06
เม.ย.
08

ไม่ใส่ถุง ไม่นุ่งยาว

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 3/4

            ‘นี่มันเป็นแฟชั่นรักโลก ช่วยลดโลกร้อนหรือเปล่า?  เพราะว่าถุงผ้าดังกล่าวเริ่มมีการผลิตเพื่อขาย  มีการสกรีนลวดลายต่าง ๆ ลงบนพื้นผ้า…’

อากาศที่กลางวันร้อนอบอ้าว ไม่นานก็มืดครึ้มทำท่าว่าฝนจะตก ซึ่งก็มีทั้งตกบ้างไม่ตกบ้าง  บางทีก็ร้อนระอุติดต่อกันสองถึงสามวันฝนจึงตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา

            บางวันคล้ายกับว่าในหนึ่งวันมีถึงสามฤดู  ร้อน ฝน และหนาว  เป็นอย่างกะทันหันจนบางคนร่างกายปรับตัวไม่ทันต้องล้มหมอนนอนเสื่อ

            คล้ายกับว่าเมืองเรานั้นอากาศวิปริตกันยกใหญ่  ซึ่งจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วมันค่อย ๆ เปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเห็นภาพชัดในวันนี้  และไม่ใช่เพียงแค่บ้านเราเท่านั้น  ความจริงมันผิดปรกติไปทั้งโลก

            ภาวะเช่นนี้เรียกว่า “ภาวะโลกร้อน”

            โลกร้อนขึ้นเพราะอะไรนั้นล้วนมีหลายสาเหตุเป็นปัจจัยก่อให้เกิดภาวะดังกล่าว  การอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ ที่ปล่อยความร้อน  ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลอยขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก เป็นปฏิกิริยาเรือนกระจก

            การผลิตและทำลายถุงพลาสติกก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้น

            ขณะนี้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างรณรงค์ งดและเลิกใช้ ถุงพลาสติก  แน่ละ เลิกนั้นคงเลิกไม่ได้อย่างปัจจุบันทันด่วน  แต่การลดปริมาณการใช้นั้นทำได้ไม่ต้องรอ

            เราจึงได้เห็นถุงผ้าคล้องแขนผู้คนกันกลาดเกลื่อนในเวลานี้  ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้คนจำนวนนั้น

            จะเรียกว่าทำตามกระแสก็ย่อมได้  แต่การตามกระแสของผมนั้นมาช้ากว่าคนอื่น ๆ สักหน่อย

            กลางเดือนมีนาคม  ผมได้รับพัสดุทางไปรษณีย์จากนิตยสาร ฅ.คน  นอกเหนือจากนิตยสารประจำเดือนมีนาคมแล้วก็มีถุงผ้าอย่างหนา (รายการจุดเปลี่ยน) และสมุดบันทึก (รายการหลุมดำ)

            รายการจุดเปลี่ยนตอนหนึ่งนำเสนอเรื่องการเลิกใช้ถุงพลาสติก (ผมได้ชมด้วย)  ฉะนั้นที่ข้างถุงผ้าจึงสกรีนข้อความ ร่วมงดใช้ถุงพลาสติก

            ผมเก็บถุงผ้านั้นใส่ลิ้นชัก เก็บไว้เป็นที่ระลึกมากกว่าจะใช้ประโยชน์  กระทั่งผมเริ่มมีปัญหาถุงพลาสติกจากการจับจ่ายซื้อของกินทุก ๆ สัปดาห์จากตลาดติดแอร์เพิ่มขึ้นจนเต็มถังบรรจุน้ำใบใหญ่  แม้ว่าจะนำมาใช้ใส่ขยะบ้างแล้วก็ตาม มันยังคงไม่พร่อง กลับเพิ่มขึ้นไม่ทันต่อการกำจัด

            จากที่พนักงานแยกใส่ให้สองถุงบ้างสามถุงบ้าง  ผมบอกเธอว่า ขอเพียงถุงเดียว  ใส่รวมกันมาเลย  ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาไปเปลาะหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งความจริงผมแทบไม่มีความจำเป็น หรือต้องการถุงพลาสติกในห้วงยามหนึ่งที่มันล้นบ้าน

            จึงคิดถึงถุงผ้าที่ได้รับ ว่าทำไมไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์  นั่นละครับ จากนั้นมาผมก็พกถุงนี้ติดตัวเมื่อยามเข้าตลาดติดแอร์

            เมื่อไปยืนอยู่หน้าเคานเตอร์ชำระเงินก็ออกอาการเขินนิดหน่อยเมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วไม่มีใครเตรียมถุงผ้าเหมือนผม  แต่เมื่อตั้งใจแล้วก็เลิกคิด  บอกพนักงาน (ฝึกงาน) ว่า ไม่เอาถุง  แล้วยื่นถุงผ้าในมือให้เธอ

            เธอมองหน้าผมอย่างงง ๆ นิดเดียวเท่านั้น  แล้วก็พยายามหยิบสินค้าจัดเรียงโดยการพิจารณาอย่างรวดเร็วว่าอย่างไหนควรใส่ก่อนและหลัง

            ผมมองการทำงานของเธอที่ไม่คล่องแคล่วนัก  ไม่รู้จะเป็นด้วยความไม่ชำนาญหรือไม่ถนัดกับการหยิบของลงใส่ถุงผ้า  คือมันกางได้ไม่กว้างเท่ากับถุงพลาสติกที่มีขอเกี่ยว อีกทั้งน้ำหนักของมันจะคอยทิ้งตัวพับปิดตลอดเมื่อละมือไปหยิบสินค้าชิ้นอื่น ๆ 

            แต่เธอก็ทำจนสำเร็จในเวลาพอสมควร  ผมเองก็โล่งใจไปพร้อม ๆ กัน  กลัวว่าจะทำให้เธอและลูกค้าที่ยืนต่อแถวเดียวกับผมเสียเวลาและหงุดหงิดใจ

            จากนั้นมาผมไม่เกิดอาการเขินอย่างครั้งแรกอีก  เกิดสำนึกภูมิใจเสียอีกว่า อย่างน้อยก็ช่วยลดภาวะโลกร้อนไปได้อีกนิด  ส่วนใครเห็นพฤติกรรมของผมแล้วอยากทำตามบ้างก็ยินดีด้วย  ส่วนใครไม่ทำตามก็ไม่ว่ากัน 

            แม้ว่าอยากจะร่วมช่วยรณรงค์แต่ก็จนใจเหลือเกินที่จะไปป่าวประกาศบอกแก่ใคร  เอาเป็นว่า เริ่มทำเองเสียนั่นแหละ  บอกกันด้วยการกระทำ

            อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า ผมเองตามกระแสนี้ช้ากว่าชาวบ้านเขา  ผมเห็นใคร ๆ ก็สะพายถุงผ้านี้กันให้ทั่ว  ผมจึงมีความมั่นใจมากขึ้น  มากเท่าที่ว่าทุกวันนี้ผมไม่สะพายกระเป๋าหนังใบเดิมแล้ว เปลี่ยนมาสะพายถุงผ้าแทน  มันใส่หนังสือได้หลายเล่ม  ได้ทั้งพ็อคเก้ตบุคและใหญ่ขนาดนิตยสาร  น้ำหนักเบากว่าและคล่องตัวกว่า  และใส่ของต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องขอถุงพลาสติกเวลาซื้อของ

            แถมยังเท่กว่าด้วยซ้ำ (ในสายตานักอนุรักษ์ธรรมชาติ)

            แม้ขณะหนึ่งใจเคยถามว่า นี่มันเป็นแฟชั่นรักโลก ช่วยลดโลกร้อนหรือเปล่า?  เพราะว่าถุงผ้าดังกล่าวเริ่มมีการผลิตเพื่อขาย  มีการสกรีนลวดลายต่าง ๆ ลงบนพื้นผ้า  และเท่าที่ทราบสนนราคาก็ตกอยู่ราว ๆ ร่วมหนึ่งร้อยบาทเป็นขั้นต่ำ  อีกทั้งในกระบวนการผลิตอาจเพิ่มความร้อนต่อโลก อย่างนั้น ถุงผ้านี้คงสวนทาง ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ขั้นแรกของมันพอดู

            อย่างไรก็ตามหากไม่คิดมากความอย่างผม แม้ว่าจะเป็นแฟชั่น (กระแส) อย่างน้อยเมื่อพิจารณาลงลึกไปอีกสักนิดมันก็เป็นกระแสที่ดีและสร้างสรรค์  และจะดียิ่งขึ้นหากใช้มันเป็นไปตามวัตถุประสงค์คือ ลด หรือ เลิก ใช้ถุงพลาสติก

            ฉะนั้นแล้วผมจึงสรุปให้กับใจว่า หากมันเป็นแฟชั่น ก็เป็นแฟชั่นที่ดี

ลูกค้าที่มาซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ในงานสัปดาห์หนังสือฯ ส่วนมากมักลากกระเป๋าเดินทางขนาดย่อมและกลางมาด้วยเพื่อใส่หนังสือ  หลายคนว่า “ไม่ต้องใส่ถุง” เมื่อผมหยิบถุงพลาสติกขึ้นมาพยายามจะคลี่มันออก  นอกจากกระเป๋าก็มีถุงผ้านั่นละครับ 

            “ช่วยลดโลกร้อนค่ะ”  บางคนสำทับเพิ่ม 

            ทำเอาผมหน้าม้าน  เหมือนตัวเองเป็นพวกทำลายล้างโลกอย่างงั้นแหละ  ทั้งที่ความจริงทำไปโดยมารยาทแท้ ๆ   ใครจะรู้บางคนอาจต้องการถุง หรือบางคนไม่ต้องการ

            หลัง ๆ ผมจึงถาม  “ไม่ใส่ถุงนะครับ” 

            ส่วนคนที่มาตัวเปล่าไม่จำเป็นต้องถาม หยิบใส่ให้ไปเลย  ไม่งั้นละโดนค้อนวงใหญ่

            บางขณะผมก็เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ นะครับที่ต้องคอยตอบคำถามลูกค้าว่าเรื่องนี้เป็นยังไง?  สนุกไหม?  เศร้าไหม?  จบดีไหม?  แต่โดยรวมผมว่ามันก็สนุกดีที่ใคร ๆ ก็ต้องฟังผมพูด 

            ฟัง-ไม่ฟังไม่รู้เรื่องนะเออ 

            ยิ่งฟังแล้วซื้อนี่ยิ่งภูมิใจ (แม้ไม่ได้ค่าเปอร์เซ็นต์ใด ๆ นอกจากเบี้ยเลี้ยงตามปรกติ)

            ขณะที่ผมกำลังเหม่อลอยมองสาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินผ่านไปมาก็ต้องสะดุ้ง เมื่อลูกค้าสาวสวยคนหนึ่ง (ขอสงวนการบรรยายถึงรูปร่างหน้าตา) บอกกับมิตรกวี

            “ไม่ต้องใส่ถุงนะคะ”

            ผมรีบก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง  แอบยิ้ม  กลั้นหัวเราะ

            คิดหาเรื่องแก้เบื่อไปอย่างนั้นเอง  ไม่งั้นหงุดหงิดเต็มทน  ก็สาว ๆ นุ่งกางเกงขาสั้นพลุกพล่านเต็มไปหมดตั้งแต่สายยันค่ำของแต่ละวัน

            หากว่าโลกไม่ร้อนเช่นวันนี้ บางทีผมอาจไม่มีโอกาสได้เห็นขาอ่อนของสาว ๆ เหมือน 30-20 ปีก่อนก็เป็นได้, สวัสดี ·

4 เม.ย. 51


14 Responses to “ไม่ใส่ถุง ไม่นุ่งยาว”


  1. 1 lek
    เมษายน 6, 2008 ที่ 16:26

    ผมก็นุ่งสั้นไปทำแลปเหมือนกัน…

  2. เมษายน 7, 2008 ที่ 00:08

    สวัสดีวันอาทิตย์เจ้าท่านประทีป

    ห้าทุ่มกว่าแล้ว…จะถึงบ้านหรือยังน้อ
    กึ๊ดเติ้งหาวันสุดท้ายของงานขนาด
    กั๋บการไปนั่งม่วนกับปี้อ้ายทั้งหลายหลังเก็บร้านเสร็จ

    น่าฮักดีออกยามจายหนุ่มสะพายถุงผ้าจ่ายตลาด

    หลังปีใหม่ข้าเจ้ามีกิ๋นเลี้ยงกับเพื่อน
    เลยถือโอกาสเอาของขวัญปีใหม่ไปให้
    เป็นตะเกียบในถุงผ้าหน้าตาหน้าเอ็นดู
    เพื่อนบางคนว่า…น่ารักจัง…แล้วเก็บเข้ากระเป๋า
    บ้างว่า…ไปจีนทั้งทีได้แค่ตะเกียบนี่หนามาฝาก

    อ้อ…ลืมบอก…วันนั้นเรานัดกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่น
    ก๊วนเพื่อนข้าเจ้านั้นมักอาหารญี่ปุ่นกันขนาด
    ข้าเจ้าก็พลันเห็นว่า…ยามเราไปกินนั้นทางร้านมีตะเกียบชนิดใช้แล้วทิ้ง
    ต้นไผ่หนึ่งต้น ทำตะเกียบได้กี่คู่หนอ แล้วมันใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ในการเติบโต
    ถ้าลดปริมาณการตัดต้นไม้ได้…ก็คล้ายช่วยลดความร้อนได้ในระดับหนึ่งถึงมันจะกะจ้อยร่อยไปสักหน่อยก็เถอะ
    นอกจากลดปริมาณตะเกียบใช้แล้วทิ้ง ยังลดปริมาณขยะจากซองกระดาษที่ห่อหุ้มตะเกียบได้อีกทาง
    ((ของขวัญชิ้นนี้นอกจากข้าเจ้าจะแฝงนัยยะทางการรักษ์โลก ยังแฝงควาหมายตามแบบชาวจีนที่ว่าตะเกียบหมายถึงการมีกินมีใช้))

    นี่ไง…สาเหตุที่ข้าเจ้าเลิกถามหาสังคมอุดมคติ
    เลิกตั้งคำถาม…หากลงมือทำด้วยตนเองถ้าอยากเห็น…ข้าเจ้าเชื่อเช่นนั้น

    เหนื่อยทั้งวัน…ข้าเจ้าขอนอนก่อน พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดอีก
    เฮ้อ……………………………

  3. เมษายน 7, 2008 ที่ 00:57

    อ่า แม่เพลง ไปถึงขั้นเลิกตั้งคำถามเสียแล้ว

    นับถือ ๆ

    ยิ่งถาม ยิ่งไม่ค้นพบ มองให้เห็นเนื้อในจากตาเห็นและที่เป็นไป…

    คารวะ

  4. เมษายน 7, 2008 ที่ 10:35

    เรียนท่านประทีปที่เคารพรัก

    ท่านนี่หนาสงสัยจะไปขายหนังสือบ่อย
    จึงนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาปรับใช้
    มิได้ลดแลกแจกแถม แต่การแปะรายชื่อหนังสือขึ้นหิ้งนั้น
    ก็เป็นเหตุให้ลูกค้าต้องหมั่นแวะเยือนเนืองๆ
    ด้วยแต่ละเล่มนั้นน่าสนใจใช่หยอก

    ข้าเจ้าว่า…ท่านเตรียมตั่งแลหมอนขวานไว้สักมุมในร้านดีไหม
    ลูกค้าบางท่าน อย่างท่านดินจะได้ไม่ต้องขนเสื่อหมอนมาปูรอ (ฮา)

    ด้วยมิตรจิตมิตรใจ

  5. เมษายน 7, 2008 ที่ 11:43

    ตั่งหมอนขวานไม่ทันแล้วขะรับ
    ผู้น้อยหนีบเสื่อติดจักกะแร้มานั่งน้ำลายยืดอยู่นี่แล้ว
    เล่มละ ๑๐ บาท แม่จ้าว! มีที่ไหน

    ใครจะว่าปีหนึ่งซื้อหนังสือสองหนก็ว่าไป
    ผู้น้อยนั้นขอปีสักหนก็ยังดี
    จะไปกวาดเล่มละสิบบาทให้สาสมใจเทียว

    ตอนนี้ปัญหาก็คือ คิดซื้อเล่มละสิบบาทสักสิบเล่ม เป็นเงินร้อยบาท
    แต่ค่ารถทัวร์ไปต่อรถเมล์รถไฟฟ้า ไปกลับรวมเป็นเงินประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ค่ากินอีกสัก ๕๐๐

    โอเค..

    มุดหัวในกะลาต่อไป

    คารวะ

  6. เมษายน 7, 2008 ที่ 19:35

    โอ้ แม่เจ้า เล่มละสิบบาท
    อยากจะไปขนมาสักคันรถ
    ช่วงนี้นมแพงกระผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือใหม่ ๆ เลยท่านพี่
    จนขนาดหนัก

    นี่ก็เพิ่งกลับจากบนดอย
    อ่อนเพลียเต็มกำลัง

    ว่าจะถามท่านพี่ เรื่อง เสื้อยืด พันธุ์หมาบ้า
    มาอ่าน อ้าว งานเลิกไปแล้ว
    เซ็งจัด

    ท่านดิน แม่เพลง ยังไม่ได้แวะไปบ้านท่าน
    ขออภัย ขออภัย
    เหนื่อย และ เมื่อยตูดเต็มกำลัง
    ขออนุญาติไปอาบน้ำก่อนนะขอรับ
    เอิ๊ก

  7. 7 สิญจน์ สวรรค์เสก
    เมษายน 7, 2008 ที่ 20:35

    นึกถึงหน้าสาวเจ้าตอนกล่าวคำว่า “ไม่ต้องใส่ถุงนะคะ” แล้ว จินตนาการของผมพลันบรรเจิดและรู้สึกดี๊ดี ฟังดูเซ็กซี่ยังไงไม่รู้ซี

    แต่พอนึกถึงหน้าอันเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาสนิมเหล็กด้วยถูกเหล้าเบียร์กัดกร่อนอยู่เป็นนิตย์ของท่านพี่ ที่กล่าวคำว่า “ไม่ต้องใส่ถุงนะครับ” แล้ว ผมพลันรู้สึกตะครั่นตะครอ เหมือนได้ยินเสียงพูดของตูดควาย เอ๊ย ตู๊ดควาย ยังไงไม่รู้ซี

    ให้ตายเถอะ! พระเจ้าเป็นพยานทีซิเอ๊า!

  8. เมษายน 7, 2008 ที่ 20:48

    อา..ขึ้นดอยนี่เอง
    มิน่า..เงียบตุ๋ยไปเลย!
    ..
    ..
    ป๋าสองก็โผล่แล้วสิเนี่ย

  9. เมษายน 8, 2008 ที่ 05:28

    อันเนื่องมาจากหนังสือเข้าร้านนั้นหรือ เจตนามิได้อะไรนอกจาก แปะราคาให้ท่านดูว่า เงินกว่าครึ่งพัน ผมซื้อหนังสือได้ตั้ง สิบสามเล่ม

    เสื้อยืดพันธุ์หมาบ้า ไม่มีขาย (เท่าที่ผมเห็น) อาจเป็นเพราะมีงานเล่มใหม่ของพี่ชาติออกมาแล้วนั่นเองขรับ

    หายคิดถึงได้!

    ท่านส.ส. ตุ๊ดควายนั่นหรือ ผมเห้นมาป้วนเปี้ยนหน้าบูธทีไร ก็ต้องชิ่งออกไปอัด…

    บุหรี่ ทุกทีขอรับ

    จะอ๊วกแตกยามได้กลิ่นน้ำเหม็น (หอม)

    แต่ทีกับสาวเจ้า แม้จะฉุนกับกลิ่นก็จำใจยอมล่ะขอรับ

    ป.ล. ในส่วนหนังสือใหม่ ก็เหมือนรายงานความเคลื่อนไหวว่า มีนักเขียนท่านใดเข็นหนังสือออกมาบ้าง (ในส่วนที่ผมซื้อหามาเท่านั้น)

  10. เมษายน 8, 2008 ที่ 07:47

    พี่ท่าน
    ข้าพเจ้าจะเข้าไปเปลี่ยนตัวเลขที่ปกจุดฯ ปรากฏว่า..
    หน้าต่างวิดเจ็ตตัวใหม่ โชว์โค้ดไม่หมด(บางส่วนหายไป) ทำให้เปลี่ยนตัวเลขไม่ได้ copy ก็ไม่ได้ เปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย

    ของพี่ท่านเป็นไหม?

    คารวะ

  11. เมษายน 10, 2008 ที่ 16:52

    พี่ท่าน ไม่ได้เข้าร้าน 2 วัน มันเปลี่ยนไปหมดเลย

    ที่จริงเห็นว่าเริ่มเปลี่ยนเป็นบางส่วนแล้ว คราวนี้ เล่นยกเครื่อง

    ในส่วน Link นั้น ลองเข้าแล้ว ยังงง ๆ ว่า เราจะเพิ่มลิงก์ยีงไง

    มันไม่มีอะไรให้เลือกปรับแต่งเลยขอรับ

    โอว.. ขอเวลาศึกษาสักนิด

  12. เมษายน 11, 2008 ที่ 15:02

    ได้รับพัสดุแล้วสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    เป็นครั้งแรกข้าพเจ้าเห็นโฉม ค.คน
    เคยอยากพลิกอ่านตั้งแต่เล่มแรกเพราะชอบภาษาที่ใช้กล่าวนำใน คนค้นคน แต่นิตยสารไปไม่ถึงร้านค้าชนบท เที่ยวนี้นับว่าสมใจ ยิ่งปะนามพี่ท่านแล้วขนลุก ไม่ได้เวอร์นะขอรับ บรรยายอาการนั้นไม่ถูก (ตรงนี้ติดคิดอยู่นาน เพราะบรรยายไม่ถูกจริง ๆ )

    ไม่ถูกก็ไม่ต้องบรรยายนะพี่ท่านนะ

    สำหรับ ‘เดียวดายหลังแป้นฯ’ ข้าพเจ้ามีแล้ว(ตั้งแต่ยุคไรท์เตอร์ยังอยู่) เรียนเช่นนี้หาได้คิดหยาบหยามกุศลเจตน์อันพี่ท่านกรุณามอบมา แต่จะเก็บรักษาไว้แทนเล่มเก่า และควรมงคลฤกษ์ที่จะอ่านซ้ำอีกสักรอบ

    ปะน้ำใจพี่ท่านเช่นนี้ ข้าพเจ้าได้แต่เขกกบาลตน ‘ก็แล้วไยเอ็งไม่คิดกระทำเยี่ยงนี้บ้างดินหนอดิน’ สายไปแล้วขะรับ ปีใหม่ไทยมาจ่ออยู่วันนี้วันพรุ่งแล้ว

    เอาเถอะ! แม้ลิงค่างกลางป่าจับมามัด ยังฝึกหัดมันได้ดังใจหมาย เป็นเศษดินรับไมตรีมามากมาย ไม่รู้ฝึกนิสัยได้ก็อายลิง นะพี่ท่านนะ

    ขอบพระคุณขอรับ..ขอบพระคุณ..

    คารวะ

    ปล. พี่ท่านมี อหังการ์ชีวิตห้าว ปาป้า เฮมมิ่งเวย์ เปล่า?

  13. เมษายน 16, 2008 ที่ 03:30

    ด้วยความสัจขอรับ ยังไม่เคยอ่านงานของปาป้า สักเล่ม ส่วนใหญ่อ่านแต่นักเขียนไทย ยังแทบไม่มีเวลาเลย

    ยินดีที่พี่ท่านจะอานเดียวดายฯ อีกรอบ จะได้ไม่เหงายามนั่งหลังแป้น เหงาก็นั่งหน้าแป้นนะขอรับ


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 72,231 hits

RSS ก้าวรอก้าว

  • ก้าวฯที่ ๔๓ พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • มายา พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • ทำมือ ทำไม พฤศจิกายน 14, 2009
    เรื่องจากปก โดย กีรติ ทำมือ ทำไม . . มีคำถามอยู่มากว่า ทำไมเราจึงต้องรู้จักที่จะผลิตข้าวของเครื่องใช้เองบ้าง ทำไมเราไม่ซื้อ ซื้อ ซื้อ เป็นคำถามที่ตอบไม่ง่าย และยากที่จะอธิบาย คนเราเรียนรู้จักชีวิตที่สุขสบายมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการติดยึดอยู่กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ แม้ว่าไม่มีโอกาสจะได้รับก็ยังคงตะกายเพื่อให้ได้มา จึงเห็นผู้คนปากกัดตีนถีบมากหน้าหลายตา ดิ้นรนแ […]
    kaawrowkaw

RSS นารินทร์ ทองดี

  • นิทานหลานยาย (๑) พฤศจิกายน 15, 2009
    ย้อนไปยังครั้งก่อนตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆกระจ้อยด้อยเดียงสาวงนิทานหลานยายที่ปลายนาจุดกำเนิเปิดฟ้าจินตนาการย้อนไปยินสำเนียงเสียงยายเล่าถึงเรื่องราวเก่าๆเขาเล่าขานสื่อสุขโศกโลกธรรมเป็นตำนานเรื่องพื้นบ้านนิทานปรัมปราย้อนไปดอมดมกลิ่นผ้าซิ่นไหมซึ้งถึงรักจากใจผ่านใยผ้าด้วยใช้รักถักทอต่อผืนมาแกมกลิ่นกายชาวนาชราวัย(มีต่อ) […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)