24
ก.พ.
08

ใต้ฟ้าสีทอง

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 2/45

หลายครั้งที่ผมต้องสงสัยและถามตัวเองว่า หน้าตาเรามันเหมือนโจร หรือผิดระเบียบอย่างไรเวลาพบเจ้าหน้าที่สายตรวจขับมอเตอร์ไซค์ผ่านจึงจ้องมองตาไม่กระพริบ

            ผมเองก็ถือดีจ้องมองตอบอย่างไม่ยี่หระ  ถามในใจกลับไปว่า  “มองกูทำไมวะ!”

            ถามโดยคิดแบบนี้ก็เท่ากับ ‘ถามเอาเรื่อง’ ละครับ 

            ผมรู้-ว่าการที่เจ้าหน้าที่มองผมนั้นเขาก็ทำตามหน้าที่ แต่การทำตามหน้าที่ของเขามันขัดแย้งกับความคิดของผม

            หนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะเหตุผลทางกายภาพของตัวผมเองคือ ไว้ผมยาว (เกล้ารวบไว้เรียบร้อย)  สวมเสื้อยืดทั้งคอปกบ้างคอกลมบ้าง  กางเกงยีน  รองเท้าหุ้มส้น, สอง หน้าตาของผมมันเอาเรื่องอยู่ คือมักขมวดคิ้วอยู่เป็นนิตย์ (ผมไม่รู้ตัวหรอกครับ เพราะมันเป็นปรกติมาตั้งแต่เด็ก ๆ)

            ผมเคยปรารภเรื่องนี้กับมิตรรัก  เขาให้ความเห็นว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  บุคคลลักษณะเช่นผม (และเขาด้วย) มักจะถูกจ้องเพ่งเล็งเป็นอันดับต้น ๆ

            คุยไปคุยมาก็ตั้งสมมุติฐานได้ว่า  เจ้าหน้าที่มองที่การแต่งกายเป็นอันดับแรก?

            มีอยู่สองครั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์  หนึ่งในครั้งนั้นผมสะพายเป้ใบใหญ่ ในนั้นมีแต่หนังสือที่ขนกลับมาจากสำนักงาน  ขึ้นรถโดยสารที่ตลาด  ขณะที่นั่งรอรถออกจากท่ามีเจ้าหน้าที่วัยกลางคนขึ้นมาขอดูบัตรประจำตัวของหญิงสาวคนหนึ่ง  ผมเห็นเธอยื่นเอกสารแทนบัตร ผมสันนิษฐานเอาเองว่าเธอเป็นคนต่างด้าว มีใบอนุญาตเรียบร้อย

            จากนั้นเจ้าหน้าที่กวาดสายตามายังผมที่นั่งเบาะนั่งท้ายรถ  ไม่ขอดูบัตรอะไรแต่กลับถามน้ำเสียงที่พอรับฟังได้ว่า  “จะไปไหน?”

            ผมเองก็ถือดี  จ้องหน้า  ตอบห้วน ๆ อย่างไม่สบอารมณ์  “กลับบ้าน!”

            เขาไม่ว่าอะไรแล้วลงจากรถไป

            ผมอารมณ์เสีย  ไม่ใช่เพราะเขาปฏิบัติต่อผมอย่างไร  แต่ไม่ชอบใจกับการแสดงออกในลักษณะคุกคามเสรีภาพโดยเฉพาะกับคนต่างด้าว  ทีกับคนไทย (หากทราบ) ก็จะปฏิบัติไปอีกอย่าง

            ต่างด้าว หรือ ไทย ยังไง ๆ ก็คนเหมือนกัน

            ผมไม่รู้หรอกว่า หากหญิงสาวคนนั้นเธอไม่มีเอกสารถูกต้องจะต้องลงเอยเช่นไร (คงจินตนาการไม่ยากนักใช่ไหม)

สมัยเรียนชั้นประถมผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นทั้งเพื่อนบ้านและเพื่อนเรียน  เพื่อนคนนี้ชื่อไม่ปลอม (ชื่อจริง) จริง-สมชาย  ชื่อเล่น-แขก

            ครอบครัวของแขกเป็นคนไทยแท้ ๆ  เป็นชาวสวน  แขกต้องช่วยทางบ้านทำสวนผิวคล้ำของเขาจึงคล้ำแดดออกไปทางดำแดง  และแขกก็มีหน้าตาออกไปทางพวกแขกอินเดียอย่างบังเอิญ (แต่หากพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้วจะพบว่าไม่มีความเป็นแขกสักนิด)  ชื่อแขกจึงมีที่มาจากการนั้น  บ้านเราเห็นใครผิวดำแดงอย่างนั้นก็ต้องว่า เป็นแขก หรือ เหมือนแขก

            จบชั้นประถมผมกับแขกไม่ได้พบกันบ่อยเหมือนแต่ก่อน  แขกไม่ได้เรียนต่อแต่แขกก็หายไปจากละแวกบ้าน (บ้านแขกบอกว่าไปทำงานต่างจังหวัด)  มาพบกันอีกครั้งเมื่อผมเรียนชั้นปวช.

            ครั้งนั้นพบกันโดยบังเอิญที่ป้ายรถเมล์  ผมกับแขกยืนคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน  แล้วเจ้าหน้าที่สายตรวจก็ผ่านมา  จอดรถเดินมาขอตรวจใบอนุญาตคนต่างด้าวของแขก  แขกหันมามองผมอย่างงง ๆ  ผมจึงบอกให้หยิบบัตรประชาชนให้ตรวจ  เจ้าหน้าที่รับไปมองสลับที่บัตรกับแขกสองสามครั้งเหมือนไม่เชื่อใจ  ผมจึงต้องบอกว่า ไอ้หมอนี่มันเพื่อนผม  บ้านมันก็อยู่เยื้อง ๆ กับผม  เจ้าหน้าที่จึงคืนบัตรแล้วจากไป

            ผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้มิตรรักฟัง  แรก ๆ ก็นึกขำกับความเข้าใจผิดแต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นมาผมมองย้อนกลับไปกลับเป็นเรื่องที่ขำไม่ออก  กลายเป็นตลกฝืดตลกร้ายกาจ

            คนไทยแท้ ๆ กลับไม่ได้รับความไว้วางใจ กลับใช้เรื่องความเป็นชาติพันธุ์มาเป็นข้อบ่งชี้พิจารณา

            นี่ยังไม่นับสหายผู้พี่ที่เป็นมุสลิมจากปัตตานีที่ถูกเพ่งเล็งอย่างหนักในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา 

            ด้วยความที่ประสบเหตุการณ์ทำนองนี้โดยตรงและอ้อม  วันหนึ่งผมจึงเขียนเรื่องสั้นขนาดสั้นมีตัวละครเป็นเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย 2 นาย  กำหนดฉากและเหตุการณ์สมมุติ  ฉายภาพตัวละครเป็นขาวกับดำ  ให้ฝ่ายขาวตายอย่างไม่สมควรตายด้วยการกระทำของฝ่ายดำ

            จริงแล้วผมไม่อยากให้เรื่องมันหักมุม  ฝ่ายดำควรเป็นฝ่ายต้องตายตามอุดมคติแต่มันค้านกับโลกแห่งความจริงที่เห็น–อย่างนั้นมันดูเป็นเรื่องชวนฝันมากเกินไป

            เรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ผมให้ตัวละครอธิบายว่า เขาไม่กลัวหรอกตำรวจ–เขากลัวปืนมากกว่า

            มิตรรักเปรยว่าเจ้าหน้าที่ดี ๆ คงพบยาก  ผมรีบยิงมุกตลก (เก่า ๆ ) หวังทำลายบรรยากาศหม่น ๆ ว่าหาไม่ยากหรอก มีอยู่นายหนึ่งไม่เคยสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน  ยืนอุ้มเด็กอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของเขานั่นไง

            เสียดายแต่ว่า นั่นมันเป็นงานประติมากรรม-หาใช่คนใต้ฟ้าสีทอง, สวัสดี ·

24 ก.พ. 51


8 Responses to “ใต้ฟ้าสีทอง”


  1. กุมภาพันธ์ 24, 2008 at 09:36

    เทส เทส

    วันนี้ข้าพเจ้าแวะมาเยี่ยมท่านพี่ก่อนท่านดิน ปาดหน้ากันเห็นๆ อิอิ

    เข้ามาลองคอมเมนท์ให้เจ้าค่ะ ว่าใช้ได้ไหม
    ปวดหลังแล้ว ไปก่อนนะเจ้าคะ

    * * *

    (ผมขอลงความเห็นที่ท่านแปะไว้ทีร่สำนักหนอน คมเข้มในมุมมองยิ่ง–ประทีป)

    สวัสดียามเช้าวันอาทิตย์เจ้าค่ะ

    เมื่อวานข้าพเจ้าเพิ่งอ่านหนังสือ "พี่น้องเดียว พี่น้องกัน" โดยมีอาจารย์เสรี พงศ์พิศ เป็นบรรณาธิการ เป็นหนังสือรวบรวมบทความเกี่ยวกับความคิดเห็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์เจ้าค่ะ

    ข้าพเจ้าเองก็ไม่ชอบใจที่ "รัฐ" (ไม่เฉพาะรัฐไทย แต่หมายถึงทั่วโลก) ใช้กฏหมายแบ่งแยกคนออกเป็นชาตินั้น ชาตินี้ โดยอ้างเหตุผลความมั่นคงเป็นสำคัญ ข้าพเจ้าว่ายิ่งแบ่ง ยิ่งทำให้แตกแยก กลุ่มเขา กลุ่มเรา ชาติเขา ชาติเรา เกิดสงครามทั่วทุกหย่อมหญ้า

    จะเดินทางไปไหน ต้องมีวีซ่า มีพาสปอร์ต ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ายุคล่าอาณานิคม พวกฝรั่งหัวแดงเดินทางเข้าออกยึดดินแดนอื่นเป็นว่าเล่น พอเข้าไปจับจอง ขับไล่พวกชนเผ่าดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนตนได้แล้วก็ตรากฏหมายขึ้นมาจำกัดสิทธิของคนเหล่านั้น ขีดเส้นแบ่งแดนปันผลประโยชน์กันชัดเจน จะเดินทางเข้าออกต้องมี "หนังสือเดินทาง"

    ใครเป็นคนไม่มีชาติสังกัด ยิ่งแย่ใหญ่ เป็น "คน" เหมือนกัน แต่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลก เพราะไม่มี "เอกสาร" ยืนยันความมีตัวตน จะอยู่หรือตายไม่มีความแตกต่าง เพราะไม่ต้องแจ้งเกิด แจ้งตาย

    อาจารย์เสรี พงศ์พิศเคยเขียนไว้ในหนังสือ "สอนลูกให้คิดเป็น"ว่า " คนเป็นใครอยู่ที่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น" เอกสารต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งสมมติ (ประโยคนี้ข้าพเจ้าเติมเอง)

    ทั้งคน สัตว์ ต้นไม้ ควรจะมีสิทธิในการอยู่บนโลกใบนี้เท่าเทียมกัน และ คนทุกคนควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรี (ท่านพี่คงพอนึกออกว่าข้าพเจ้าทำงานด้วยความขัดแย้งภายในจิตใจเพียงไร)

    ฝอยมามากแล้ว ไปละเจ้าค่ะ สุขสันต์วันอาทิตย์เจ้าค่ะ

  2. กุมภาพันธ์ 24, 2008 at 13:37

    บ๊ะ! ปาดหน้าทั้งที่สำนักทั้งที่ร้านชะช่า!
    ..
    ..
    เกิดอะไรขึ้นขะรับพี่ท่าน?
    ไยจึงไม่ได้ไปงานราหู?

    คารวะ

  3. กุมภาพันธ์ 24, 2008 at 13:42

    พี่ท่าน มิมีสิ่งใดขอรับ ข้าน้อยเพียงแต่ติดธุระที่มิสามารถปฏิเสธได้เท่านั้นเองขอรับ

  4. กุมภาพันธ์ 24, 2008 at 14:34

    สวัสดียามบ่ายวันอาทิตย์ท่านประทีป ท่านดิน

    กวีคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายท่านเคยปรารถกับข้าเจ้าว่า…ช่วงที่เขาลงไปทำงานบนเกาะเต่านั้น เขาเองก็มักถูกตรวจบัตรบ่อยๆ ด้วยหน้าตาละม้ายคล้ายหนุ่มจากลุ่มน้ำอิรวดี (ฮา)

    แต่บางความรู้สึกข้าเจ้าก็ฮาไม่ออกแฮะ เออแหน่ะถ้าพี่กวีท่านนั้นไม่ผมสั้นและทำงานอยู่คนละที่กับท่าน

    ข้าเจ้าอาจสูญเสียมิตรภาพดีดีในการมองโลกให้เห็นไปอีกรายแน่แท้…เฮ้อ……………………………………………

    ใต้ฟ้าสีทอง…เหรอท่าน…ฟ้าเมืองกรุงสีทองหรือท่าน
    ข้าเจ้ามิรู้หรอก…ข้าเจ้ารู้เพียงมันไม่เคยหลับใหล
    มันตื่นไปตามกระแสบริโภคนิยมที่คนเมืองหลงใหล

    พี่ฮอยล้อบอกข้าเจ้าว่าเพิ่งเจอกลุ่มโดยสารวรรณกรรมมาเมื่อไม่กี่วันก่อน (ก่อนพี่ฮอยล้อจะมาเจอข้าเจ้าที่อุบลนะท่าน)
    กลุ่มโดยสารวรรณกรรมเป็นกลุ่มกวีและนักเขียนหนุ่มที่น่าจับตา อยากชวนมาร่วมงานเสวนาด้วยกัน
    คงสักวันนะท่าน…เราอาจได้ออกจากโลกเสมือนมาเจอกัน
    ในโลกที่ทุกคนต่างแปลกแยกจากสังคม
    ทว่าอบอุ่นในมิตรภาพที่มีให้กัน!!!

    ไม่ต้องห่วงพวกเราไม่ให้ท่านร้องเพลงชาติไทยให้ฟังดอก (ฮา)
    ขอบทกวีหรือความคิดมาร่วมทัศนากันก็เพียงพอแล้ว

    ด้วยมิตรภาพ

    ปล.ท่านมั่วว่าข้าเจ้าม่วนซื่นอีหลีหรือรู้จริงว่าข้าเจ้าม่วนหรือท่าน

  5. 5 คาใจ
    กุมภาพันธ์ 24, 2008 at 17:02

    มาอ่านอีกแล้วครับท่าน !

  6. กุมภาพันธ์ 24, 2008 at 21:55

    ค่ำวันอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับ พี่ท่าน ท่านเพลง

    ยามนี้ข้าพเจ้าสมควรไปนั่งเป่าเม้าท์คลอกีต้าร์เหล่าเมรัยชนให้เปรมอุรา แต่จำต้องตัดใจเพราะวันพรุ่งจะต้องพาพระมารดาไปหาดใหญ่ ซ่าไม่ได้

    โผล่มานั่งฟังท่านเพลงสวมเสื้อคอกระเช้ามองสายฝนซานอกหน้าต่างเรือนไม้ทรงไทย ก็ให้ครึ้มในห้วงหฤทัย ยิ่งฟังเสียงทอดถอนหายใจเฮ้อยาวปานนั้น พลอยติดตามไปจนสุดเสียงลม

    จากริมฝั่งอิรวดีไปอุบลฯ จากอุบลฯเลาะด้ามขวานลงเรือนอนสองชั้นออกท่าบ้านดอนสามทุ่มฟังเสียงเครื่องเคล้าคลื่นลมหลับไหลสมประดีถึงเกาะเต่าหกโมงเช้าฟ้ามุ่ยเมฆหม่นกำลังดี

    เฮ้อ..ใต้ฟ้าสีทองผ่องอำพัน ประชาชนคงหลับฝันว่าอยู่ดีกินดี

    คารวะ

    ปล. กระดากเกินเป็นประชากรไทย มีสัญชาติไหนว่าง ๆ ให้ใช้บ้างขอรับท่านทั้งสอง
    ปล. ๒ ดังพีท่านกล่าว ท่านย่าน่ะตัวเล็กแต่ใจใหญ่ เปรียบไปก็เป็นเช่นเจ้าเบบ : หมูน้อยหัวใจเทวดา ;)

  7. กุมภาพันธ์ 25, 2008 at 12:54

    เฮ้อ……………………………………………………..

    ใต้ฟ้าสีทองผ่องอำพัน ประชาชนนั่งสับปะหงกเมาไม่เลิก…

    ;)

  8. 8 เพลงฝน
    กุมภาพันธ์ 25, 2008 at 15:51

    สวัสดียามบ่ายแก่ๆ ท่านทั้งสอง

    ท่านดิน…วันที่อยู่อุบลฯ ข้าเจ้าก็นั่งฟังความคิดพี่ท่านสองคนแห่งเมืองอุบลที่อยากลาออกจากสัญชาติไทย ไปเป็นสัญชาติลาวให้รู้แล้วรู้รอด
    หากท่านสนใจ ข้าเจ้าจะส่งชื่อพี่ท่านนั้นให้เพื่อร่วมเสวนาพาที

    ท่านประทีป…เมาสิ่งใดฤา มัวเมาในทุนนิยม บริโภคนิยม

    ว่าแต่ว่า…ท่านน่ะเมาได้อย่างมีความสุขแล้วฤาท่าน


Leave a Reply




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

"เราจะเป็นอะไรในสายตาคนอื่นได้ทั้งนั้น แต่เราจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้สำหรับตัวเรา--ในความคิดของเรา"

ผมเอง

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 65,868 hits