- คำนำสำนักพิมพ์-
สวรรค์เบี่ยง กฤษณา อโศกสิน
ในความรักมีความเกลียด และในความเกลียดมีความรัก…
ความรักนั้นเป็นอมตะ หากแต่ความเกลียดนั้นจะตายลงไปทุกวินาที-นาที
คนเราเกลียดกันไม่ได้หรอก เพราะหากเราเกลียดก็เท่ากับเราเกลียดตัวเองด้วย-ในความเป็นจริงแล้วคนเราเกลียดตัวเองได้สักกี่คนกันเชียว?…
คาวี วรวัตต์ เป็นตัวแทนของบุคคลประเภทนั้น-เป็นบุคคลที่รักเทิดทูนเกียรติยศตนเอง ด้วยความมีศักดิ์มีศรีแห่งวงศ์ตระกูล… รักตัวเองจนเป็นหลง ดูแคลนบุคคลที่ต่ำกว่าด้วยเพียงฐานะ ขาดความซาบซึ้งในด้านจิตใจ-คนเยี่ยงนี้จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้หรือ?…
แน่ละ-ย่อมได้ ทว่าความสุขนั้นล่ะคงยากที่จะบังเกิดแม้ว่าจะมากมีด้วยทรัพย์ศฤงคารเท่าใดก็ตาม
เขาพร่ำบอกตนเองว่า ‘เกลียดหล่อน’-นาริน โสภณรัตน์ หญิงสาวผู้ต่ำศักดิ์ ทว่ามีเกียรติและศักดิ์ไม่น้อยไปกว่าเขา เกียรติของหล่อนคือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนเป็นมนุษย์ ซึ่งมีมากกว่าเขาเสียยิ่งกว่า
เกลียด ๆ ๆ ๆ-เกลียดหรือ?… รักหล่อนหรือ?… ล้วนเป็นคำถามและมีคำตอบที่พยายามหลอกตัวเอง ทว่าไม่สำเร็จหรอก
ยิ่งเขาเกลียด เขาก็จะมีความรัก (ต่อหล่อน) มากยิ่งขึ้นเท่านั้น-คาวี ผู้ไม่เคยเกลียดตนเอง จะเกลียดผู้อื่นได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร…
นั่นคือตัวละครตัวหลักใน ‘สวรรค์เบี่ยง‘ บทประพันธ์ของ กฤษณา อโศกสิน เมื่อกว่า ๕๐ ปีมาแล้ว ยังคงปรากฏโลดแล่นสวมในชีวิตจริงของคนบางผู้ในยุคร่วมสมัย ทั้งชายและหญิง กลับมาอีกครั้งในแบบฉบับหนังสือเล่ม และพร้อมกันทางจอโทรทัศน์
ไม่ว่าจะรับสารด้วยถ้อยอักษรหรือตาดูหูฟังอย่างไร ชีวิตของเขาและหล่อนเข้มข้นไม่น้อยไปกว่ากัน ด้วยความนิยมที่ไม่เสื่อมคลายมากว่า ๕๐ ปีนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์และยืนยันคำกล่าวนี้ได้อย่างดี–
*หมายเหตุ ได้รับความนิยมสุดสุด ขนาดแผ่ขยายเข้ามาในที่พักด้วยนี่





อืมม์..
หนังสือของสำนักพิมพ์อันพี่ท่านสังกัดกระมัง..ใช่ไหม?
เอากลับมาทำหนังอีกแล้ว….สงสัยคนจะดูเยอะ
อืม…ได้รับความนิยมสูงอย่างท่านประทีปว่า
ด้วยข้าเจ้าไม่ใคร่ชอบดูละครหลังข่าวก็ยังนอนดูเป็นเพื่อนแม่
ตายล่ะท่านประทีป…ข้าเจ้าเลิกเกลียดผู้คนมานานโข
ด้วยหลายปีก่อนตระหนักว่า คนที่เพิ่งเจอหน้าแล้วไม่ถูกชะตาประมาณศรศิลป์ไม่กินจนพาลให้เกลียดขี้หน้านั้น
เหตุที่พาลให้เกลียด…เพราะข้าเจ้าเห็นบางอย่างในตัวเขา
บางอย่างนั้นคืออย่างเดียวกันกับข้าเจ้า
คิดได้อย่างนี้แล้ว ข้าเจ้าจึงเลิกเกลียดผู้คนไปในทันที
ถ้าเกลียดเขาก็เช่นเดียวกับเราเกลียดตนอย่างคำท่านว่านั่นหนา
ในเมื่อข้าเจ้าหมดความรู้สึกเกลียดเยี่ยงนี้แล้ว นั่นหมายความว่าข้าเจ้าก็หมดความรู้สึกรักที่แท้ในใจไปด้วยอย่างนั้นสิ
โอว…พระเจ้า…ถึงว่าดิ…ทำไมข้าเจ้าโดนว่าบ่อยเหลือเกินว่า “ไม่รู้จักรักใคร”
ย่ำเย็นสวัสดิ์ขะรับพี่ท่าน
พี่ท่านเชื่อไหม? ข้าพเจ้าคิดถึงงานหนังสือแบบว่า หนังสือละลานตา ล้วนลดราคา อาจได้ปะหนังสือเก่า ๆ ที่เคยคะนึงหา บนเวทีมีนักเขียนมาเสวนา ช่างเป็นช่วงเวลาน่าภิรมย์ใจ หนอนสาว ๆ เล่าคงทำให้ชุ่มฉ่ำ ณหฤทัยไม่เบาเลย
อุเหม่..ฤานั่นมันชลอสวรรค์มาไว้บนแดนดินเสียเป็นแท้
แต่เมื่อเช้ายินท่านเจ้าสำนักกล่าวถึงงานหนังสืออันท่านกรำมาหลายเพลานี้
อากาศไม่พอเพียง เสียงจอแจดังสับสนหลายเดซิเบล ผู้คนขนัดยัดทะนาน ทำเอาท่านจะพาลไม่สบายมาก็หลายครา
โอ..พี่ท่าน!
ท่านเป็นเช่นไรบ้าง? ยังแข็งปึ๋งปั๋งดีอยู่ไม่? กลับถึงถ้ำได้ผ่อนพักกายาเพียงพอหรือไร? นิ่มเนื้อนมไข่ได้บำรุงเต็มที่ไหม?
ผู้น้อยหวังท่านยังเฆ้มกายใจไปตลอดจนจบงานเทอญ
ที่แน่ ๆ ผู้น้อยเลิกอยากไปอีกแระงานหนังสือ..ท่าจะหายใจไม่ออก!
คารวะ
ขอบคุณยิ่ง ๆ ขอรับท่านพี่
ผมไปเดินร้านหนังสือเก่า เก่าจริง ๆ จนไม่กล้าหยิบ ด้วยกลัวมันขาด
มีสองแบบนะครับ แบบเก่าเก็บ ราคาแพงชิบ แบบเก่าราคาถูก แต่ต้องยอมรับสภาพนะครับ
อากาศแม้จะอยู่ในฮอล ใหญ่ แต่เมื่อคนยัดเข้ามาอัดแน่นก็ระบายไม่ทันเหมือนกัน อากาศร้อนอ้าวไปในบัดดล ครั้นพอซาคน อากาศเย็น จากแอร์
เห็นชัดเลยว่า คนแย่งอากาศหายใจกัน
ผมต้องไปอีกสองวันครับ ส. อา.
ยังไงเสีย สวัสดีวันอาทิตย์ ยังคงมีตามปรกติขอรับ นี่ฝากเด็กหลังร้านเตรียมปิดแล้ว
ขอให้ท่านมีร่างกายแข็งขอรับ หมดงานหนังสือคงได้กลับมานั่งคุยกันตามปรกติ
ตอนนี้กลับมาบ้านก็นอนอย่างเดียว…
ด้วยมิตรภาพครับ
ป.ล. หนังสือเรื่องนี้ ขายดีมาตั้งแต่ก่อนเป็นละคร (ปลายปี 2550)
จากเท่าที่ดูละครผ่าน ๆ ผมว่า คาวี นั่นควรเป็น หนุ่ม-อรรถพร ธีมากร มากกว่า ส่วนน้องน้ำผึ้ง บทเจรจาขัด ๆ ไงชอบกล เหมือนท่อง ส่วนน้องแอน เล่นดีจนขัดกับตัวละครอื่น ๆ
(คนที่บ้านเขาเปิดหรอกน่า)