายืนยันว่า ยังไง ๆ กล้องดิจิตัล ก็สู้แมนนวลไม่ได้ (โดยเฉพาะความสมบุกสมบัน)

    ผมก็ว่างั้นนะ แต่ยุคสมัยที่เอาอะไรด่วนเข้าว่า ความละเอียดของฝีมือจึงลดลง

    อาเมน—

  8. เมษายน 21, 2008 ที่ 21:06

    ท่านคะ…โปรดรับจดหมายของวันนี้ด้วยค่ะ

  9. เมษายน 21, 2008 ที่ 22:48

    ท่านคะ…เรามาเปิดอบรมเทคนิคการถ่ายและล้างอัดภาพกันเลยดีมั้ยคะ

    แต่รอข้าเจ้าเลิกจากอาการหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังไปก่อนนะเจ้าคะ

    โอ้…ชีวิตมีสุข สมองก็พลันแล่นฉิว สารพัดโครงการสร้างสุขให้ตนผลิบานราวกับได้รับหยดฝนเชียวท่าน (ฮา)

  10. เมษายน 22, 2008 ที่ 00:30

    ว่าอย่างนั้นเลยหรือ ผมแค่มือสมัครเล่นเองขอรับ แต่ถ้าเป็นแบบพูดคุยถึงประสบการณ์น่ะพอได้…พอได้…

  11. เมษายน 22, 2008 ที่ 14:17

    แวะเวียนมาเยี่ยมกันค่ะ
    ขอสวัสดีปีใหม่ไทย..(แม้จะล่วงเลยเวลาเทศกาลมาแล้วก็ตาม)

    เป็นอีกคนที่ไม่ได้รู้สึกสนุกกับเทศกาลสาดน้ำเลย
    แต่ก็ได้ใช้เวลาวันหยุดในการออกไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยซะหน่อย
    รวมถึงหาโอกาสออกเก็บภาพงามๆ มาไว้ดูเล่นบ้าง
    จึงได้เห็นการละเล่นอย่างบ้าคลั่งดังข่าว
    สถานการณ์จริงเมื่อมองจากระยะร้อยเมตรนึกว่ามี “จราจล”

    เฮ้อ..วัยรุ่น

  12. เมษายน 22, 2008 ที่ 20:31

    สวัสดีปีใหม่เช่นกันครับ

  13. เมษายน 23, 2008 ที่ 07:58

    ของผมเป็นกล้องดิจิตอล แบบ คอมแพ็ค อัตโนมัติ ทุกอย่าง เอิ๊ก
    ยี่ห้อ ซุมซุง ซื้อมาตอนแรก หมื่นหกนิดหน่อย
    สมัยนั้น เงินเก็บหมดตูดไปขอรับ

    แต่ก็ใช้ทนดีขอรับ
    แต่มีข้อเสียอย่าง
    เวลาเอาไปล้าง สี มันไม่ได้อย่างต้นฉบับ
    มันมักซีดจางทุกที

    ไม่รู้ทำไม

  14. เมษายน 23, 2008 ที่ 11:11

    ป๋าไอซ์เจ้าคะ

    ไม่น่าเกี่ยวกับกล้องนะเจ้าคะ
    น่าจะเกี่ยวกับกระบวนการอัดภาพมากกว่า

    ร้านอัดภาพเนี่ย…เอาเข้าจริงๆ ผู้เยี่ยมยุทธที่ข้าเจ้าฝากกระบวนการขั้นนี้นั้นมีที่ไว้ใจเพียงท่านเดียว คือ ร้านไพศาลหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

    ทดลองนำมาเร่งสีปรับแสงด้วยตนก่อนในโฟโตช้อปนะคะ
    แล้วนำไปทดลองอัดสักสองสามภาพ
    ถ้าสียังคงซีดจางนี่ ปัญหาจากร้านชัวร์ๆ ค่ะ
    คนล้างภาพอาจสวมเลนส์ซอฟต์ให้สายตาตนมากเกินไปก็ได้ค่ะ

    เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ว่าตามตรง…ส่วนใหญ่ข้าเจ้าไม่ใคร่เจอนะคะสีซีดน่ะ
    แบบว่า น้องนิกกี้นี่แสงสีจัดจ้าอยู่แล้ว
    ถ้าจะมีปัญหาก็มีเรื่องที่คนอัดภาพขาดความชำนาญ
    มักใส่สีแดงให้กับภาพมากเกินไป จนสีภาพออกมาผิดเพี้ยน

    เอ้อ…รอท่านเจ้าของร้านหนังสือมาช่วยไขข้อข้องใจอีกคนละกันดีกว่าค่ะป๋าไอซ์

  15. 15 จิต จิตติ
    เมษายน 23, 2008 ที่ 12:22

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน หมัยเรียน อัดภาพสีกลายเป็นซีเปียเฉย ต้องคอยกำชับเจ้าของร้าน ให้บอกเด็ก ปรับค่าแสงให้ถูก

    เงินทั้งน้านนะ เฮ้อ…

  16. เมษายน 24, 2008 ที่ 08:17

    แม่หญิง โฟโต้ช้อป หรอ
    ขนาดสหายท่านนึงส่งหนังสือหัดทำมาให้เล่มโต
    กระผมยังไม่กระเตื้องหลุดจาดความง่าวเลยขอรับ

    เอิ๊ก

  17. 17 จิต จิตติ
    เมษายน 24, 2008 ที่ 10:56

    ท่านป๋า …เราเหมือนกัน

    ผมใช้เทคนิคง่าย ๆ กับ ACDsee เร่งแสงให้โอเวอร์ ตามใจชอบ

    ง่าย ๆ แต่ยังไม่เคยเอาไปล้าง

  18. เมษายน 24, 2008 ที่ 23:03

    รถติดอย่างมากมาย

    เบื่อเทศกาล

  19. เมษายน 26, 2008 ที่ 09:07

    สงสัยงานคงยุ่งหนาท่าน

    จะอั้น…ข้าเจ้ารออ่านเช้าวันอาทิตย์ทีเดียวเลยก่ะได้

  20. เมษายน 26, 2008 ที่ 13:52

    ไม่ยุ่งขอรับ แต่สมองไม่ว่างเสียทีเดียว


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 72,231 hits

RSS ก้าวรอก้าว

  • ก้าวฯที่ ๔๓ พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • มายา พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • ทำมือ ทำไม พฤศจิกายน 14, 2009
    เรื่องจากปก โดย กีรติ ทำมือ ทำไม . . มีคำถามอยู่มากว่า ทำไมเราจึงต้องรู้จักที่จะผลิตข้าวของเครื่องใช้เองบ้าง ทำไมเราไม่ซื้อ ซื้อ ซื้อ เป็นคำถามที่ตอบไม่ง่าย และยากที่จะอธิบาย คนเราเรียนรู้จักชีวิตที่สุขสบายมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการติดยึดอยู่กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ แม้ว่าไม่มีโอกาสจะได้รับก็ยังคงตะกายเพื่อให้ได้มา จึงเห็นผู้คนปากกัดตีนถีบมากหน้าหลายตา ดิ้นรนแ […]
    kaawrowkaw

RSS นารินทร์ ทองดี

  • นิทานหลานยาย (๑) พฤศจิกายน 15, 2009
    ย้อนไปยังครั้งก่อนตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆกระจ้อยด้อยเดียงสาวงนิทานหลานยายที่ปลายนาจุดกำเนิเปิดฟ้าจินตนาการย้อนไปยินสำเนียงเสียงยายเล่าถึงเรื่องราวเก่าๆเขาเล่าขานสื่อสุขโศกโลกธรรมเป็นตำนานเรื่องพื้นบ้านนิทานปรัมปราย้อนไปดอมดมกลิ่นผ้าซิ่นไหมซึ้งถึงรักจากใจผ่านใยผ้าด้วยใช้รักถักทอต่อผืนมาแกมกลิ่นกายชาวนาชราวัย(มีต่อ) […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)