สวัสดีวันอาทิย์ 2/46
ห้วงยามนี้นอกจากการพูดถึงเรื่องการเมือง (โดยเฉพาะหลังการกลับสู่มาตุภูมิของอดีตนายกฯ) แล้วยังมีเรื่องสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคต่างปรับขยับราคาสูงขึ้น ๆ สวนทางกับรายได้ของคนในสังคม
ยกตัวอย่างใกล้ ๆ ตัว เช่นอาหารแต่ละมื้อ จากที่เคยกินชามละ 20-25 บาท ก็พรวดขึ้นเป็น 30 บาท น้ำแข็งเปล่าจากที่บริการไม่คิดเงินก็คิดเป็นแก้วละ 1 บาท ส่วนน้ำดื่มบางร้านยังคงจัดไว้ให้ บางร้านถ้าจะกินต้องสั่งเป็นขวด ผมเองไม่เคยซื้อน้ำขวดดื่มจึงไม่ทราบราคาว่าแต่ละขนาดบรรจุนั้นเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แต่คิดว่าอย่างต่ำก็คงเริ่มต้นที่ 5 บาท ฉะนั้นเมื่อกินเสร็จจะต้องจ่ายเงินค่าอาหารรวมน้ำดื่มประมาณ 40 บาทต่อหนึ่งมื้อ
ผมคิดอย่างหยาบ ๆ นะครับ ก็น่าจะอยู่ประมาณนี้
เหตุผลของการปรับราคาก็ด้วยเหตุผลต้นทุนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซหุงต้ม วัตถุดิบในการประกอบอาหารต่าง ๆ จะปรับขึ้นผมเองในฐานะผู้บริโภคก็เข้าใจและยอมรับได้ แต่รับไม่ได้ที่ว่าปริมาณนั้นลดลง
คนกินจ่ายเงินเพิ่มแทนที่จะได้กินอาหารเท่าเดิมกลับน้อยลง อย่างนี้จะคิดเห็นเป็นอื่นได้อย่างไรหากไม่คิดว่าคนกินถูกเอาเปรียบ
คิดอย่างหยาบ ๆ ตามประสาคนไม่สันทัดเรื่องการค้ากำไรขาดทุนอีกครั้ง, ข้าว 2 ถ้วย หมูทอดกระเทียม 2 ชิ้น โรยด้วยผักชี 4-5 ใบ หลังปรับราคาข้าวยังคงปริมาณเท่าเดิมส่วนหมูเหลือชิ้นครึ่ง (แถมไม่เห็นซากกระเทียมเจียว) แถมด้วยผักชีเหี่ยว ๆ 1-2 ใบ
อย่างนี้ก็ต้องขายราคาเท่าเดิมจริงไหมครับ เพราะว่าเขาลดต้นทุนลง เหมือนกับร้านข้าวหมูแดงที่ผมเป็นลูกค้าขาประจำ แต่ระยะสองอาทิตย์ที่ผ่านมาหันไปกินอย่างอื่น กลับมาเมื่อวานสั่งแบบธรรมดาใส่ห่อกลับไปกินที่สำนักงานในราคาเท่าเดิม 25 บาท แม่ค้าซึ่งพอจะสนิทขั้นพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ได้ก็แจ้งแถลงว่าต้องลดไข่ต้มจากที่เคยให้ครึ่งฟองเหลือเพียงครึ่งของครึ่งฟอง
เช่นเดียวกันหากเราต้องการเนื้อหมู 1 กก.ในราคาที่เพิ่มขึ้น เนื้อหมูก็ยังมี 1 กก.เหมือนเดิมนั่นละครับ จะมาหั่นออกไปสักเสี้ยวของขีดหนึ่งไม่ได้
ขณะเดินกลับสำนักงานผมคิดในใจอย่างช้า ๆ หมายความว่าหากอยากได้ไข่ต้มเต็มใบก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ส่วนจะต้องเพิ่มเท่าไรผมเองก็ไม่ได้ถาม จะ 1 บาท หรือ 2 บาท แต่ถ้าหากว่า 5 บาทเห็นจะไม่เข้าท่า แล้วก็คิดมากไปอีกว่า เออ ทำไมต้องเพิ่มเป็นบาท ทำไมไม่เพิ่มเป็นสตางค์ 25 สตางค์หรือจะ 50 สตางค์ก็ว่าไป เหรียญสตางค์จะได้มีค่าบ้างกว่าเท่าที่เป็นอยู่ เป็นมากกว่าจ่ายเป็นค่ารถเมล์ เหมือนค่านมกล่องที่ผมซื้อทุกเช้าในราคา 9 บาท 50 สตางค์
ของกินทั่ว ๆ ไปหายากนะครับที่จะมีราคาเป็นเศษ โดยเฉพาะสตางค์ด้วยแล้วหากไม่ไปเดินซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าหวังเชียวว่าจะพบเจอ ทุกอย่างเริ่มต้นที่ 5 บาท ผมเองท่องสูตรคูณสูตรไหน ๆ ไม่เท่าแม่ที่ห้าและแม่ที่สิบ เพราะมันใช้บ่อยมาก ๆ ในแต่ละวัน ๆ
พูดถึงเศษสตางค์ ตอนนี้มีทั้งเหรียญ 25 และ 50 สตางค์ 1 บาท 5 บาท และ 10 บาทแล้วยังมี 2 บาทเพิ่มขึ้นมา ไอ้เจ้าเหรียญชนิดหลังนี้แรก ๆ คิดว่าเป็นเหรียญบาทจ่ายผิดทอนถูกกันทั้งคนขายและคนกิน เพื่อให้เห็นทราบเด่นชัดไม่หยิบใช้ผิดก็มีคนหัวใสใช้ปากกาเคมีเขียนเลข ‘2′ กำกับก็ช่วยได้ในระยะหนึ่งจนกว่าหมึกจะลางเลือน แต่ด้วยความคุ้นชินและกลัวว่าจะหยิบผิดเราจึงรอบคอบตรวจสอบก่อนจ่ายปัญหาจึงหมดไป
นั่นว่าถึงเรื่องหยิบผิดนะครับ สำหรับผมยังคงสงสัยว่าจะผลิตเหรียญนี้ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพื่อรวมกับเหรียญ 5 บาทจ่ายค่ารถเมล์หรือ ให้มันยุ่งยากเวลาจะจับจ่ายซื้อของ ให้มันเป็นที่รำคาญใจสำหรับแม่ค้าต้องนับบวกเลขอีกหนึ่งตลบ (เพราะสินค้าแทบทุกอย่างเริ่มต้นที่หลักสูตรคุณแม่ที่ห้า) หรือ ฯลฯ
ล่าสุดนี่ก็เพิ่งทราบว่าออกมาเพื่อรองรับราคาสินค้า แก้ปัญหาการขึ้นราคาทุก ๆ 5 บาท ผมเชื่อว่าทำได้แต่เป็นสำหรับการขึ้นครั้งหน้า ไม่เชื่อว่าจะให้เริ่มที่ปรับราคาลง ราคาสินค้าขึ้นแล้วขึ้นเลย-ไม่มีลดเป็นสัจธรรม ทำได้อย่างมากก็ ‘ตรึง’ ราคามันไว้เท่านั้น
ผมบ่นมาพอสมควร ไหน ๆ ก็ว่าเรื่องนี้แล้วขอแทรกและวานท่านผู้อ่านช่วยสังเกตอีกหนึ่งแรง, สองวันก่อนซื้อบะหมี่สำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งมา 2 ซอง ซองหนึ่งมีเครื่องปรุงครบ แต่อีกซองหายไปหนึ่งอย่าง วันต่อมาซื้ออีกซอง (ชนิดเดียวกัน) จากร้านเดิมนั่นอีกเครื่องปรุงหายไปหนึ่งเหมือนกัน ตามประสาคนคนชอบตั้งข้อสังเกต (คิดมาก) เป็นไปได้ไหมว่าเขาลดต้นทุนเนื่องจากยังขายราคาเท่าเดิม
ผมคิดว่าเขาคงไม่บ้าบอกล้าทำขนาดนั้นหรอก จะลดอะไรก็ลดไปแต่เล่นงดให้เครื่องปรุงนี่มันไม่เข่าท่าเลย คนกินกินไม่อร่อยแล้วใครจะซื้อกินอีกล่ะครับ มองในแง่ดีหน่อยคงเป็นการผิดพลาดในขั้นตอนบรรจุสินค้าหาได้เป็นการตั้งใจเอาเปรียบคนกิน
หรือถ้ารู้แน่ชัดว่าคนขายเอาเปรียบคนกินหนทางแก้ไขได้อย่างฉับพลันคือเลิกกินเลิกซื้อ แต่ถ้าเลิกไม่ได้ด้วยความจำเป็นบางประการก็ซื้อก็กินมันต่อไปแล้วบ่นดัง ๆ
บ่นให้ได้ยินไปถึงหูนายกฯ เชื่อว่าท่านต้องสนใจฟังบ้างละน่า เพราะทราบมาว่าท่านเองก็จ่ายตลาดเองทุกวันทุก ๆ เช้า แถมยังเข้าครัวจัดรายการชิมไปบ่นไปด้วยนะครับ วัตถุดิบสมควรแก่ราคาหรือไม่ท่านย่อมมองออก
ว่ากันว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไรให้ลงมาเดินที่ตลาดสดเพราะมันคือภาพรวมแห่งความกินอยู่ของประชาชนส่วนมาก มิใช่ส่วนน้อยที่ตลาดหลักทรัพย์, สวัสดี ·
1 มี.ค. 51






วันนี้มาอ่านคนเเรกเลย
สวัสดีวันอาทิตย์
อืมเรื่องนี้น่าคิดแฮะท่านพี่ อันที่จริงน่ะ มันมีจริงๆ เนอะเจอมาเหมือนกันบางร้านเลือกที่จะลดปริมาณแทนการขึ้นเงิน
ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าดีไหม
หรือบางทีก็ไม่รู้ว่าอะไรดีกว่ากัน
ส่วนเรื่องเศษเหรียญ 25 50 ตังส์นั้น ดีที่มหาลัยมีร้าน
ซีร็อกซึ่งมันยังคิด หน้าละ 50 ตังส์เลยได้ใช้ออกไปจากเป๋าบ้าง
ส่วนเหรียญสองบาทนี่ยังไม่เห็นประโยชน์มัน เพราะท่านพี่รู้เปล่าว่า
คุณตู้โทรศัพท์สาธารณะนั้น มันหยอดเหรียญสองบาทไม่ได้
ในฐานะเป็นพลเมืองประเทศนี้อยากไว้อาลัยให้ตัวเองและ
ประเทศชาติจริง ๆ ค่ะ
เออ ใช่จริง ๆ ด้วยน้องวิคเอ๋ย
ท่านพี่ก็เคยหยอดด้วยความโง่เง่าว่า เครื่องมันไม่ดี เปลี่ยนสองเครื่องนะ ก็ยังไม่รู้
จนเมื่อมีคนมาพูดให้ฟังเช่นท่านน้องนี่แล
ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านก็เปลี่ยนตู้แบบหยอดได้ทุกเหรียญละน่า
สวัสดียามรตีเข้าวันอาทิตย์ท่านประทีป
ครั้งหนึ่งข้าเจ้าเคยนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระอาทิตย์ไปวัดอะไรสักอย่างฝั่งตรงข้าม
ด้วยความรีบทำให้ไม่ได้แลกเงินไว้
แต่ก็นึกในใจ…ไม่เป็นไรมีเหรียญห้าสิบตังค์อยู่ ค่าเรือสองบาทมันพออยู่หรอกน่า
ครั้นข้าเจ้าจ่ายเงิน คนเรือมองข้าเจ้าแล้วบอกว่าแต่งตัวก็ดี๊ดี กะอีแค่ค่าเรือสองบาททำไมจ่ายมาเป็นเหรียญห้าสิบตังค์
มันไม่มีใครใช้กันแล้ว…ข้าเจ้านี่จี๊ดขึ้นสมองเชียว
เลยหยิบแบงค์พันส่งให้…เจ๊แกคืนให้ก่อนแล้วบอกว่า เรือเทียบท่าไปแลกแล้วเอามาให้แก
โห…ดูสิท่าน…เหรียญห้าสิบตังค์นี่มันใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายไม่ได้หรือไงนะ
กับเครื่องปรุงมาม่านั้น…ข้าเจ้าเห็นใจท่านอยู่ที่โชคร้ายไม่พบเครื่องปรุงในซอง
อันนี้น่าจะเป็นความผิดพลาดของพนักงานมากกว่านะท่าน
แต่เป็นข้าเจ้า…ข้าเจ้าก็เคืองละ…ด้วยหลายต่อหลายหนข้าเจ้าซื้อมาม่าต้มยำน้ำข้น ด้วยต้องการเครื่องปรุงมาทำต้มยำโดยเฉพาะ
เส้นน่ะ…ไม่สน…เก็บไว้กินเล่นไม่ต้องใส่เครื่องหรอก
ตลาดสดคือจุดวัดเศรษฐกิจระดับเล็กของชาติ
แน่นอน…รัฐบาลยุคไหนไหนก็ล้วนแล้วแต่มององค์รวมด้วยการมองตลาดหลักทรัพย์มากกว่านะท่าน
รัฐคงหลงลืมบางอย่างไป…
เราไปร้องเพลงนี้ด้วยกันมั้ยท่าน
“แตงโมผลใหญ่ๆ เกิดขึ้นได้จากเม็ดแตงเล็กๆ
จำไว้นะพวกเด็กๆ จำไว้นะพวกเด็กๆ
เม็ดแตงเล็กๆ กลายเป็นแตงโมผลใหญ่”
ที่ California ของก็แพงครับ
ตอนนี้ผมคงทำได้แค่ปรับตัวและอยู่รอดให้ได้ล่ะครับ
บังเอิญเห็น “รอยเท้าพ่อ” ของท่านประทีปใน ค.คน
อา…กลัวตามไม่ทัน ขอไปเรียบเรียงลองส่งบ้างล่ะท่าน
ด้วยมิตรภาพ
กลับไปอยู่บ้านเกือบเดือน…
กลับมาอยู่กรุงเทพวันแรก…
เฮ้ย..ก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยขึ้นราคา จาก 25เป็น 30
รู้งี้ไม่กลับมาซะก็ดี
ท่านรองเท้าแตะ แสดงว่าก๋วยเตี๋ยวที่บ้านท่านยังราคาเท่าเดิมหรือ กลับไปอีกครั้งอาจได้จ่ายราคาใหม่หรือเปล่าครับ
โอว…ท่านเพลง ผมเองเพิ่งรับทราบจากท่านนี่ละครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ๆ ๆ
ยินดีต้อนรับสู่ร้านครับ คุณ zedth
-ด้วยมิตรภาพ-
ตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจ ต่างคนต่างประสบเหมือนๆกันทั้งโลก
ที่ฝรั่งเศสนี่ จากการสังเหต พบว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่แล้วจะประหยัดมัธยัสถ์กันมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนค่าเงินเป็นสกุลยูโร อะไรๆก็ลงท้ายด้วย .99 ปัดเป็นเลขกลมกันไปหมด
ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร ก็พากันขึ้นราคาตามๆกันไป ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม
ถึงฤดูกาลลดราคาที ไม่เคยวิ่งไปซื้อแย่งฝรั่งเลย กลัวโดนฝรั่งเหยียบ
สวัสดียามสายท่านประทีป
มิเป็นไร…เป็นไร…
ต้องขอบคุณท่านอีกต่างหากที่ช่วยผลักแรงเฉื่อยออกจากตัวข้าเจ้าได้บ้าง
ด้วยมิตรภาพ
…เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไรให้ลงมาเดินที่ตลาดสดเพราะมันคือภาพรวมแห่งความกินอยู่ของประชาชนส่วนมาก มิใช่ส่วนน้อยที่ตลาดหลักทรัพย์…
จริงแท้แน่นอน เป็นการอธิบายเรื่องมวลรวมประชาชาติ จีดีพี ได้รวบรัดชัดเจนยิ่ง
นับถือๆ
สวัสดียามค่ำคืนท่านประทีป
สัปดาห์นี้คงยุ่งน่าดูล่ะสิท่าน
บ้านช่องห้องหับถึงได้เริ่มมีฝุ่นเกาะแล้ว (ฮา)
ด้วยมิตรภาพ
ฮั้ด..เช้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!~
บังเอิญเจ้าของร้านไปเดินเตร่แถวเมอร์ซี่ ย่านถนนแอนฟิลด์ เพลิน เลยตกเครื่องบินครับ เลยไปอีกนั่งดูลิเวอร์พูลซดนิวคาสเซิลเสียเลย
จิต จิตติ (เจ้าของร้านนอมินี)