๖ ตุลาคม : การเมืองการสังหารหมู่
คอลัมน์ ยุทธบทความ เขียนโดย สุรชาติ บำรุงสุข
มติชนสุดสัปดาห์ ๗-๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ฉบับที่ ๑๔๓๘
การขยายตัวของความรุนแรงโดยทั่วไป เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เกิดความป่าเถื่อน ที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา”
Eric Hobsbawm
นักคิดชาวอังกฤษ (๒๐๐๗)
ปัญหาการสังหารหมู่ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็น “วาทกรรมการเมืองไทย” ไม่ต่างไปจากกรณีสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
กรณีการสังหารหมู่ชาวยิวในยุโรปสมัยที่นาซีเรืองอำนาจ วาทกรรมการสังหารหมู่ชาวยิวยังคงเป็นประเด็นที่มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพราะการตอบคำถามว่า ทำไมรัฐนาซีของเยอรมนีในสมัยฮิตเลอร์ต้องสังหาชาวยิวเป็นจำนวนมากนั้น เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนมากกว่าการตอบตอบง่าย ๆ ว่า “ฮิตเลอร์เกลียดยิว”
ถ้าจะต้องอธิบายการสังหารหมู่ชาวยิวในยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ก็ต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่ทำให้ฮิตเลอร์ก้าวเข้าสู่การเป็นผ็นำของประเทศด้วย
ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศโดยผ่านกระบวนการทางรัฐสภา แล้วจึงขยายอำนาจของพรรนาซีให้ครอบคลุมการเมืองของประเทศ (หาได้จากการยึดอำนาจ)
เช่นนี้ วาทกรรมการเมืองการขึ้นสู่อำนาจของนาซีที่นำไปสู่การฆ่าชาวยิว จึงต้องกรคำอธิบาย มองในกรอบที่กว้างขึ้น การเมืองยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ คือจุดเริ่มต้นสำคัญต่างหาก
การแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๑ ของเยอรมนี เยอรมนีต้องยอมรับสนธิสัญญาแวร์ซายที่ต้องควบคุม บีบบังคับเยอรมนีอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้ฟื้นตัวจนอาจกลับมาเป็นมหาอำนาจทางทหารอีกได้นั้น ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยมเยอรมัน จนผู้คนในสังคมหันไปให้ความสนับสนุนแก่ผู้นำที่มีข้อเสนอในการสร้างความรุ่งเรืองให้แก่เยอรมนีได้อีก
และ ฮิตเลอร์ พร้อมกับ พรรคนาซีก็คือคำตอบในกรณีนี้
ถ้าจะหนีจากวาทกรรมเดิมเช่นในข้างต้น เราอาจอธิบายได้ว่า จุดเริ่มต้นของปัญหานี้มาจากการขึ้นสู่อำนาจของพรรคบอลเชวิก และการปฏิวัติสังคมในรัสเซียต่างหาก การนี้ทำให้เกิดความหวาดกลัวอย่างมากในหมู่ชนชั้นกลางในยุโรป พวกเขาเกรงกลัวว่าอีกไม่นานการปฏิวัติคอมมิวนิสต์จะถูกส่งออกจากรัสเซียเข้าสู่ยุโรป
ผลจากการปฏิวัติรัสเซีย ทำให้ชนชั้นกลางในเยอรมนีกลายเป็นชนชั้นอยู่ได้ด้วยความอ่อนไหวในอารมณ์ทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันผู้นำทหารในกองทัพเยอรมันก็ดูจะไม่แตกต่างกัน นักสังคมนิยมถูกมองด้วยสายตาว่าเป็นภัยคุกคาม มากกว่าการขยายอำนาจของนักสังคมชาตินิยม (พวกนาซี) ฮิตเลอร์และพรรคนาซีน่าจะเป็นทางเลือกในการต่อสู้กับการขยายตัวของลัทธิสังคมนิยมที่เหกิดขึ้นทั้งในเยอรมนีและในยุโรป
รัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในการเป็น “ปราการทางการเมือง” ในการต่อสู้กับลัทธิสังคมนิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างใด
ดังนั้น เมื่อพรรคนาซีมีอำนาจ พวกเขาไม่ได้ฆ่าหมู่เฉพาะในกรณีของชาวยิวเท่านั้น การสังหารนักสังคมนิยมก็เกิดขึ้นทั่วไปในยุโรปที่อยู่ภายใต้การยึดครองของนาซี
การสังหารหมู่ หรือในภาษาที่เข้มข้นมากขึ้นใช้คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (Genocide) ซึ่งมีความหมายถึง การจงใจทำลายกลุ่มคนที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติ โดยมีพื้นฐานมาจากเรื่องของผิวสี เผ่าพันธุ์ ศาสนา เป็นสำคัญ
การฆ่าชาวคอมมิวนิสต์ของฮิตเลอร์อาจใช้คำอธิบายว่า เป็นเรื่องของการสังหารหมู่ทางการเมือง หรือ การฆ่าล้างอุดมการณ์ (Ideological Genocide)-ผู้เขียน เพราะเป็นการจงใจการทำลายล้างกลุ่มคนที่มีอุดการณ์ทางการเมืองที่มีความแตกต่างกัน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคำอธิบายเรื่อง “สงครามอุดมการณ์” ในแบบ “ขวาพิฆาตซ้าย” เป็นต้น
กรณีเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ยิ่งมองจากตัวแบบของการขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซีในเยอรมนีแล้ว ก็เห็นได้ชัดถึงปัจจัยของความกลัวคอมมิวนิสต์ซึ่งได้กลายเป็น “อารมณ์ทางการเมือง” ทั้งของชนชั้นกลางและชนชั้นนำในไทย โดยเฉพาะหลังจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอินโดจีนที่นับตั้งแต่ต้นปี ๒๕๑๘ แล้ว ก็เห็นได้ถึงการพังทลายของระบอบทุนนิยมตะวันตกในประเทศเพื่อนบ้านของไทย
ฉะนั้นการก่อตัวของรัฐสังคมนิยมในอินโดจีน จึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อความอ่อนไหวของการเมืองไทย (เช่นเดียวกับผลกระทบจากการเกิดรัฐสังคมนิยมรัสเซียในยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีก่อนการขึ้นสู่อำนาจของนาซี)
ผลพวงแห่งความกลัวเช่นนี้นำพาสังคมไทยไปสู่ความสุดโต่งทางการเมือง และยิ่งเมื่อระบอบกษัตริย์ถูกโค่นล้มในราชอาณาจักรลาวแล้ว ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มลัทธิสังคมนิยมในประเทศ อย่างน้อยเพื่อไม่ให้เป็น “หมากโดมิโน” ตัวที่สี่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากความกลัวแล้ว ก็คือความตกใจจากภาพของคลื่นคนในฐานะ “ผู้อพยพทางเรือ” ซึ่งได้ตอกย้ำว่า ถ้าการเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นสังคมนิยมแล้ว พวกเขาก็อาจมีฐานะไม่แตกต่างจาก “มนุษย์เรือ” จากอินโดจีนก็ได้
จากความทั้งสองดังกล่าวของชนชั้นกลางในปี ๒๕๑๘-๒๕๑๙ ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างดีในการใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับกลุ่มสังคมนิยมไทย กรณีของเยอรมนี มีคนเรียกการขึ้นสู่อำนาจของนาซีว่าเป็น “การปฏิวัติของชนชั้นกลาง” (The middle-Class Revolution) ซึ่งในกรณีการสังหารหมู่ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็ดูจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “รัฐประหารของชนชั้นกลาง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูง โดยมีเป้าหมายในการมุ่งจัดการกับการขยายตัวของลัทธิสังคมนิยม ที่ได้กลายเป็นภัยคุกคามในทางการเมืองและการทหาร
ความรุนแรงจึงกลายเป็นเครื่องมือในการตอบสนองต่อความกลัวที่เกิดขึ้นของชนชั้นกลาง อันทำให้เหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ กลายเป็น “รัฐประหารเลือด” ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเช่นเดียวกัน ความรุนแรงเช่นนี้ยังได้รับการเกื้อหนุนอย่างดีจากชนชั้นสูง ซึ่งก็มีความกลัวคอมมิวนิสต์อยู่อย่างมากเช่นกัน
ความกลัวดังกล่าวยังทำให้เกิดการสนับสนุนโดยตรงต่อการจัดตั้งระบบอำนาจนิยมขึ้นในไทยหลังจากเหตุสังหารหมู่ในปี ๒๕๑๙
แต่วันหนึ่งเมื่อความกลัวลดลง พวกเขาก็พร้อมที่จะถอนการสนับสนุนระบบอำนาจนิยม จนทำให้ระบอบดังกล่าวต้องสิ้นสุดลงซึ่งตัวแบบเช่นนี้เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ เพราะเมื่อชนชั้นกลางเลิกกลัวคอมมิวนิสต์ ระบอบทหารที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อค้ำประกันความมั่นคงของพวกเขา ก็ถูกบังคับให้ต้องลงจากอำนาจ และทำให้เกิดระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
เหตุการณ์สังหารหมู่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เกิดขึ้นในสภาวะที่โลกอยู่กับยุคสงครามเย็น ฉะนั้น เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี ๒๕๓๒-๒๕๓๓ เรื่องราวการ “รัฐประหารของชนชั้นกลาง” ที่นำไปสู่เหตุการณ์ “ขวาพิฆาตซ้าย” ก็ค่อย ๆ จางหายไปกับยุคสมัย พร้อม ๆ กับการที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคสงครามก่อการร้าย
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การต่อสู้ทางการเมืองก้าวจากบริบทของสงความอุดมการณ์ สู่บริบทของสงครามชาติพันธุ์และศาสนา อันทำให้ชนชั้นกลางไม่ต้องกังวลกับความกลัวคอมมิวนิสต์อีกต่อไป
พร้อมกับทิ้งประวัติศาสตร์ของความรุนแรงชุดหนึ่งไว้เป็นบทเรียน และที่สำคัญก็ไม่มีความเป็น “ซ้าย” เป็น “ขวา” แบบเก่าเหลือไว้ในการเมืองไทยอีก
เรื่องราวเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรนำมาใช้ประโยชน์ด้วยการเป็นเครื่องมือของการทำลายกันทางการเมือง เพราะอย่างน้อยเหตุรุนแรงในวันดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่า การทำลายกันทางเมืองด้วยความขาดสติและยั้งคิด พร้อมกับการผสมผสานของความกลัวโดยไม่ไตร่ตรองนั้น สุดท้ายแล้วก็พร้อมที่กลายเป็นการฆ่าหมู่ได้ไม่ยากนัก
ปัญหาในท้ายที่สุดก็คือ สังคมไทยจริง ๆ แล้วเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์รุนแรงดังกล่าว… ปัญหาเช่นนี้ว่าที่จริงใหญ่กว่าเรื่องของ “นายกรัฐมนตรีกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ” ในขณะเดียวกันก็ยุ่งยากกว่ากรณีคุณสมัครกับคุณหมอสุรพงษ์ไปอยู่ในพรรคเดียวกัน หรือปัญหาคนเดือนตุลาบางส่วนก็เข้าไปหนุนให้ทหารยึดอำนาจตอน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนทำให้การรัฐประหารเป็นของขวัญชิ้นสำคัญสำหรับฉลองครบรอบ ๓๐ ปี ๖ ตุลาฯ ในปี ๒๕๔๙ มาแล้ว! ·




ไม่อยู่ร้าน ๒ วัน กลับมาวันเสาร์ครับ
-นอมินีเจ้าของร้าน-
อ้าว..
ท่านเพลงก็หาย
พี่ท่านก็หาย
..
ข้าพเจ้าปิดร้านบ้างดีกว่า!
-นอมินี่ร้านกล้วยฯ-
ในเมื่อเป็นอย่างนี้
ผมจะอยู่ไปเพื่อเหตุใด
เอิ๊ก
ไปบ้างดีกว่า
ฮ่า ๆ
อ้าว…
ไปกันหมด
แล้วข้าพเจ้าจะอ่านอะหยังละเนี่ย
ไปงานสัปดาห์หนังสือดีฝ่าเรา
-นักอ่านขาประจำ(ตัวจริง)-
สงสัยงานสัปดาห์หนังสือ
จะทำให้หลายคนวุ่นวาย
กระผมอยากไปสักครั้งจัง
ไม่มีผู้ใดพาไปสักที
เฮ้ออ
” พร้อมกับทิ้งประวัติศาสตร์ของความรุนแรงชุดหนึ่งไว้เป็นบทเรียน และที่สำคัญก็ไม่มีความเป็น “ซ้าย” เป็น “ขวา” แบบเก่าเหลือไว้ในการเมืองไทยอีก”
ในปัจจุบัน เราควรจะเลิกสนใจว่าซ้าย หรือขวา มันควรจะเป็นถูก และผิด
สนใจใครตัวบุคคล คนดี คนชั่ว (นักการเมือง)
พี่ท่าน
คำ ‘อุปรากร’ ‘อุปราการ’ มีในสาระบบไหมขอรับ?
ข้าพเจ้าไม่เจอในพจนานุกรม
อย่างพวกคณะงิ้ว เขาเรียกอุปรากรไหม? หรืออย่างไร?
ไม่ทราบข้าพเจ้าไปจำมาจากไหนสิ?
รบกวนขอรับ
คารวะ
คณะงิ้ว เรียก ‘อุปรากรจีน’ ท่านดิน
แต่รอท่านประทีปมายืนยันอีกทีดีกว่านะ
.
อา…มีแต่นอมินี…ข้าเจ้าเป็นนอมินีจากลานลั่นทมดีกว่า
เอ่อ…ดูท่านอมินีของแม่เพลงนี่จะออกไปทาง สยองๆ จำพวกนางไม้ไปซะงั้น (ฮา) เพราะงั้นโปรดระวังโดนหลอกเอาได้!!!
.
เคยอ่านจากไหนไม่รู้ เค้าว่า…ฮิตเลอร์อาจไม่ได้เกลียดยิว แต่ฮิตเลอร์ใช้ ความเกลียดยิวของชาวเยอรมันปลุกกระแสชาตินิยม
.
ข้าเจ้าเหนื่อย…ข้ามมาที่กระแสชาตินิยมกับการเมืองไทยเลยนะท่าน
.
๔ กุมภา ๔๙ ข้าเจ้ามองว่า…วันนี้คือวันที่สนธิ ลิ้มทองกุล ปลุกกระแสชาตินิยมได้สำเร็จ
หลังจากเดินสาย -เรารักในหลวง- จนสร้างแฟนคลับได้จำนวนหนึ่ง
ไม่มีอะไรที่คนไทยจะอ่อนไหวได้เท่ากับสถาบันกษัตริย์อีกแล้วท่าน
เช่นเดียวกันกับกรณี ๖ ตุลา ๑๙ ที่ฟากฝั่งรัฐบาลปลุกกระแสรักชาติด้วยเบื้องสูงเช่นกัน
.
อา…น้องอนาคิน ท่านน้องเป็นนักอ่านขาประจำนี่ งั้นปี้ว่าน้องคงฮู้ว่าท่าทางนอมินีนายกบ้านเฮา คงเป๋นนักอ่านเช่นกัน และปี้กึ๊ดว่า “กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกวซ” คงเป๋นคนโปรดนอมินีท่านนี้แต้ๆ เจียว
ท่านจึงนำบางตอนจากร้อยปีฯ มาโดดเดี่ยวตัวเอง ด้วยการบอกว่า “ไม่มีอะไรรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลา วันนี้มีคนตายเพียงคนเดียว”
…
เหนื่อยนะนี่หนาท่าน บ่อยากอู้การเมืองหนาท่านประทีป
แหะๆ น้องจายอนาคินครับ บ่มีอะหยังอ่าน อ่านใจ๋ปี้เพลงไหมน้อง (ฮา)
ป๋าไอซ์เจ้าคะ…ข้าเจ้าอาสาพาไปทัวร์งานสัปดาห์ฯ เอามั้ยท่าน แต่ท่านต้องสุ่มเสี่ยงกับเสียงนินทาที่จะตามมาทีหลังหนา(ฮา)
ได้ข่าวว่าเพียงข้าเจ้าปรากฎตัวเมื่องานเสวนาคราวก่อน
ก็มีคนจับคู่ว่าข้าเจ้าเป็นแฟนกับใครเสร็จสรรพ ฮาบ่ออกก็คราวนี้ล่ะท่าน บ่ไจ้ผู้เดียวด้วยนะแฟนข้าเจ้าน่ะ เอิ๊กกกกก อันนี้เริ่มฮาแล้ววุ้ย
ด้วยมิตรภาพ มิตรแก้ว แลมิตรขวด
-นอมินีลานลั่นทม-
ง่า..ข้าพเจ้ามิได้หูฝาด อุปรากรจีนจริงด้วย
ว่าแต่ทำไมคำว่า อุปรากร จึงไม่มีในพจนานุกรมนะ ข้าพเจ้าหาตั้งหลายรอบ
ท่านป๋า
ขอเรียนด้วยความสัจ ในงาน ท่านอาจสะดวกน้อยถึงน้อยมากกว่า ร้านหนังสือที่บ้านท่านขอรับ
ท่าน lek
ผมเกรงว่า… ช่างมันเถิด ใครไม่คิดอย่างท่านก็เรื่องของเขา เริ่มที่ตัวเราท่านก่อนดีกว่า
ท่าน anakin
สนุกกับการหาหนังสือมาอ่านนะขอรับ
ท่านแม่เพลง
ผมขอตัวไม่คุยเรื่องนี้ หาได้เบื่อ แต่มันอาจหาสาระอันใดไม่ได้ ติดตามอย่างเงียบ ๆ หากไม่ชอบมาพากลก็จะแล่นรถถังซักผ้าไว้ปาหัวหมา
ท่านพี่
อุปรากรท่านหาจากเล่มไหน?อุปรากร เป็นคำนาม หมายถึง ละครของชาวยุโรป ประเภทที่มีการร้องเพลงเป็นเรื่องราว เคล้าดนตรีเป็นพื้น (opera) ถ้าเป็น ‘มหาอุปรากร’ (grand opera) ไม่มีบทเจรจาเลย และมักแสดงเรื่องเศร้า
เอ… มันมาจาก ออพเพระ หรือ? กลายมาเป็น อุปรากรจีน 555 น่าสงสัย ๆ ขอรับ
ส่วน
งิ้วเป็นคำนาม ละครแบบเก่าของจีน;ชื่อต้นไม้จำพวกหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ต้นและกิ่งก้านเป็นหนาม มีปุยในผลเหมือนนุ่น
(อย่าไปเผลอปีนป่านเข้าล่ะ เด๋วจะหาว่าหล่อไม่เตือน!!)
-ที่มา พจนานุกรมไทย โดย มานิต มานิตเจริญ ฉบับปรับปรุงใหม่ พิมพ์ครั้งที่ ๑๗
ด้วยมิตรภาพ