30
มี.ค.
08

ไม่บอกกันตรง ๆ

สวัสดีวันอาทิตย์ © - 3/3

ไม่ว่าจะ “เอาไหมพี่  ถ้าสน ห้าสิบบาทเท่านั้นแหละ”  เสียงกะหรี่อายุน้อยที่สุดในโลกในเรื่องสั้น ที่เห็นและเป็นอยู่ ของ ลองเรื่องสั้น-จำลอง ฝั่งชลจิตร  แม้ว่าค่อนข้างตรง แต่ความหมายของคำว่า ‘เอา’ ก็ยังไม่ได้หมายถึงการร่วมประเวณี

กรุงเทพฯ มิยอมหลับไหลจริงสมดังคำร่ำลือ  เวลาค่ำมืดเป็นเวลาเริ่มต้นชีวิตของคนกลางคืน โดยเฉพาะย่านแหล่งบันเทิงยามราตรี 

            ผมนั่งรถผ่านหัวมุมถนนสีลมเห็นรถราและผู้คนมากมาย  หลายคนทีเดียวดูแล้วมีอาการคึกคัก ตื่นตัว พร้อมเริ่มชีวิตในอีกค่ำคืนหนึ่ง  เลยไปอีกไม่ไกลที่หัวลำโพงแสงไฟสว่างไสว มองเข้าไปเห็นผู้คนขวักไขว่ ทั้งรอออกเดินทางและการมาถึงเมืองหลวง  ผมพยายามมองหาแม่ค้าขายส้มตำ ทว่ามองไม่เห็น ด้วยว่าแม่ค้าเหล่านี้มักจะไปอยู่ตามมุมต่าง ๆ ที่แสงไฟสาดส่องไม่ถึง

            แม่ค้าขายส้มตำแถวนี้แปลกจากทั่วไปอย่างหนึ่งคือ ในหาบของเธอไม่มีวัตถุดิบใด ๆ ที่จะใช้ประกอบอาหารดังว่า  แม่ค้าก็อยู่ในวัยสาวเสียส่วนมาก  แต่งตัวสวย  กลิ่นน้ำหอมแป้งร่ำกรุ่นอยู่รอบกาย  ลูกค้าของเธอมีแต่ผู้ชาย 

            ครั้งหนึ่งเหล่าสหายชวนผมไปหาของกินย่านนั้น  พวกเขาถามว่า พี่ชอบกินส้มตำไหม  ผมว่าไม่ชอบ แต่ถ้าจะกินก็ได้ไม่เกี่ยง  เดินขึ้นมาจากใต้ดิน-สถานีรถไฟฟ้า เดินผ่านหาบส้มตำสองสามเจ้า  ผมสังเกตเห็นความผิดปรกติ จึงบอกมิตรสหายว่าเราคงไม่ได้กินแล้วเพราะมาดึกเกินไป  ในหาบนั้นไม่มีมะละกอเหลืออยู่เลย  คนหนึ่งยิ้ม ถามว่า พี่จะกินจริงเรอะ!  แล้วพวกเขาก็พากันเดินเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวติดแอร์

            กินเสร็จต่างคนต่างแยกย้ายกลับที่พัก  ระหว่างที่ผมเดินไปป้ายรถเมล์ก็ยังเห็นหาบส้มตำคงอยู่อย่างนั้น  บางหาบไม่มีแม่ค้า  บางหาบนั่งคุยกับผู้ชาย  บางหาบนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว  สหายสองคนเรียกแท็กซี่ชวนผมนั่งไปด้วยเพราะเส้นทางผ่านเดียวกัน 

            เขาสองคนยังคุยเรื่องส้มตำที่หัวลำโพง  ผมจึงถือโอกาสถามในสิ่งที่สงสัย  พวกเขาเฮฮากันเล็กน้อย  คนขับแท็กซี่ก็ร่วมด้วย เขาว่าที่มันไม่มีมะละกอก็พวกเธอไม่ได้ขายส้มตำจริงน่ะซี่  พวกเธอขายอย่างอื่น  เท่านั้นเองผมก็ถึงบางอ้อ  ขายอย่างอื่นก็ขายตัวนั่นแหละ–เข้าใจตรงกัน  มิน่า ตอนที่ผมมองไปยังหาบที่ว่างเปล่า พวกเธอจึงมองผมด้วยสายตาหวานซึ้งเตรียมขยับปากจะเอ่ยอะไรสักอย่างทว่าไม่ทัน

            แปลกดี  ผมเพิ่งเห็นครั้งแรกนี่แหละ  ต้องอาศัยหาบบังหน้า  ไม่รู้ว่าแก้เขินหรือว่าอำพรางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่รู้

            อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันละว่า หากชวนไปกินส้มตำย่านนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะไปกินส้มตำจริง ๆ  แต่กินอย่างอื่น

            รถแล่นมาถึงวงเวียนใหญ่ ผมขอลงหน้าตลาดเจริญรัถ  ขอบอกขอบใจในความเอื้อเฟื้อของมิตรทั้งสองแล้วเดินข้ามสะพานลอยมายังฝั่งสถานีรถไฟเพื่อจะเดินย้อนไปทางบางยี่เรือ  ก่อนถึงหัวโค้งของวงเวียนเป็นมุมมืดอับแสงไฟ  สาวเจ้านางหนึ่งปรี่ออกมาจากซอกตึกขวางหน้า

            ผมชะงักฝีเท้า ตกใจกับการปรากฏกายของเธอ 

            “เที่ยวไหมพี่?”  เธอถาม

            โดยอัตโนมัติผมยิ้ม ส่ายหน้า แล้วรีบเดินจากมา 

            ผมกลัวว่าหากมัวหยุดพูดคุยกับเธออาจมีไอ้หนุ่มปราดเข้ามาล็อคคอแล้วปล้นทรัพย์  ในยามวิกาลผมไม่ควรไว้ใจใครง่าย ๆ  นอกเหนือไปจากนั้นผมไม่มีอารมณ์  ผมอยากกลับบ้าน  ผมไม่อยากเที่ยว

            นี่ก็เช่นกัน  ชวนไปเที่ยว  ก็มิได้หมายความว่าจะไปเที่ยวดูอะไรในยามค่ำคืน  หากเที่ยวไปในห้องหับแคบ ๆ  เที่ยวขึ้นสวรรค์หรือจะลงนรกทั้งที่ยังเป็น ๆ อยู่นี่แหละ  ไม่ต้องรอให้ตายไปเสียก่อน

            ดูเหมือนจะไม่มีการพูดหรือบอกกันตรง ๆ เลยนะครับ  ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม

            ไม่ว่าจะ “เอาไหมพี่  ถ้าสน ห้าสิบบาทเท่านั้นแหละ”  เสียงกะหรี่อายุน้อยที่สุดในโลกในเรื่องสั้น ที่เห็นและเป็นอยู่ ของ ลองเรื่องสั้น-จำลอง ฝั่งชลจิตร  แม้ว่าค่อนข้างตรง แต่ความหมายของคำว่า ‘เอา’ ก็ยังไม่ได้หมายถึงการร่วมประเวณี

            หรือแม้แต่ “เท่าไหร่น้อง?” กับผู้ที่จะขายก็ยังเป็นการประดิษฐ์ถ้อยคำมาบังความกระสัน

            หากเอ่ยตรง ๆ คงกระดากปากพิลึก?

            เที่ยวไหมพี่?  เท่าไหร่น้อง?  ลองใช้คำพูดตรง ๆ หน่อยเป็นไร  *@#ไหมพี่?  *@#เท่าไหร่น้อง?

            ไม่ต้องขายส้มตำบังหน้า ทำเหมือนมืออาชีพและสมัครเล่นแถวสนามหลวงให้ชัดเจนกันไปเลย จะได้ไม่มีคนเข้าใจผิดเช่นผม

            “นั่งคุยกันก่อนได้ไหมคะ”  เสียงสาวน้อยคนหนึ่งคะเนจากหน้าตาและรูปร่างแล้วไม่น่าเกิน 18 (ไม่ต่ำกว่า 12) บอกผมหลังช่วยหากุญแจห้องที่ตกลงพื้นท่ามกลางความมืดและความมึนเมา

            สติผมยังคงมีและเริ่มกลับมาเรื่อย ๆ ระหว่างนั่งคุยกับเธอ  คิดว่าเมื่อไหร่เธอจะกล่าวออกมาตรง ๆ หลังจากรำพันเรื่องต่าง ๆ นานาอยู่นานสองนาน  พร้อมกับหาทางปฏิเสธอยู่ในทีหากเธอเอ่ยถึงความปรารถนา

            เนิ่นนานไปผมว่าเสียเวลาเปล่า  ขอตัวกับเธอตรง ๆ  “หิวข้าวจะไปด้วยกันไหม”

            เธอมองผมด้วยแววตาวาวรื้น  ผมจึงต้องรีบย้ำ  “กินข้าวจริง ๆ  ไปไหม?” 

            ผมคิดว่าเธอคงปฏิเสธ แต่ไหนได้ เธอลุกตามผมมา  และผมก็เลี้ยงข้าวเธอจริง ๆ ด้วยความเต็มใจ  ขอบคุณเธอที่ช่วยหากุญแจจนพบ 

            ไม่รู้ว่าอารมณ์นั้นเธอเข้าใจคำว่า ‘กินข้าว’ ของผมไปในทางไหน  ถ้าไปในทางเดียวกับ ‘เอาไหมพี่?’ และ ‘เที่ยวไหมพี่?’ หรือ ‘เท่าไหร่น้อง?’  ผมคงต้องเลี่ยงคำคำนี้  ไม่เอ่ยชวนสาวเจ้าคนไหนยามค่ำคืนเสียแล้ว  มันก็คล้าย ๆ กับพรรคพวกผมกลุ่มหนึ่งที่เมื่อฟาดเหล้าไปแล้วมักชวนไปกินข้าวต้มโต้รุ่งกันต่อ  ไอ้ผมน่ะหลงคิดว่าจะกินข้าวจริงเลยตามไปด้วย  ผมหิวจริง ๆ  กินเหล้าแล้วต้องกินอะไรรองท้องจนติดเป็นนิสัย

            ปรากฏว่ากินข้าวต้มของพวกนั้นคือไปม่านรูด ที่มีหญิงสาวไว้คอยบริการเสร็จสรรพ!

            คิดแล้วก็แปลกดีที่เราต่างประดิษฐ์ถ้อยคำเป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจไปในทางเดียวกันนี้ได้  สำหรับคนที่ไม่เข้าใจเพราะเถรตรงคงงงเป็นไก่ตาแตก  ดีไม่ดีก็เต็มใจตกกะไดพลอยโจนไปด้วยเสียเลย  ก็อยากไม่บอกกันตรง ๆ นี่  ไอ้ที่ว่าสวรรค์จึงรำไร ๆ อยู่ตรงเบื้องหน้า, สวัสดี ·

29 มี.ค. 51


25 Responses to “ไม่บอกกันตรง ๆ”


  1. มีนาคม 30, 2008 at 02:25

    สวัสดีวันอาทิตย์ท่านประทีป…

    -ทำไมไม่บอกกันตรงๆ-
    “เอาไหมพี่” “กินส้มตำหัวลำโพงไหม” “กินข้าวต้ม” ล้วนเป็นถ้อยความที่ใครๆ ก็น่าจะรู้กันนะท่านนะ

    ความจริงข้าเจ้าเป็นอีกคนที่ไม่บอกอะไรใครตรงๆ นะ
    เป็นประเภท “รักแต่ไม่แสดงออก” (ฮา)
    หลายครั้งแล้วที่ข้าเจ้าสงสัยตัวเองว่าทำไมไม่รู้จักพูดว๊า
    เอาแต่หวังให้เค้าสบตาแล้วอ่านภาษาใจที่สื่อออกมา
    เพื่อนข้าเจ้าที่เป็นมนุษย์ผู้ชายเคยบอกว่า…มนุษย์เพศดียวกับเขานั้นโง่นัก
    ถ้าไม่บอกตรงๆ อย่าหวังเลยว่าจะเข้าใจ
    แต่จนแล้ว…จนรอดข้าเจ้าก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดี
    เพราะไม่เคยพูด มันจึงเขินอายเกินกว่าที่จะพูด

    อ่ะ…เอ่อ…แบบว่าตอนนี้หัวใจพองโต
    จนสมองไม่อาจคิดอะไร…วันรุ่งข้าเจ้าค่อยแวะเวียนมาตอบใหม่ละกันท่าน

    คาดว่าคงได้เข้ามาหลับท่านดินแหงเชียว

    เฮ้อ…ความทุกข์ทำให้คนนอนไม่หลับ
    ความสุขก็ทำให้นอนไม่หลับ
    จะอี้แล้ว ข้าเจ้าจะทำเช่นไรให้ดวงตาแลดวงใจได้พักบ้างน้อ คิ้กๆๆ

    ด้วยมิตรภาพ

    ว๊า…ท่านเมา…ข้าเจ้าเลยไม่มีเพื่อนคุยเลยอ่ะ
    ไปละ…ข้าเจ้าออฟไลน์ไปนอนอ่านหนังสือดีกว่า

    แว้บบบบบบบบบบบ

  2. มีนาคม 30, 2008 at 08:58

    ท่านพี่

    หลังจากที่เริงราตรี ร่ำเมรัย จนแปล้กันแล้ว
    เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า ไปกินข้าวต้มกัน
    ผมโพร่งออกไปแทบจะทันทีเลยว่า
    ดีมาก ไอ้ห่า กูหิวและง่วง
    ระหว่างรถเคลื่อนผ่านราตรีและแสงสี
    ผมหลับตาคิดถึง ผัดผักบุ้งไฟแดง กุยช่ายขาวผัดเต้าหู้หมูกรอบ ข้าวสวยใส่ถ้วย สักสองถ้วย

    รถจอดผมปรือตามอง
    ไม่ใช่ร้านข้าวต้มนี่หว่า
    ห่า นี่มันซ่องราคาถูกสำหรับชนทุกชั้นนี่หว่า ที่ผู้ชายที่นี่ทุกคนต้องรู้จัก
    ผมตะโกนด่า
    ไอ้หอกหัก มึงพากูมาทำเฉี้ยอะไรที่นี่วะ
    ก็มากินข้าวต้มกันไง เพื่อนมันว่า หรือมึงไม่กิน มันย้อน
    กูจะกินข้าวต้มจริง ๆ ไม่ใช่ข้าวต้มอย่างนี้
    งั้นรอพวกกูก่อน เดี๋ยวกูมาจะพาไปกินข้าวต้มจริง ๆ

    พวกมันเปิดประตู ผมทำท่าจะปิดตา เพาะมึนเมาได้ระดับ
    มีหญิงสาวผมจำหน้าหล่อนไม่ได้ ปราดเข้ามานั่งผมตักผม
    กลิ่นเครื่องหอมโชยฉุนรุนแรง
    ผมยังไม่ทันตั้งตัว หล่อนตะปบเข้ามาที่ เป้ากางเกงของผม
    แน่นอนมันไม่ได้ตื่วตัว
    แต่หล่อนกับตะโกนออกไปนอกรถ
    มา (มันเป็นคำพยางค์เดียว ที่แปลว่า การร่วมเพศกัน
    ไม่ใช่คำว่า ล่อ นะท่านพี่ เพราะนั่นมันอาจหมายความเป็นอื่นได้)
    กันเหอะ ฟักยู แข็งแล้วนี่

    ผมรู้สึกขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก
    และอาจจะเพราะผมเมา ผมถึงบอกหล่อนว่า ไม่(คำเดียวกับที่หล่อนชักชวนผมนั่นแหละ) ไม่มีตังค์ครับ หล่อนก็รีบผละจากไป

    ผมรีบปิดประตูรถและล็อคประตูทุกด้าน
    กลัวมากขอรับ

    และท้ายสุดผมก็ได้กินผัดผักบุ้งไฟแดง กุยช่ายขาวผัดเต้าหู้หมูกรอบ ที่ร้านข้าวต้ม จริง ๆ

    อาทิตย์สวัสดิ์ขอรับ

  3. 3 lek
    มีนาคม 30, 2008 at 14:20

    น่าตกใจนะครับว่าเด็กอายุน้อยขนาดนั้นจะต้องมากขายของอย่างนี้

  4. มีนาคม 30, 2008 at 16:50

    เย็นอีกแล้วสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    พี่ท่านไม่แปะสวัสดีฯ ที่สำนักหนอนแล้วหรือขะรับ?
    ข้าพเจ้าไม่ทราบมีสาเหตุใดรังควานใจพี่ท่านอยู่บ้าง แต่หากยังพอทนรบกวนแปะเถอะนะขอรับ

    พี่ท่านกระทำต่อเนื่องมาหลายปีจนเป็นไม้หลัก เป็นแบบอย่าง หากสักวันเหล่าสหายคิดขึ้นได้ ตั้งอกตั้งใจกระทำดังเช่นพี่ท่าน ช่วยกันคนละไม้ละมือเขียนคอลัมน์ตนลงสำนักอาทิตย์ละบทความ เราก็จะได้ก้าวรอก้าวคืนมา ก้าวรอก้าวซึ่งความจริงมีอยู่แล้วในสำนักก่อนหน้าก้าวรอก้าวที่โพสท์พร้อมกันจะกำเนิด

    ข้าพเจ้าอาจหวังในสิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรความบังเอิญก็คือจิกซอตัวหนึ่งของความเป็นไปไม่ได้ บรรยากาศสำนักหนอนที่ข้าพเจ้าแรกเข้าไปพบพานนั้นเป็นความบังเอิญชนิดหนึ่ง

    ช่วงนั้นบอร์ดหนอนมีคุณภาพ ผลัดกันอ่านเขียนอย่างอบอุ่นเอาจริงเอาจัง

    ถึงยามนี้แม้บรรยากาศเหล่านั้นสูญไปหมดแล้ว แต่หากไม้หลักยังคงอยู่ ความหวังที่สักวันบรรยากาศงานเขียนคุณภาพคอหอคุณภาพกลับคืนมายังคงพอเห็นรำไร

    -ความในใจจากหนอนน้อยตูดหมึกประจำสำนัก-

  5. มีนาคม 30, 2008 at 16:55

    แอบมาอ่าน .. มั้ยพี่..

  6. มีนาคม 30, 2008 at 19:03

    ประกาศ…ประกาศ…

    ท่านประทีป-ท่านดิน-ป๋าไอซ์
    หากข้าเจ้าชวนกินข้าวต้มนี่รอบดึกนี่…มิต้องแปลเป็นอย่างอื่นนะเจ้าคะ
    นอกจากหมายความว่า “ข้าวต้ม+กับข้าวจริงๆ” (ฮา)

    เป็นอะไรไปหรือท่านประทีป
    น้อยอกน้อยใจใคร หรือ รำคาญสิ่งใดในสำนักของท่านเล่า

    ท่านดิน…นี่ก็ความบังเอิญนะ…ความบังเอิญที่ทำให้เราได้มาสนทนากัน

  7. 7 คาใจ
    มีนาคม 30, 2008 at 22:20

    โอ๊ะ … เคยมีคนเล่าให้ฟังเหมือนกันค่ะ ว่ากลางคืนจะมีคนมาขายส้มตำแถวนั้นเรียงกันเป็นตับ

    ตอนแรกก็เชื่อ เลยบอกเพื่อนมันไปว่า “เออ งั้นลองมาซื้อกินดิวะ”
    เพื่อนมันเลยเฉลย บอกว่าเค้าไม่ได้ขายส้มตำ จริงหรอกแกเพราะ

    แม่ค้าส้มตำที่ไหน เเต่งตัวเอกซ์ สายเดี่ยว กระโปรงสั้นมากเลยนะเว่ย ?

    ตึ้ง !!!

  8. มีนาคม 30, 2008 at 23:12

    ก็เพิ่งรู้ว่าเอาร้านส้มตำ (เล็กๆ) มาบังหน้า เด็กเดี๋ยวนี้ก็อย่างว่าเป็นเล่น และมาเสียใจ แล้วก็ตัดใจทำสิ่งที่เคยทำไป เพราะอยากได้อยากมี

  9. มีนาคม 31, 2008 at 01:20

    เป็นที่น่าสังเกต…ท่านเพลง ท่านป๋า เมาหรือเปล่า? พิมพ์ผิดพิมพ์ถูก ผิดความจนแอบยิ้มลึก ๆ

    คาดว่าคงได้เข้ามาหลับท่านดินแหงเชียว?!
    -ท่านพี่จ้างนอมินี่เหรอขอรับ?

    ว๊า
    -ที่ถูกคือ ว้า (เสียง ตรี เหมือนกัน) อักษรกลาง เช่น ว.แหวน ไม่สามาถใช้วรรณยุกต์ในรูป ไม้ตรี ผันได้ วา ว่า ว้า (เสียงตรี) ส่วนว๋า ก็ไม่ได้ ต้อง หวา… ว้าย วุ้ย โว้ย เว้ย วี้ดวิ้ว …

    ว้า ไม่แน่ใจว่า ว. แหวน ลงยานี่ ใช่อักษรกลางหรือไม่ ว้า…

    ไอ้หอกหัก มึงพากูมาทำเฉี้ยอะไรที่นี่วะ!!
    -มีแต่ เหี้ย นะขอรับ อิอิ

    แน่นอนมันไม่ได้ตื่วตัว!!
    -แหงล่ะ มันกำลังหลับ เลยไม่อยากตื่น

    แต่หล่อนกับตะโกนออกไปนอกรถ!!
    -ป๋า คงหิวตาลายจนคิดถึงกับ (ข้าว) แต่ไม่กลับตามหล่อนไป โธ่…

    (เซ็นกันแล่ว แซวกันเล่น นา ยิ้มหน่อย)

    -0-

    -สวัสดีครับท่าน lek

    -ยินดีต้อนรับ ท่านมิตรไทย|ปาย และ ท่าน tanjen™ (เห็นโลโก้แล้ว แหม เมื่อวานเอาใจช่วยแทบแย่เลย)

    -ท่านน้องคาใจ ตกลงว่า เพื่อนไปซื้อกินบ้างไหมนั่น

    -ท่านพี่ดินขอรับ เกรงว่า ไม้หลักนี้จะเป็น ไม้หลักปักเลน รอวันถูกกัดเซาะ ลอยคอกลางทะเลโดดเดี่ยว เหมือนย่านชายฝั่งสมุทรสาคร หาได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจอันใด เพียงแต่… ผมจะรับฟังความเห็นของพี่ไว้นะขอรับ

    ด้วยมิดตะพาบ

  10. มีนาคม 31, 2008 at 07:33

    ฮ่า ฮ่า เหมือนท่านเจ้าสำนักมาเองเลย ฮ่า ฮ่า
    มิน่าน้องท่านอนาคินจึงได้นำมุกพิมพ์ผิดไปลงให้ยลที่เรือนลั่นทม

    อืมม์คิดแล้วน้อยใจ..
    สองท่านต้องถองเมรัยลืมชวนข้าพเจ้าแน่เลย
    น้อยใจ
    น้อยใจ
    :mrgreen:

  11. มีนาคม 31, 2008 at 13:11

    ข้าเจ้าน้อมรับในความผิดพ(ล)าด

    แต่ข้าเจ้ามินิยมการทำร้ายร่างกายตนเมื่อรู้ว่าทำผิด
    จริงอยู่ว่ามนุษย์เรานั้น ทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ
    ข้าเจ้าจึงขอยืนสงบนิ่งไว้อาลัยในความผิดครึ่งนาที

    ก่อนจะหัวเราะเสียงดังในความผิดตน

    อา…ท่านดินเจ้าคะ…อย่าเพิ่งน้อยใจ ที่ร่ำเมรัยแล้วไม่ชวน
    ข้าเจ้าเกรงท่านจะเสียงานเสียการในวันรุ่งน่ะเจ้าค่ะ (ฮา)

    ด้วยมิตรตะพาน(หิน)

  12. มีนาคม 31, 2008 at 14:06

    ฮ่า ๆๆๆ
    ไม่ได้เมานะท่านพี่
    อ่านจบแล้วมันไหลมารวดเดียว
    ไอ้หอกหักบ้าง ไอ้หอก บ้าง นี่
    ผมมักใช้ กับมิตรสหาย น่ะขอรับ
    ส่วนไอ้คำว่า เฉี้ย เนี่ย มันก็นั่นแหละขอรับ
    สบถใส่กันอย่างงั้น จริงๆ เอิ๊ก

    ถ้าด่า เหี้ย ไปเลย มันออกจะแรงไป ยิ่งคำต้องคำรามในลำคอด้วย ฟังแล้วไม่น่ารัก ไอ้เฉี้ย ดีกว่า น่ารักน่าชัง นะ ว่าไหม ขอรับ

    ไปแระ
    ไม่เมาจริง ๆ ไม่ได้โม้

  13. เมษายน 1, 2008 at 23:35

    พี่ท่านขอรับ
    รบกวนตอบเมล์ด้วย

    คารวะ

  14. เมษายน 2, 2008 at 00:20

    อา…ท่านประทีป
    ท่าทางสหายท่านจะอาการหนักน่าดู คิ้กๆๆ

    อ้ะ…อย่าทำหน้าตกใจเหมือนโดนผีหลอกอย่างท่านดินยามเห็นหน้าตาข้าเจ้าสิ กร๊ากกกกก

  15. เมษายน 2, 2008 at 20:00

    เล่นงี้เลยหรือท่าน

    มาหลอกให้อยากอ่านแล้วพลันจากไป “ศิลปะในตลาดที่ไม่ได้เรียนรู้”

    อืม…ใครว่าผีช่างหลอกหนอ ข้าเจ้าแปลงร่างเป็นผีหลายเพลาก็มิได้หลอกหลอนท่านผู้ใด นอกจากแว้บไปแว้บมา ป่วนเล่น

    ท่าทางคำกล่าวที่ว่า “คนร้ายกว่าผี”จะเป็นจริงก็หนนี้นั่นหนาท่านประทีป

    เอ้อ…หมดแรง แว้บหายตัวไม่ออก
    ค่อยๆ เดินกลับเรือนลั่นทมดีกว่า

  16. เมษายน 3, 2008 at 00:33

    ผมไม่เชื่อเรื่องผีสางนะฮะ

    แต่กลัวมั้ย-กลัวนะ เมื่อก่อนกลัวผี แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่า จิตของเรากลัวความมืด ความเงียบมากกว่า

    จิตปรุงแต่งอย่างไร ก็จะเห็นภาพนั้น

    เช่น ผมนั่ง นอน อยู่ในห้องเช่า สะดุ้งตื่นเหงื่อกาฬแตก เพียงเพราะเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ที่ระเบียง เป็นตัวเลยล่ะ

    ไม่มีหัว ไม่มีขา… มือไม้สั่น เอาละวา ทำไง หนีไม่ได้แล้ว ตัดใจ ลุกขึ้นนั่งเผชิญเลย กะว่า ขอคุยกับผีหน่อยวะ ตายแล้วเป็นยังไง จะได้เอาไปเขียนเรื่องสักเรื่อง

    เชื่อไหม (อย่าเพิ่งเชื่อ) ผมจ้องเงานั้นที่ระเบียง แล้วต้องสบถออกมา

    “ห่าเอ๊ย!”

    นั่นมันเสื้อผมเองที่ตากเอาไว้นี่หว่า

    เอวัง…

  17. เมษายน 3, 2008 at 00:55

    อ้อ แม่เพลงเอ๋ย

    สำหรับเรื่องบทความ ขณะนี้เด็กหลังร้านพิมพ์เสร็จแล้ว ขอข้าพเจ้าสำรวจตรวจทานสักหน่อยเถิด…

    อย่าเพิ่งน้อยใจไปไย เมื่อนำมาขึ้นหิ้งแล้วกลับมาอ่านด้วยเถิดหนา เด็กหลังร้านอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจพิมพ์สำหรับเราท่านที่ไม่ได้ซื้อมติชนฯ อ่าน

    นะ นะ นะ ขอเวลาตรวจทานสักนิด please!

    (เด็กหลังร้านตะโกนบอกมา บอกว่า เร็ว ๆ นี้ นะขอรับ มิได้หลอกให้อ่านนะขอรับ)

  18. เมษายน 4, 2008 at 04:59

    จะรอ..
    จะรอ..

    -ทุ่งนาไร้มติชนฯ-

  19. เมษายน 4, 2008 at 15:55

    โธ่ท่านประทีป…ท่านอุตส่าห์เอื้อเฟื้อข้อมูลความรู้

    เราจะใจร้ายไม่รอกันได้อย่างไรใช่ไหมท่านดิน

  20. เมษายน 4, 2008 at 21:50

    เด็กหลังร้าน (จิต จิตติ) เอามาลงให้แล้วขอรับ ผมจะไม่อยู่ร้าน 2 วัน กลับมาอีกครั้งวันจันทร์ขอรับ


Leave a Reply




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

"เราจะเป็นอะไรในสายตาคนอื่นได้ทั้งนั้น แต่เราจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้สำหรับตัวเรา--ในความคิดของเรา"

ผมเอง

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 65,868 hits