มิตรน้ำหมึก โดย ณรงค์ จันทร์เรือง
มติชนฯ ฉบับที่ ๑๔๓๘, ๗-๑๓ มีนาคม ๒๕๕๑
*คัดจากจดหมายถึงเพื่อนนักเขียน
๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑
ท่านพี่ที่เคารพ.
อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ หากจดหมายฉบับนี้จะลัดตัดหน้าฉบับก่อน (๑๑) ที่นอนรออยู่ในกล่องเตรียมส่ง หรือไม่มันอาจจะออกเดินทางไล่หลังกันไป
เหมือนฉบับนี้เป็นฉบับเร่งด่วน? เปล่าหรอกครับ หาได้เร่งอันใด เพียงแต่วันนี้ปาเข้าไปวันพุธแล้ว ก็เลยต้องรีบอ่านคอลัมน์ มิตรน้ำหมึก (ณรงค์ จันทร์เรือง) แล้วรีบคัดย่อมากำนัลพี่ท่าน
ไม่เสียเวลานะครับ เข้าเรื่อง “เกิดมาเขียน” เลยดีกว่า
เชื่อกันว่าคนเขียนหนังสือนั้นเกิดมาเพื่อจะเป็นนักเขียน ต่อให้เริ่มต้นทำงานอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่มีแววจะเกี่ยวข้องอะไรกับหนังสือ เช่นแพทย์ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ฯลฯ เมื่อลิขิตหรือตราประทับมาในดวงชะตาว่าสูเจ้าจะต้องเป็นนักเขียนละหนา! ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ลงท้ายก็ต้องกลายมาเป็นคนเขียนหนังสือไปจนได้
ทำไปทำมา การเขียนหนังสือขายเลยกลายเป็นอาชีพหลัก งานประจำก็ทำแก้เก้อไปยังงั้นเอง มีเพื่อนฝูงหรือมิตรน้ำหมึกอุ่นหนาฝาคั่งกว่าเพื่อนที่ทำงานด้วยซ้ำ จะพูดคุยอะไรกันก็รู้สึกถูกอกถูกใจเหมือนคนที่มีวิญญาณเดียวกัน (ฮา) (นี่ตอนนี้ผมเองก็เข้าข่ายทำนองนี้นะท่านพี่)
หลายคนถึงกับอำลาจากอาชีพเดิมมาเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว
แต่อีกหลายคนมีความคิดอ่านรอบคอบ โดยไม่ไม่จำเป็นต้องรอบจัดใด ๆ ก็ยึดถืองานประจำเป็นหลักไว้ตลอดไป สมัยนี้ต้องบอกว่า…ถูกต้องนะครับ!
คนที่อยากเป็นนักเขียน จนได้เป็นนักเขียนอาชีพสมใจ ใช้ดินสอหรือปากกาขีด ๆ เขียน ๆ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวให้ราบรื่นตามสมควร แม้ว่าจะขลุกขลักฝืดเคืองเป็นบางครั้งอย่างที่เคยกล่าวกันว่า “บางวันก็มอมแมมหน่อย แต่บางวันก็ดูหรูหรา ถือว่าเป็นธรรมดาของคนเขียนหนังสือ”
เคยมีผู้ถาม เออร์สกิน คอลด์เวล ว่าทำมาหากินอะไร? เขาตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ขายกระดาษน่ะครับ กระดาษที่มีตัวหนังสือของผม” (ฮา)
กว่าจะขายกระดาษพิสดารนั้นได้เล่า เขาและเธอต้องเริ่มต้นไต่เต้ามายังไง? ราบรื่นหรือต้องกระเสือกกระสนแค่ไหน? กว่าบรรณาธิการจะยินยอมนำต้นฉบับที่เจ้าตัวคิดว่ายอดเยี่ยมไร้เทียมทัน ลงพิมพ์สู่สายตาท่านผู้อ่านน่ะ? (ต้นฉบับเป็น ไร้เทียมทัน นะครับ)
บางคนเขียนมันอย่างเดียวโดยไม่คิดทำงานอื่น
เขียนโดยไม่รู้ว่าจะได้ลงพิมพ์หรือเปล่า?
บรรณาธิการ หรือผู้พิจารณาต้นฉบับคงจะมีเวลาหยิบมาอ่านคร่าว ๆ อย่างเสียไม่ได้ ทำใจเสียว่าเป็นหน้าที่ ไม่ก็อยู่ว่าง ๆ ก็เอามาอ่านฆ่าเวลาไปยังงั้นเอง ก่อนจะเกิดอาการตะลึงพรึงเพริด ออกอุทานตื่นเต้นว่า…โอ! ข้าพเจ้าเจอะเจอเพชรในกองกระดาษเข้าแล้วเหรอเนี่ย? (ฮา)
ส่วนมากมักจะหายเข้ากลีบเมฆ หรือ “ลงตะกร้า” เสียเป็นส่วนมากกว่าจะได้ลงพิมพ์ จนมีคำว่า “ตะกร้าสร้างนักเขียน” ที่ อาจินต์ ปัญจพรรค์ บัญญัติขึ้นมาใน ฟ้าเมืองไทย (พี่ท่านได้ทันอ่านไหม-ผมไม่ทัน)
ต้นฉบับที่บรรจงหย่อนลงตะกร้าบางแห่งก็มีทุกวัน หรือวันละ ๒-๓ เรื่องนะครับ จะเอาเวล่ำเวลาที่ไหนมาตอบจดหมาย หรือให้คำแนะนำผู้ที่อยากเป็นนักเขียนว่าควรเขียนอะไร? ยังไง? แบบไหน? ยกเว้นแต่เห็นว่า “มีแวว” จริง ๆ ก็อาจจะบอกกล่าวว่าขอให้ลองเขียนดูใหม่ หรือเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่ช้าก็คงจะ “ได้การ” เข้าซักวันแหละน่า…เพี้ยง!
ส่วนเรื่องก “พรสวรรค์” ขอให้หยุดไว้ก่อน อาศัย “พรแสวง” ไปพลาง ๆ ละกัน
คนแปลกหน้าของวงการน้ำหมึกน่ะ เจอความเงียบน่าใจหายเหมือนโยนหินลงเหวได้ซัก ๒-๓ เรื่องก็มักจะถอดใจไปตาม ๆ กัน อย่างว่าใจถึงจริง ๆ ส่งไป ๔-๕ เรื่องแล้วก็ยังไม่มีคำตอบจากสวรรค์…เลิกคิดเลิกฝันจะเห็นชื่อเห็นนามปากกกาตัวเองในหนังสืออีกต่อไป
แต่คนที่อยากจะเป็นนักเขียนจริง ๆ จัง ๆ อดทนทู่ซี้ชนิดตายเป็นตาย ไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ ก็ยังมี
ส่งเรื่องนี้ไม่ผ่านก็ไม่เป็นไรรีบส่งเรื่องใหม่ไปให้พิจารณาโดยพลัน!
ระหว่างนั้นก็อ่านหนังสือชนิดตะลุยเลือด อ่านกันหามรุ่งหามค่ำ ไม่ว่าจะยังเล่าเรียนหรือทำงานทำการแล้วก็มิได้เป็นอุปสรรคอันใด…เพราะการอ่านชนิดไม่ปรานีปราศรัย ไม่บันยะบันยังนี่เองที่ทำให้นักเขียนหน้าใหม่ ๆ อุบัติขึ้นมา
“จักรพรรดิเรื่องสั้น” ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว เล่าว่า เคยอาศัยตะเกียงกระป๋องนมอ่านและเขียนหนังสือดึกดื่นค่อนคืนจนเป็นต้อหินเรื้อรังหลายสิบปีกระทั่งถึงวันลาลับ
ข้อสำคัญคือ…จงเขียน!
เขียนจนชำนาญจนถึงช่ำชอง จนข้ามคำว่า “จงทำในสิ่งที่รู้” เป็น “ต้องรู้ในสิ่งที่ทำ” หรือเรียกขานกันว่า “มืออาชีพ” นั่นแล
การเป็นนักเขียนมืออาชีพไม่ใช่ของกล้วย ๆ เหมือนเคี้ยวข้าว แต่ต้องประกอบด้วยความพากเพียรไม่ย่อท้อง่าย ๆ ต่อสู้ชนิด “หัวชนฝา” โดยที่ไม่ต้องไปมองหาคู่ต่อสู้ที่ไหนให้เสียเวลา มองกระจกเงาเมื่อไหร่ก็นั่นแหละ…ใช่เลย!
“มืออาชีพ” ที่รู้จักมักคุ้นตั้งแต่รุ่นใหญ่ลงมารุ่นไล่ ๆ กัน ล้วนแต่ถือคติ “อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า” ทั้งนั้น ถ้าไม่เขียนหนังสือก็อ่านหนังสือ หลาย ๆ คนยอมรับว่าลุ่มหลงกับกิจกรรมทั้งสองอย่างเหมือนกับเป็นยาเสพติดยังไงยังงั้น
“อรวรรณ” เล่าว่า…ไม่ว่าอยู่บ้านหรือโรงแรมเห็นพิมพ์ดีดเป็นโดดเข้าใส่ คันไม้คันมืออยากจะโม่นิยายน่ะซี…ยกเว้นแต่ตอนเขียนไม่ออกก็ว่าแล้วไป (ฮา)
ตรงกับตำรา “ปากกาทอง” ที่ว่า ผู้ริอ่านจะเป็นนักเขียนอาชีพ จงทำตัวเป็น “หนอน” เข้าไว้ เรื่องสั้นเรื่องยาวจงอ่านไปเถิด หมั่นสังเกตสังกาไปด้วย ว่านักเขียนอาชีพเขาวางพล็อตยังไง ใช้ภาษาได้รื่นไหล รัดกุม มีสำบัดสำนวนโดดเด่นเฉพาะตัว ชนิดที่ผู้อ่านอ่านปุ๊บไม่ต้องดูนามปากกาก็จำได้ได้ปั๊บว่าใครเขียน
อ่านมากเขียนมากเข้า ทีนี้ก็รู้จักภาษาหนังสือกว้างขวางออกไปทุกที รู้จักคำหนัก คำเบา หรือว่ากลาง ๆ จนสามารถหยิบฉวยเอามาใช้ด้วยความช่ำชอง ไม่ต้องหยุดนึกคิดให้เสียเวลา
ตัวอย่าง เช่น “แดง, เปิดประตูหน่อย” “เปิดประตูดีกว่าแดง” “แดง, เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
ไม่ต้องบอกว่าเป็นเสียงเรียก เสียงสั่ง หรือเสียงตะโกน ให้เสียเวลา
คำว่า “รัดกุม” ย่อมตรงข้ามกับ “รุงรัง” เป็นธรรมดา
เมื่อ ๓๐ ปีก่อน “ก่อนที่ฟ้าจะสาง” ของ “น้าหงา” สุรชัย จันทิมาธร มีการท้วงกันว่า “ก่อนฟ้าจะสาง” ก็เหลือแหล่จะพอ เลยตัด “ที่” ทิ้งไป…อ้าว? แล้วคำว่า “จะ” น่ะเอาไว้ทำไม? ยังไงฟ้าก็ต้อง “สาง” แน่ ๆ อยู่แล้ว เลยเหลือแต่ชื่อ “ก่อนฟ้าสาง” แจ่มแจ้งปางมาจนถึงทุกวันนี้
(เรื่องนี้ ผมอ่านแล้ว ในหน้าหมายเหตุของผู้เขียนกล่าวว่า สหายไฟ-อัสนี พลจันทร์ เป็นผู้ทักท้วงและอธิบาย พร้อมแก้ชื่อให้เป็น “ก่อนฟ้าสาง” ส่วนต้นฉบับที่น้าหงาแกใช้ “ก่อนฟ้าจะสาง” นั่นด้วยเหตุผลว่า มันโรแมนติก ดี แต่ด้วยความเห็นด้วยกับคำแนะนำ จึงใช้ “ก่อนฟ้าสาง”)
คาแรกเตอร์ของตัวละคร โดยเฉพาะคำพูดคำจาที่บอกกล่าวถึงอาชีพ ความสนใจ และนิสัยใจคอว่าผู้พูดเป็นคนแบบไหน? มีความรู้ความคิดปานใด? มองโลกในแง่ร้ายหรือรื่นรมย์มากน้อยยังไง?
ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักเลง แมงดา โสเภณี หรือแม่ค้ากับคุณหญิงคุณชาย ก็ย่อมพูดจาแตกต่างกันวันยังค่ำ ถ้าปล่อยให้ตัวละครพูดจาเหมือนกันหมด ผู้อ่านถ้าไม่เสียสติจริง ๆ ก็คงไม่มีใครอยากแตะต้องข้องแวะให้เสียเวลา
“อารมณ์ขัน” สำคัญยิ่งสำหรับนักเขียน โดยเฉพาะละอ่อนหน้าใส ๆ จงอย่าละเลย ลืมเลือน หรือมองข้ามไปอย่างเด็ดขาด
“อารมณ์ขัน” ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องตลกเสมอไป
สิ่งนั้นคือเสน่ห์ของตัวหนังสือ โดยเฉพาะตัวละครที่ดูสมจริง แถมมีชีวิตชีวาน่ารักใคร่อีกต่างหาก
ผู้เขียน “ปากกกาทอง” ยกตัวอย่างประกอบให้เห็นชัดแจ้งโดยพลัน!
“…สาวสวยเดินนวยนาดมาดี ๆ ที่พาหุรัด เกิดพลัดตกไปในท่อข้างถนน แทนที่จะเอะอะโวยวายหรือด่าทอ คุณเธอกลับยิ้มน้อย ๆ กับตัวเอง พึมพำว่า…เดี๋ยวนี้เทศบาลเขาเลิกปิดฝาท่อแล้วซีนะ เราลืมไปเอง!”
ประมูล อุณหธูป ยืนยันว่า…อารมณ์ขันคือ เสน่ห์เล่ห์มนตร์ที่จะทำให้งานของสูไม่เป็นที่ลืมเลือน!
จบ!
เป็นอย่างไรบ้างพี่ท่าน… ปิดท้ายด้วยเรื่องอารมณ์ขันของตัวละคร
ผมขอแทรกสักนิดว่า นักเขียนท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า จะสังเกตอากัปกิริยาของผู้คนเวลาเขาคุยกัน อยากรู้ว่าวัยรุ่นคุยกันยังไง ก็คอยเงี่ยหูฟัง ผู้ชายผู้หญิง เวลาคุยกันเป็นยังไงก็สามารถนำมาใช้ในงานเขียนได้
เหมือนอย่างที่ท่านพี่เคยแนะนำผมว่า หากจะเขียนในภาษา แช็ท ก็ควรศึกษา, การนั้นผมเองก็มีประสบการณ์เหมือนกัน มันพูด (เขียนอย่างย่นย่อทีเดียว) เช่น เรียนไหน ชายหญิง ขาวมั้ย นมล่ะ HA!
ว่าจะย่อยบทความนี้แต่ ย่อยยาก ไม่อยากให้เสียอรรถรสสำหรับสำบัดสำนวนและอามรมณ์ขันของน้าณรงค์ เลยยาวเป็นพรืดเช่นนี้แล…
เท่านี้ก่อนนะครับ ขอให้พี่ท่านร่างกายแข็งแรง และมีอารมณ์เยอะ ๆ ผมเองพยายามจะสนุกกับชีวิตให้มากกว่าเดิม (อย่างน้อยก็ให้เหมือนเดิม-ไม่ใช่อย่างตอนนี้)
ด้วยจิตคารวะ
ประทีป จิตติ




งัวเงียยามบ่ายสวัสดิ์พี่ท่าน
ข้าพเจ้าเห็นทีจะต้องออกข้างนอกอีกแล้ว
หากขืนนั่งเขียนอยู่กับที่ มีหวังหลับเป็นแน่ (นิสัยนอนกลางวันเนี่ยแก้ยากจริง ช่วงหลังมานี่คุยกะท่านย่าน้อยลงแล้วนะพี่ท่าน ยังติดมาจนได้..มิน่า..มิน่า..)
เจอกรณี ‘ก่อนฟ้าสาง’ ของน้าหงาเข้า ขออนุญาตข้าพเจ้าปากบอนสักหน่อยเถิดขะรับ
พี่ท่านคิดว่าชื่อสำคัญแค่ไหน?
ติ๊ก..ต้อก..ติ๊ก..ต้อก..
ตอบยัง? ยังเหรอ..? ไม่ได้ต้องตอบก่อน! (มาก..น้อย..ปานกลาง?)
ติ๊ก..ต้อก..ติ๊ก..ต้อก..
เอาล่ะ..ตอบแล้วนะ! ถามอีก..
หากชื่อดี แต่เนื้อหาห่วย อันนี้ใช้ไม่ได้ใช่ไหม?..ตอบยัง?
หากชื่อห่วย แต่เนื้อหาดีล่ะ อันนี้หากพี่ท่านเป็นคณะกรรมการพี่ท่านจะตัดสินให้รางวัลไหม?…(ข้าพเจ้าเดาว่าให้..ถูกไหม?)
แต่หาก ให้รางวัลสามเล่ม แล้วชื่อทะแม่ง ๆ ทั้งสามเล่มล่ะ พี่ท่านจะว่าอย่างไร?
ติ๊กต้อก!
ตอบยัง? ไม่ได้ต้องตอบก่อน…อย่าเพิ่งอ่านบรรทัดถัดไปเชียวนา..ตอบก่อน…! (ตอบด้วยคำถามว่า..ทะแม่งอย่างไร?ใช่ไหม?)
เอาล่ะ..ไม่ทราบพี่ท่านคิดเห็นเช่นไร
พี่ท่านลองดูนี่สิ (คัดมาจากเรื่องจากปกจุดฯ เล่มปัจจุบัน)
ชื่อของสามเล่มได้รางวัลเรียงตามลำดับ
ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน
ลมใบ้ที่ไร้เสียง
ในวันที่วัวชนยังชนอยู่
เห็นอะไรผิดสังเกตไหมพี่ท่าน?
มันเป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นแฟชั่นกันล่ะเนี่ย
ยังไม่ต้องเข้าถึงเนื้อหา เอาแค่ตั้งชื่อ ก็ให้สงกานักหนาว่าวรรณกรรมบ้านนี้เมืองนี้จะพาไปไหนกัน..ฮึ!
เนื้อหาสำนวนกลวิธีนำเสนอจะเป็นอย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบดอก
ที่แน่ ๆ เห็นแต่ชื่อ..ข้าพเจ้าว่า..กรรมการมีปัญหา
มีปัญหาแน่ ๆ พี่ท่าน
ออกไปหาอะไรซดดับงัวเงียเสียหน่อย
คารวะ
ดิลล์ (อุนจิที่ยังไม่ได้ถ่าย) (ฟังแล้ววกวนไหมพี่ท่าน พูดก็พูดเถอะ ภาษาที่ใช้ตั้งชื่อยังเลอะเทอะกันขนาดนี้ จะให้หวังอะไรกับภาษาข้างใน..แล้วยังได้รางวัล ข้าพเจ้าว่า..กรรมการมีปัญหา หากกรรมการมีปัญหาทิศทางงานเขียนก็มีปัญหาตามมา ดูซีไหลเถอะ!) (อ้าว..จบแล้วอารมณ์ยังไม่ยอมจบ..ไปดีกว่า..ไปล่ะ!)
จำกรณี ‘หม้อที่ขูดไม่ออก’ ได้ไหมขอรับ ?
คนเขียนใช้ภาษาไทยยังไม่เป็นเลย ถึงได้ตั้งชื่ออย่างนั้น
กรรมการโยนรางวัลซีไหลให้
พี่ท่านดูรายชื่อกรรมการชุดนั้นเถิด
(พูดไปก็ไม่ดี..เสียชีวิตกับไปแล้ว..แต่ผลงานยังอยู่ สามชื่อข้างบนไง!)
ไปจริง ๆ ล่ะ
กับ –> กัน
พูดเช่นนี้หาได้หมายถึงข้าพเจ้าใช้ภาษาไทยเป็นนา
ขามวยขอบเวทีไงพี่ท่าน รู้ดีชอบส่งเสียง เตะ ๆ เข่า ๆ น้านน ฟันศอก!
แต่หากถูกกวักมือให้ขึ้นเวทีล่ะก็ บ้ายบาย
ไปจริงแระ!
มันเป็นความเจ็บปวดหนึ่งของชีวิต อยากเขียนแต่เขียนไม่ออก อยากเป็นนักเขียน[ขายฝัน]กลับต้องมาเป็นsale[ขายของ ] อยากหัวเราะ ….นำตามันก็ไหลออกมาเอง
อ่านจบแล้วเมื่อยตาเลยครับ
ยินดีต้อนรับครับ คุณศาลาคนเศร้า และ Khomkrit* * *
อาทิตย์นี้ขายอักษรที่บ้านหนอนไม่ออกเลยพี่ท่าน หนำซ้ำที่แผงสารคดีไม่รับทำของชิ้นล่าสุดอีก แต่บรรยากาศที่ร้านกลับคึกคักแฮะ HA
อาจเป็นด้วย “ควายหรือเปล่า?” นั่น จึงถูกปฏิเสธ
ทีนี้ว่าไล่เรียงจากที่เด็กเฝ้าร้านร่อนสารมา กรณีพี่ท่านหยิบมิตรน้ำหมึกลงมาจากหิ้งหนังสือวางบนโต๊ะ แล้วตั้งคำถาม ผมจะคัดเอาคำถามออกมาและตอบ (ตอบตามที่ท่านตั้งเงื่อนไขไว้ในแต่ละข้อ)
1.พี่ท่านคิดว่าชื่อสำคัญแค่ไหน? มาก..น้อย..ปานกลาง?
ตอบ ปานกลาง
2.หากชื่อดี แต่เนื้อหาห่วย อันนี้ใช้ไม่ได้ใช่ไหม?
ตอบ ไม่จำเป็น ชื่อ กับ เนื้องานคนละส่วนกัน
3.หากชื่อห่วย แต่เนื้อหาดีล่ะ อันนี้หากพี่ท่านเป็นคณะกรรมการพี่ท่านจะตัดสินให้รางวัลไหม?…(ข้าพเจ้าเดาว่าให้..ถูกไหม?)
ตอบ ให้, ถูกต้องครับ
4.แต่หาก ให้รางวัลสามเล่ม แล้วชื่อทะแม่ง ๆ ทั้งสามเล่มล่ะ พี่ท่านจะว่าอย่างไร?ตอบ เออ แปลกดี ชื่อทะแม่ง เหมือนกันหมด สงสัยเขาจะนิยมกันแบบนี้ น่าสนใจศึกษา
สำหรับชื่อเรื่องสั้นทั้งสามที่พี่ยกมา ผมเองยังไม่เคยอ่าน จึงมิทราบว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร ครั้นจะบอกว่ามันดีแน่ ๆ ไม่งั้นจะได้รางวัลหรือ ก็ตะขิดตะขวงใจ เนื่องจากความคิดหนึ่งมาค้ำคอหอย เราไม่ควรเข้าใจว่า งานที่ได้รับรางวัลนั้นเป็นงานดีเลิศ คือ ดีเพราะมีรางวัลประกาศ นั่นแหละ
หรืออีกนัยหนึ่ง หากผมอ่านแล้วว่าดี คนอื่นอาจไม่ว่างั้นด้วย ก็ไม่แปลกมิใช่หรือ คนเราคิดเห็นไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับรสนิยม!
สำหรับกรรมการหรือ จะว่า ด้วยความมีรสนิยมส่วนตัวหรือไม่ ก็มิอาจกล่าวได้ แต่ค่อนข้างเชื่อแน่ว่า ด้วยประสบการณ์ของท่าน (สำหรับงานรางวัลพี่กนกฯ) นั้น เอาเนื้อ ๆ มาก่อน (จริงหรือไม่จริงต้องไปสอบถามท่านเองนะ)
ผมจะแสดงความเห็นในมุมของคนอ่านสำหรับชื่อเรื่องทั้งสาม
ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน – ชื่อยาว จำไม่ได้หรอก
ลมใบ้ที่ไร้เสียง – เข้าท่า เก๋ดี หากตัดประเด็นของมิตรน้ำหมึกออกไปนะ แต่หากไม่ตัด ลมใบ้ ก็เพียงพอ (ใบ้ -ไม่มีเสียงอยู่แล้น)
ในวันที่วัวชนยังชนอยู่ – อันนี้เล่นคำเสียจนเกือบงงงวย เหลือแค่ วัวชน ก็ไม่ผิดความ อ่านเรื่องจบแล้วก็คงเข้าใจได้ว่า ยังมีวัวชนอยู่ ส่วนจะชนแบบไหนก็ให้เนื้อหาทำหน้าที่ของมันไป
จะชื่อยาว หรือสั้น ผมว่าไม่สำคัญเท่าว่า มันมีความหมายสมบูรณ์ในประโยคหรือไม่
ลองดูชื่อนี้ “เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า” มันชัด สมบูรณ์ไหม เนื่องจากอ่านเรื่องนี้แล้ว มันก็สมควรจะชื่อเรื่องนี้แหละ
แล้วชื่อนี้ “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปากาเด” ยาวเหมือนกัน แต่ใช่เลย เนื้อเรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่
แล้วชื่อนี้อีกล่ะ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” “โลกสามใบของราษฎร์ เอกเทศ” “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน”
แถมอีกชื่อ “โลกใบเล็กของซัลมาน”
เอาแค่ยาว ๆ สามสี่ชื่อนี้ หากได้อ่านเนื้อหาแล้ว ก็จะทราบทันทีเลยว่า มิอาจเปลี่ยนเป็นอื่นได้ ชื่อเหล่านี้มาจากเนื้อเรื่อง หรือจะคิดตั้งมันขึ้นมาเป็นแนวทางในการเขียนเลยก็เป็นไปได้ ไม่อยู่ในข่ายการประดิดประดอยถ้อยคำแต่อย่างใด
แล้วชื่อสั้น ๆ ละ มีไหม อ้อ มีแน่ ๆ ครับ ลองดู
“เชงเม้ง” “จนตรอก” “ซื้อบุญ” “ลูกองุ่น” “ฤดูกาล” “ดอกไผ่” “คนกับเสือ” “สะพานขาด” “บ่ายบัดซบ” “คำพิพากษา” “เรื่องธรรมดา” “หมาเน่าลอยน้ำ” “บริการรับนวดหน้า” “ความฝันโง่ ๆ “ ฯลฯ
มีตั้งแต่ 2 พยางค์ถึง 6 พยางค์ (อาจมากกว่านี้) ล้วนแล้วแต่พุ่งตรงเข้าสู่เนื้องานทันที
หนึ่งพยางค์ก็มี ล่าสุดก็ “หึง” ของ ขจรฤทธิ์ รักษา ในเนชั่นฯ ฉบับล่าสุด
เห็นอะไรอย่างหนึ่งไหม ระหว่างชื่อเรื่องที่พี่ท่านยกมา กับ ที่ผมยกมา?… (ไม่เกี่ยวกับชื่อเจ้าของผลงานนะครับ)
ถ้าจะพูดถึงความกระชับ แน่ละ เห็นอย่างชัดเจน แหล่มไหม? HA
ส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่เขียนหนังสือเหมือนกัน มีบ้างที่ให้ทั้งสั้นและยาว แต่ไม่ว่าจะทั้งสั้นหรือยาวจะต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ง่ายที่สุด คือ เอาคำหรือประโยคใดประโยคหนึ่งที่ปรากฏในเนื้องานมา หรือไม่อ่านทวนแล้วสรุปย่อ เหมือนหาคำจำกัดความออกมา แต่ที่ถนัด คือ สั้น ๆ มากกว่ายาว ๆ
เห็นอะไรอีกอย่างไหมครับ?… รสนิยม ของเจ้าของงานไงล่ะ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยของรสนิยมนั้นจะไปตามกระแสหรือไม่ ต้องถามเจ้าของงานเอาเอง
ผมไม่นิยมยาว ๆ แต่ถ้าจะยาวต้องชัดเจน (หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เพราะไม่นิยมประดิดประดอยคำ) ขอท่านลองค้นหางานเก่า ๆ ในร้านนี้ดู จะพบว่า มันเป็นอย่างที่กล่าวไหม
เอาละ เห็นทีต้องพอก่อน เปิดโอกาสให้แขกเหรื่อที่สนใจเข้ามานั่งล้อมวงกัน แล้วมาวิจารณ์กัน(ต่อยอดความคิด)
ความช่างสังเกตสังกาของท่านพี่ดินในครั้งนี้ นับว่าดียิ่งนักเชียว
ฝากข้อสังเกตเวลาหนังฝรั่งเข้าฉายบ้านเรา ว่าไหมว่า ชื่อไทยมัน ฮ่วยแตก พิกล คนละเรื่องกับพล็อต เช่น เรื่องที่อาร์โนลด์เล่นหลังจาก Terminator ก็มีคำว่า “คนเหล็ก” หมดเลย โดยเฉพาะ “คนเหล็กปราบเด็กแสบ”อุวะ!
-0-
เปิดเข้าร้านยามดึก เห็นแต่ ไอ้การ์…
บ๊ะ พี่ท่านทราบไหม สีห้าวันก่อน ผมฝันถึงมัน เข้าร้านมาให้เลี้ยง
การ์ฟิลด์ จริง ๆ
การ์ฟิลด์เข้าร้านท่านประทีปจริงเหรอ…
ตัวไหนล่ะ…เจ้าแมวอ้วนสีเหลืองจอมกวนที่ชอบกินลาซานญ่า หรือที่หน้าตาเหมือนกัน หากตัวหลังเป็นแมวมหาเศรษฐี ล่ะท่าน
ถ้าเจ้าตัวแรกเข้าร้านท่าน…ข้าเจ้าจะขอพามันกลับไปอยู่-ปลายพันวา-โต้ยกันนะเจ้า
ด้วยเจ้าหมาน้อยโอดี้ของข้าเจ้ากึ๊ดเติ้งหาบ่ยอมกิ๋นข้าวกิ๋นปลา
.
.
.
สมองข้าเจ้ายังเพลียอยู่ อีกทั้งสักประเดี๋ยวว่าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย
ขอบคุณท่านเจ้าของร้านหนังสือ สำหรับบางส่วนจดหมายจากเพื่อนนักเขียน
ข้าเจ้ามิเคยคิดหรอกว่าชีวิตตนเกิดมาเขียน
หากข้าจ้าคิดเสมอว่าตนเองนั้นเกิดมาใช้ชีวิต
เพียงแต่จังหวะชีวิตช่วงนี้ของข้าเจ้าให้แล้วซึ่งการเขียน
เอ้อ…อีกสักพักเมื่อมีลูกชายมาอยู่ด้วย
เวลาของข้าเจ้าก็คงต้องแบ่งให้ลูกชายเช่นกัน
ท่านทั้งสองเคยดูหนังเรื่อง “เฮเลน” ไหมท่าน
การสูญเสียลูกแมวน้อยแสนรักไปเมื่อครั้นมันโตเป็นหนุ่ม
ทำให้ข้าเจ้ากลัวเจ็บปวดกับการสูญเสียอีกนัก
ว่าก็ว่าเถอะ…ระหว่างพูดคุยเพื่อตัดสินใจรับเจ้าลูกชายเข้ามา
ข้าเจ้าน้ำตาหยดหลายแหมะ พร้อมคำถามว่า…จะมีทางไหนไม่ให้ถูกทอดทิ้งอีกไหม
อันที่จริงข้าเจ้าไม่ใคร่กลัวนักหรอก
แต่ตามประสา…รักมากก็ย่อมต้องห่วงมากเป็นธรรมดา
กินข้าวเช้าด้วยกันไหมท่าน…
ด้วยมิตรภาพ
เคยอ่าน โลกใบเล็กของซัลมาน ของเขาดีจริงๆ เสียดายคนเขียนไปอยู่โลกใบอื่นเสียแล้ว หรืออย่าง หุบเขาฝนโปรยไพร,เขียนฝันด้วยชีวิต ชื่อสวยดีไหมล่ะท่านกล้วยปั่น แม้ตอนอ่านจะอ่านด้วยความเอร็ดอร่อยในอารมณ์แต่พอย่อยแล้วกลับรู้สึกสงสารตัวเองยิ่งนัก… โอโห….เป็นนักเขียนต้องทุ่มเทอะไรขนาดนั้น ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า…สักวันถ้าทุ่มเทได้แบบนั้นบ้างรางวัลซีไหลคงอยู่ไม่ไกล…แต่วันนี้เสียใจด้วย…คุณทำดีแล้วแต่ยังดีไม่พอ ดั้งนั้นจึงต้องเขียนต่อไป……55555 anakin ผู้มาใหม่
สวัสดีครับคุณ anakin
บอกกล่าวชื่อหนังสือ และชื่อเรื่องสั้นของพี่กนกฯสองชื่อ ขอแนะนำงานเล่มใหม่ จัดพิมพ์โดยสนพ.บ้านหนังสือ
“จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม”
เป็นจดหมายที่พี่กนกฯ เขียนถึงเพื่อนนักเขียน
ผมว่าบางทีคุณอาจคลี่คลายความสงสารตัวเองลง และเลิกปลอบใจตัวเองได้บ้าง
อาจเห็นหนทางของคุณ (หรือของผม) ได้บ้าง โดยที่ไม่ต้องทุ่มเทเท่าใคร นั่นคือสิ่งทีแฝงไว้ในหนังสือเล่มนี้ครับ
ป.ล.รายได้เข้ากองทุนกนกพงศ์ฯ ครับ
ฮ่า ฮ่า เจ้าเหมียวยกพลขึ้นบก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
..
..
ยินดีกับมุมกาแฟด้วยขอรับ มีสมาชิกใหม่ ‘แอนนี่..สกายวอกเกอร์’ ผู้แสดงตนพร้อมคุณสมบัติอ่าน โลกใบเล็กฯ บันทึกฯ เขียนฝันฯ ท่านจะต้องเป็นหนึ่งในฮาร์ดคอร์เฮฟวี่เวทไม่หนักเบาหย่อนไปกว่าท่านเพลงเป็นแม่นมั่น
ขออย่าคิดเห็นไปว่ากล้วยปั่นปากมอมเลยนะขอรับ เพียงตั้งใจไว้ว่ามุมกาแฟพี่ท่านประทีปะเห็นควรพูดคุยประเด็นอันเกี่ยวเนื่องด้วยงานเขียนโดยไม่ต้องมีมุบเม้มตามบุคลิกอักษรพี่ท่านที่เก๊กใบหน้าเคร่ง(แต่ไม่เครียด)
อีกทั้งหากเกิดพลั้งปากพลาดมือไปบ้างก็คงไม่เป็นไร (เจ้าของร้านคงรับไป) วิวาทะเช่นนี้คงไปกระทำที่บอร์ดไม่ได้ (อาจโดนไม้หน้าสามแถมกระทืบบรรจง)
อย่างพี่ท่านกล่าวขะรับ
เราหาได้สงสารตัวเอง หรือต้องปลอบใจตนเอง
เราล้วนเลือกเองโดยรู้ตัวทั่วพร้อม
และมีความสุขกับสิ่งกระทำ
บางครั้งคำ ‘ทุ่มเท’ เป็นเพียงคำเท่ ทั้งที่เป็นพฤติกรรมทั่วไป นกกาออกหาอาหารทุกวัน นักปั่นหุ้นอดหลับอดนอนเฝ้าตามดูความเคลื่อนไหว ไต๋เรือหาปลาจากลูกเมียหลายเดือน คนขับรถบรรทุกเร่งทำรอบหาเงินเลี้ยงครอบครัว เจอร์ลาร์ดต้องปฏิบัติตามแผนฝึกซ้อมประจำวัน(มีบ้างหลบไปเมา) ทุกชีวิตล้วนมีทุ่มเทเป็นสรณะ
เขียนหนังสือก็ใช้ความทุ่มเท
ทุกชีวิตหากทุ่มเทด้วยความยินยอมพร้อมใจ ย่อมเป็นสุขใจและเป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาก็คือ คิดจะทำแล้วไม่ลงมือทำ
นั่นล่ะขะรับปัญหา
อยากมีลูกสักคน แต่ไม่ลงมือหาภรรยา อยากทำกิจการตัวเองแต่ไม่กล้าลงทุน อยากไปเที่ยวหลวงพระบางแต่จองไฟลท์ไปฮ่องกง อยากมีภรรยาเป็นนักร้องแต่ดันไปจีบนางแบบ
อืมม์ อย่ากระนั้นเลย เรามายืนบนลานชีวิตลิขิตเอง ย่ำไปบนหนทางเลือกเอง แม้คิดจะปลอบใจตนเองก็จะปลอบด้วยตัวอักษร แม้คิดหลั่งน้ำตาก็ขอหลั่งเป็นตัวอักษร(ลิขสิทธิ์พี่ท่านประทีปะ)
เขียนขะรับทุกท่าน..เขียนไปด้วยกัลล์
น้อมต้อนรับขะรับท่านอะนาคินผู้มาใหม่
คารวะ
เรียนท่านประทีป…ท่านเจ้าของร้านที่น่ารัก
กรุณาให้ท่านดินถอนคำพูดเดี๋ยวนี้
ด้วยแม้นข้าเจ้าอยากมีลูก ข้าเจ้าไม่จำเป็นต้องหาพ่อให้ลูก ข้าเจ้าก็ได้ลูกชายมาเชยชมสมใจแล้วนี่ไง
อนาคิน…ท่านผู้บังเอิญเดินผ่านมา
ท่านเลือกเขียนด้วยเหตุใด
หากท่านรักที่จะเขียนแล้วไซร้ ก็จงก้มหน้าก้มตาเขียน เอ่อ…เดี๋ยวหาว่าข้าเจ้าปากเสียมาสั่งสอน ความจริงคือ คนเราเงยหน้าเขียนมิได้นี่ท่าน (ฮา)
ท่านได้อะไรจากการอ่าน -เขียนฝันด้วยชีวิต- ของพี่ประชาคม
มิใช่เห็นความมุ่งมั่นในความรักอย่างนั้นดอกหรือ
อย่ามัวแต่สงสารตัวเองเลยท่าน เพราะมันจะทำให้ท่านเดินไม่พ้นกับดักความคิดตน
ทั้งคำท่านดินและลิขสิทธิ์ท่านประทีปทำให้ข้าเจ้านึกถึงคำสอนที่สร้อยแก้วขึ้นมาเชียว
พี่บอกว่า…”ไม่ต้องร้องไห้ … ไม่ต้องพูดฟูมฟาย ให้เขียนมันออกมา”
ด้วยมิตรภาพเจ้า…
อ่า..ถอนตรงไหนล่ะเนี่ย!?
กล่าวใดผิดคำไปฤา?
..
..
พี่ท่าน โพสท์ใหม่นั่น จะนำจดหมายมาฉายเปล่า?
ผู้น้อยจะได้หอบเสื่อมาเฝ้าหน้าจอ
ราตรีสวัสดิ์ขะรับ
อะหยังละท่านพี่ หมายถึง จดหมายจากนักเขียนพรือ?
กำลังอ่านและคัดเลือกบางส่วนอยู่ขะรับ แล้วจะส่งไปยังท่านพี่ร่วมซึมซับ
ใจจริงอยากซื้อให้พี่ท่านสักเล่ม มันต่างจากบันทึกฯ เพราะมันคือจดหมาย–เปล่ากวนนะท่าน จดมายต่างจากบันทึกยังไงพี่ท่านต้องทราบแน่ ๆ ด้วยมัน “เปลือย” ความเป็นตัวตนอย่างเด่นชัดที่สุด แต่ด้วยเกรงว่าจะเสียมารยาทเพราะไม่ทราบว่าห้วงยามนี้ท่านนิยมอ่านหนังสืออะหยัง
อ้อ ท่านเพลงฯขะรับ เงยหน้าเขียนได้ครับ แต่เขียนภาพนะ อิอิ
ขอให้ถอนคำว่า เจ้าของร้านน่ารัก ครับ เพราะความจริงหล่อต่างหาก
เฮ้อ บ้าชมตัวเองก็เป็น?
อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
ขอบพระคุณกุศลจิตเจตนา แต่ขออย่างเพ่อเลยขะรับ เท่าที่ข้าพเจ้าติดค้างท่านอ้าย ท่านย่า ท่านป้าวนิดา ก็ยังไม่ได้ใช้คืนเลย มันรู้สึกติดค้างในใจ
พูดเรื่องหนังสืออยากชวนคุยแต่ต้องพาแม่เข้าตลาดแล้ว
(นิยมอ่านอะไร?ก็เป็นอีกหัวข้อน่าคุย)
คารวะ
สวัสดียามเช้าเจ้า…ท่านทั้งหลาย
เออนี่นะหนาท่านเจ้าของร้านหนังสือ
รู้สึกลูกค้าเยอะดูอบอุ่นดีนะเจ้า…
อยากคุยยาวๆ อย่างทุกที (ฮา)
แต่ติดที่ตัวข้าเจ้านี่ต้องเร่งรีบหาข้อมูลให้เสร็จก่อนถึงเวลานัดเช่นกัน
พี่ชมพูป่วย คาดว่าช่วงงานสัปดาห์หนังสือคงมิได้มา
จะอี้แล้วข้าเจ้าจึงคิดว่าควรซื้อมันอ่านเองเลยดีกว่า…ขี้เกียจรอ
ด้วย -ไม่ย้อนคืน-ของอุทิศเล่มนี้ มันช่างไม่โดนใจเอาซะเลย
หากป้ะกั๋นแล้วได้ฟรึอีกเล่ม((พี่ชมพูบอกข้าเจ้าตั้งแต่ก่อนวันงานราหูว่าจะเก็บไว้ให้หากข้าเจ้ามิไปร่วมงาน))…เช่นนั้นแล้วค่อยส่งให้ท่านดินดีไหมล่ะท่านประทีป
เพราะครั้นจะส่งไปเติมให้ห้องสมุดน้องๆ กลุ่มทรายวรรณกรรม ทางนั้นก็มีแล้ว
ข้าเจ้ามิได้บ้าเก็บหนังสือดอก…หนังสือมีไว้อ่านมิใช่ครอบครองใช่หรือไม่ท่าน
ด้วยมิตรภาพ
ท่านพี่ตอนแรกที่ได้ข่าวว่า เงาสีของ ของแดนอรัญ แสงทอง กำลังจะจัดพิมพ์อีกครั้ง โคตรดีใจเลย ตั้งหน้าตั้งตารอคอยเหมือนเด็กชะเง้อมองคนตักไอติมใส่ถ้วยให้ ยังไงยังงั้น
แต่พอหนังสือคลอดเท่านั้นแหละ ลมแทบจับ เจ็ดร้อยบาท คุณพระช่วย
ไม่มีตังค์ขอรับ เก็บอยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้ครอบครอง ค่านมมันแพงฉกาจฉกรรจ์นัก
แต่เหมือนฟ้าจะโปรด ผมไปบ่นให้พี่หิ่งห้อยฟัง แกว่าแกมีเอาไหม จะส่งไปให้ ด้วยมารยาทอันดีงาม ผมรีบบอกแกว่า เอาครับ ฮา
แล้วผมก็ได้รับ เงาสีขาว และหนังสือแปลอีก สองเล่มจากพี่หิ่งห้อย
ท่านพี่ครับ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก 180 บาท พิมพ์เมื่อปี ‘36 (ถ้าจำไม่ผิด)
ผมเคยไปเขียนตอบความเห็นในไทยไรท์เตอร์ ว่าแพงไม่แพงมันอยู่ที่ใจ ถ้ามันถูกใจก็ซื้อได้ แพงอาจไม่แพง ไม่แพงอาจแพง
แต่เดี๋ยยวนี้จะซื้อจะหามาแต่ละที ต้องคำนวณแล้วคำนวณอีก และอาศัยหาหนังสือมือสองเป็นหลัก นี่ผมยังอยากได้ งู กับ คนทรงเจ้า ของวิมล ไทรนิ่มนวล แต่สองเล่มล่อไปหกร้อยกว่าบาท เอาไว้ก่อน ต้องซ่อมจอคอมพ์ เล่นเน็ตกะโน๊ตบุ้ค ไม่ไหวปวดหลังเป็นบ้า
ไปแระท่านพี่
ท่านพี่ประทีปและกล้วยปั่นพี่ท่าน
โปรดรับการคารวะจากหนอนหลงทางอย่างข้าพเจ้าด้วยใจจริง
ขอบพระคุณในคำชี้แนะวันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้กลับมาถึงบ้านแล้ว
แสงจากร้านท่านพี่ประทีป…นำทางข้าพเจ้ากลับมา
เราแต่ละคนต่างมีหนทางของตนเอง (ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร)
แฮะ..แฮะ ว่าแต่ว่าข้าพเจ้าควรเริ่มตรงไหนดีล่ะพี่ท่าน
anakin ถามว่า จะเริ่มจากตรงไหน? หมายถึงการเริ่มเขียนหรือวิถีแห่งการเขียนของตนเอง
ผมตอบคุณได้โดยใช้ประสบการณ์ของตัวเอง คือ ลงมือเขียนเลย
จริงอยู่ ก่อนเขียน อาจมีคำถามว่า แล้วจะเขียนอะไรดีล่ะ อย่างนี้ก็ต้อง “อ่าน” ก่อนครับ อ่านอะไรก็ได้ที่คุณชอบ อ่านไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ได้จากการอ่านมันจะสะสมอยู่ในหัว และผสมเป็นความคิดได้สักวัน
จริง ๆ มันอาจมีรายละเอียดมากกว่านี้นะครับ จากที่ผมประสบมาก็เป็นอย่างนี้แหละ
เขาว่า อ่านมาก ๆ สักวันมันก็อยากเขียน (นี่ต้องเป็นคนที่อยากเขียนด้วยนะ)
ลองดูนะครับ หากมีความตั้งใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมว่า มันจะขับเคลื่อนได้เป็นอย่างดีเลย
ด้วยมิตรภาพ
ป.ล. มิตรสหายท่านอื่น ๆ ช่วยแจมด้วยขอรับ
สวัสดียามเช้าท่านเจ้าของร้านหนังสือและมิตรแก้วทั้งหลาย
ถ้าให้ข้าเจ้าตอบ…ข้าเจ้าก็ตอบกำปั้นทุบดินแบบท่านประทีปนี่ล่ะเจ้า
ข้าเจ้ามีอย่างหนึ่งเล่าให้ฟังนะ…สมัยที่อยากเขียนใหม่ๆ ข้าเจ้าก็เพียรถามสุดตี้ฮัก ณ ขณะนั้นซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือว่า…
“สอนน้องเขียนหนังสือหน่อยสิพี่ท่าน”
โอ้ว…พี่ท่านตอบได้น่ารักมาก ก็เขียนสิ เขียนมาก่อนแล้วถึงจะดูให้ได้
วันนั้นข้าเจ้างอนเลยนะ ก็รู้ๆ อยู่คนอย่างข้าเจ้าทำงานกับภาพมองอะไรออกมาเป็นภาพหมดมิใช่ตัวหนังสือ แล้วอย่างงี้เขียนได้ยังไง
เออ…ถ้าสามารถเขียนต้นฉบับเป็นสตอรี่บอร์ดได้ ข้าเจ้าคงเขียนด้วยวิธีนี้ล่ะท่านทั้งหลาย
แล้วเขียนจริงๆ นะ เขียนสตอรี่บอร์ดนี่ล่ะ
จากสตอรี่บอร์ดก็มองรายละเอียดแล้วเขียนลงกระดาษ บรรยากาศในภาพมันเป็นยังไง อะไรคือจุดสนใจของภาพนั้น
โชคดีที่มีทักษะการเขียนอยู่บ้าง แหะๆ แอบชมตัวเองนิดนึงน่าท่าน
มันเลยค่อนข้างใช้คำได้เชื่อมต่อแบบไหลลื่นหน่อย
ข้าเจ้าเริ่มเขียนตรงไหน แบบที่เริ่มจริงๆ นะ
เพราะวันนั้นอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นหลายๆ คนเขียน
มีคนบอกว่าหญิงสาวคนหนึ่งเขียนหนังสือดี
แต่ข้าเจ้าอ่านแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะดีเท่าไหร่
ประมาณว่าทะนงหลงตนน่ะท่านว่าสามารถเขียนได้ดีกว่า
จึงเขียน…แต่ครั้นได้รับคำชมว่า…เขียนดี…ข้าเจ้าก็เลิก (ฮา)
ลองดูวิธีนี้ของข้าเจ้าดูไหมละ…อนาคิน…มิตรผู้ผ่านทางมา
หรือไม่มีอีกวิธีที่ทุกวันนี้ใช้ได้ผลชะงัดนักยามข้าเจ้ามิมีอารมณ์ในการเขียน ไม่รู้จะเขียนอะไร
ออกไปมองโลกภายนอก อ่านโลกด้วยดวงตาของท่าน แล้วเขียนให้มันออกมาเป็นตัวหนังสือ
ข้าเจ้าเชื่อว่าท่านทำได้…อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่า
อย่ารีรอ…รอรีที่จะเริ่มเลยท่าน
มวลมิตร ณ ร้านหนังสือแห่งนี้รออ่านโลกของท่านอยู่นะ
ขยายความจากท่านเพลงเสียหน่อย
เขาว่า การเขียนที่ง่ายที่สุดคือ “บันทึก” หรือ ไดอารีนั่นแหละ
เขียนจากสิ่งที่เห็น ว่ามันกระทบความรู้สึกอันใดของเราบ้าง ก็บรรยายมันลงไป
งานเขียนต่าง ๆ มันก็คือ การเล่าเรื่อง ต่างเพียงกลวิธีในการนำเสนอเท่านั้น
จุดนี้ จะช่วยในเรื่องของการบรรยายได้ครับ
ป.ล.เขียนตามสัญชาตญาณ นะ อย่าเพิ่งไปประดิษฐ์ถ้อยคำอันใด อาจสนุกกว่าครับ (อ้างจากความคิดเห็นของ วินทร์ เลียววาริณ ครับ)
เขียน เขียน เขียน
กระผมเริ่มเขียนเพราะได้อ่านวรรณกรรมมาพอสมควร
ก็เริ่มเขียนไป ถูกๆผิดๆ สวยบ้างไม่สวยบ้าง
เขียนจนเกิดความชำนาญ
เมื่อชำนาญแล้ว เราก็เขียนงานได้ดีมีข้อผิดพลาดน้อยลงขอรับ
เป็นกำลังใจครับ
ขอบพระคุณพี่ท่านทั้งหลาย
ข้าพเจ้าจะเริ่มเขียนแล้วล่ะ
ได้เรื่องประการใดจะมาขอความเคิดเห็นอีกขอรับ
ขอบคุณหลายๆในทุกๆกำลังใจ
ตามมาอ่านจากร้านกล้วยปั่นขอรับ เล่นเอาสายตาแก่ไปหลายปีเลยขอรับ 555
…
คารวะ