สวัสดีวันอาทิตย์ © – 2/45
หลายครั้งที่ผมต้องสงสัยและถามตัวเองว่า หน้าตาเรามันเหมือนโจร หรือผิดระเบียบอย่างไรเวลาพบเจ้าหน้าที่สายตรวจขับมอเตอร์ไซค์ผ่านจึงจ้องมองตาไม่กระพริบ
ผมเองก็ถือดีจ้องมองตอบอย่างไม่ยี่หระ ถามในใจกลับไปว่า “มองกูทำไมวะ!”
ถามโดยคิดแบบนี้ก็เท่ากับ ‘ถามเอาเรื่อง’ ละครับ
ผมรู้-ว่าการที่เจ้าหน้าที่มองผมนั้นเขาก็ทำตามหน้าที่ แต่การทำตามหน้าที่ของเขามันขัดแย้งกับความคิดของผม
หนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะเหตุผลทางกายภาพของตัวผมเองคือ ไว้ผมยาว (เกล้ารวบไว้เรียบร้อย) สวมเสื้อยืดทั้งคอปกบ้างคอกลมบ้าง กางเกงยีน รองเท้าหุ้มส้น, สอง หน้าตาของผมมันเอาเรื่องอยู่ คือมักขมวดคิ้วอยู่เป็นนิตย์ (ผมไม่รู้ตัวหรอกครับ เพราะมันเป็นปรกติมาตั้งแต่เด็ก ๆ)
ผมเคยปรารภเรื่องนี้กับมิตรรัก เขาให้ความเห็นว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ บุคคลลักษณะเช่นผม (และเขาด้วย) มักจะถูกจ้องเพ่งเล็งเป็นอันดับต้น ๆ
คุยไปคุยมาก็ตั้งสมมุติฐานได้ว่า เจ้าหน้าที่มองที่การแต่งกายเป็นอันดับแรก?
มีอยู่สองครั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ หนึ่งในครั้งนั้นผมสะพายเป้ใบใหญ่ ในนั้นมีแต่หนังสือที่ขนกลับมาจากสำนักงาน ขึ้นรถโดยสารที่ตลาด ขณะที่นั่งรอรถออกจากท่ามีเจ้าหน้าที่วัยกลางคนขึ้นมาขอดูบัตรประจำตัวของหญิงสาวคนหนึ่ง ผมเห็นเธอยื่นเอกสารแทนบัตร ผมสันนิษฐานเอาเองว่าเธอเป็นคนต่างด้าว มีใบอนุญาตเรียบร้อย
จากนั้นเจ้าหน้าที่กวาดสายตามายังผมที่นั่งเบาะนั่งท้ายรถ ไม่ขอดูบัตรอะไรแต่กลับถามน้ำเสียงที่พอรับฟังได้ว่า “จะไปไหน?”
ผมเองก็ถือดี จ้องหน้า ตอบห้วน ๆ อย่างไม่สบอารมณ์ “กลับบ้าน!”
เขาไม่ว่าอะไรแล้วลงจากรถไป
ผมอารมณ์เสีย ไม่ใช่เพราะเขาปฏิบัติต่อผมอย่างไร แต่ไม่ชอบใจกับการแสดงออกในลักษณะคุกคามเสรีภาพโดยเฉพาะกับคนต่างด้าว ทีกับคนไทย (หากทราบ) ก็จะปฏิบัติไปอีกอย่าง
ต่างด้าว หรือ ไทย ยังไง ๆ ก็คนเหมือนกัน
ผมไม่รู้หรอกว่า หากหญิงสาวคนนั้นเธอไม่มีเอกสารถูกต้องจะต้องลงเอยเช่นไร (คงจินตนาการไม่ยากนักใช่ไหม)
สมัยเรียนชั้นประถมผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นทั้งเพื่อนบ้านและเพื่อนเรียน เพื่อนคนนี้ชื่อไม่ปลอม (ชื่อจริง) จริง-สมชาย ชื่อเล่น-แขก
ครอบครัวของแขกเป็นคนไทยแท้ ๆ เป็นชาวสวน แขกต้องช่วยทางบ้านทำสวนผิวคล้ำของเขาจึงคล้ำแดดออกไปทางดำแดง และแขกก็มีหน้าตาออกไปทางพวกแขกอินเดียอย่างบังเอิญ (แต่หากพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้วจะพบว่าไม่มีความเป็นแขกสักนิด) ชื่อแขกจึงมีที่มาจากการนั้น บ้านเราเห็นใครผิวดำแดงอย่างนั้นก็ต้องว่า เป็นแขก หรือ เหมือนแขก
จบชั้นประถมผมกับแขกไม่ได้พบกันบ่อยเหมือนแต่ก่อน แขกไม่ได้เรียนต่อแต่แขกก็หายไปจากละแวกบ้าน (บ้านแขกบอกว่าไปทำงานต่างจังหวัด) มาพบกันอีกครั้งเมื่อผมเรียนชั้นปวช.
ครั้งนั้นพบกันโดยบังเอิญที่ป้ายรถเมล์ ผมกับแขกยืนคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน แล้วเจ้าหน้าที่สายตรวจก็ผ่านมา จอดรถเดินมาขอตรวจใบอนุญาตคนต่างด้าวของแขก แขกหันมามองผมอย่างงง ๆ ผมจึงบอกให้หยิบบัตรประชาชนให้ตรวจ เจ้าหน้าที่รับไปมองสลับที่บัตรกับแขกสองสามครั้งเหมือนไม่เชื่อใจ ผมจึงต้องบอกว่า ไอ้หมอนี่มันเพื่อนผม บ้านมันก็อยู่เยื้อง ๆ กับผม เจ้าหน้าที่จึงคืนบัตรแล้วจากไป
ผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้มิตรรักฟัง แรก ๆ ก็นึกขำกับความเข้าใจผิดแต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นมาผมมองย้อนกลับไปกลับเป็นเรื่องที่ขำไม่ออก กลายเป็นตลกฝืดตลกร้ายกาจ
คนไทยแท้ ๆ กลับไม่ได้รับความไว้วางใจ กลับใช้เรื่องความเป็นชาติพันธุ์มาเป็นข้อบ่งชี้พิจารณา
นี่ยังไม่นับสหายผู้พี่ที่เป็นมุสลิมจากปัตตานีที่ถูกเพ่งเล็งอย่างหนักในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
ด้วยความที่ประสบเหตุการณ์ทำนองนี้โดยตรงและอ้อม วันหนึ่งผมจึงเขียนเรื่องสั้นขนาดสั้นมีตัวละครเป็นเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย 2 นาย กำหนดฉากและเหตุการณ์สมมุติ ฉายภาพตัวละครเป็นขาวกับดำ ให้ฝ่ายขาวตายอย่างไม่สมควรตายด้วยการกระทำของฝ่ายดำ
จริงแล้วผมไม่อยากให้เรื่องมันหักมุม ฝ่ายดำควรเป็นฝ่ายต้องตายตามอุดมคติแต่มันค้านกับโลกแห่งความจริงที่เห็น–อย่างนั้นมันดูเป็นเรื่องชวนฝันมากเกินไป
เรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ผมให้ตัวละครอธิบายว่า เขาไม่กลัวหรอกตำรวจ–เขากลัวปืนมากกว่า
มิตรรักเปรยว่าเจ้าหน้าที่ดี ๆ คงพบยาก ผมรีบยิงมุกตลก (เก่า ๆ ) หวังทำลายบรรยากาศหม่น ๆ ว่าหาไม่ยากหรอก มีอยู่นายหนึ่งไม่เคยสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ยืนอุ้มเด็กอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของเขานั่นไง
เสียดายแต่ว่า นั่นมันเป็นงานประติมากรรม-หาใช่คนใต้ฟ้าสีทอง, สวัสดี ·
24 ก.พ. 51






เทส เทส
วันนี้ข้าพเจ้าแวะมาเยี่ยมท่านพี่ก่อนท่านดิน ปาดหน้ากันเห็นๆ อิอิ
เข้ามาลองคอมเมนท์ให้เจ้าค่ะ ว่าใช้ได้ไหม
ปวดหลังแล้ว ไปก่อนนะเจ้าคะ
* * *
(ผมขอลงความเห็นที่ท่านแปะไว้ทีร่สำนักหนอน คมเข้มในมุมมองยิ่ง–ประทีป)
สวัสดียามเช้าวันอาทิตย์เจ้าค่ะเมื่อวานข้าพเจ้าเพิ่งอ่านหนังสือ "พี่น้องเดียว พี่น้องกัน" โดยมีอาจารย์เสรี พงศ์พิศ เป็นบรรณาธิการ เป็นหนังสือรวบรวมบทความเกี่ยวกับความคิดเห็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์เจ้าค่ะ
ข้าพเจ้าเองก็ไม่ชอบใจที่ "รัฐ" (ไม่เฉพาะรัฐไทย แต่หมายถึงทั่วโลก) ใช้กฏหมายแบ่งแยกคนออกเป็นชาตินั้น ชาตินี้ โดยอ้างเหตุผลความมั่นคงเป็นสำคัญ ข้าพเจ้าว่ายิ่งแบ่ง ยิ่งทำให้แตกแยก กลุ่มเขา กลุ่มเรา ชาติเขา ชาติเรา เกิดสงครามทั่วทุกหย่อมหญ้า
จะเดินทางไปไหน ต้องมีวีซ่า มีพาสปอร์ต ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ายุคล่าอาณานิคม พวกฝรั่งหัวแดงเดินทางเข้าออกยึดดินแดนอื่นเป็นว่าเล่น พอเข้าไปจับจอง ขับไล่พวกชนเผ่าดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนตนได้แล้วก็ตรากฏหมายขึ้นมาจำกัดสิทธิของคนเหล่านั้น ขีดเส้นแบ่งแดนปันผลประโยชน์กันชัดเจน จะเดินทางเข้าออกต้องมี "หนังสือเดินทาง"
ใครเป็นคนไม่มีชาติสังกัด ยิ่งแย่ใหญ่ เป็น "คน" เหมือนกัน แต่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลก เพราะไม่มี "เอกสาร" ยืนยันความมีตัวตน จะอยู่หรือตายไม่มีความแตกต่าง เพราะไม่ต้องแจ้งเกิด แจ้งตาย
อาจารย์เสรี พงศ์พิศเคยเขียนไว้ในหนังสือ "สอนลูกให้คิดเป็น"ว่า " คนเป็นใครอยู่ที่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น" เอกสารต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งสมมติ (ประโยคนี้ข้าพเจ้าเติมเอง)
ทั้งคน สัตว์ ต้นไม้ ควรจะมีสิทธิในการอยู่บนโลกใบนี้เท่าเทียมกัน และ คนทุกคนควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรี (ท่านพี่คงพอนึกออกว่าข้าพเจ้าทำงานด้วยความขัดแย้งภายในจิตใจเพียงไร)
ฝอยมามากแล้ว ไปละเจ้าค่ะ สุขสันต์วันอาทิตย์เจ้าค่ะ
บ๊ะ! ปาดหน้าทั้งที่สำนักทั้งที่ร้านชะช่า!
..
..
เกิดอะไรขึ้นขะรับพี่ท่าน?
ไยจึงไม่ได้ไปงานราหู?
คารวะ
พี่ท่าน มิมีสิ่งใดขอรับ ข้าน้อยเพียงแต่ติดธุระที่มิสามารถปฏิเสธได้เท่านั้นเองขอรับ
สวัสดียามบ่ายวันอาทิตย์ท่านประทีป ท่านดิน
กวีคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายท่านเคยปรารถกับข้าเจ้าว่า…ช่วงที่เขาลงไปทำงานบนเกาะเต่านั้น เขาเองก็มักถูกตรวจบัตรบ่อยๆ ด้วยหน้าตาละม้ายคล้ายหนุ่มจากลุ่มน้ำอิรวดี (ฮา)
แต่บางความรู้สึกข้าเจ้าก็ฮาไม่ออกแฮะ เออแหน่ะถ้าพี่กวีท่านนั้นไม่ผมสั้นและทำงานอยู่คนละที่กับท่าน
ข้าเจ้าอาจสูญเสียมิตรภาพดีดีในการมองโลกให้เห็นไปอีกรายแน่แท้…เฮ้อ……………………………………………
ใต้ฟ้าสีทอง…เหรอท่าน…ฟ้าเมืองกรุงสีทองหรือท่าน
ข้าเจ้ามิรู้หรอก…ข้าเจ้ารู้เพียงมันไม่เคยหลับใหล
มันตื่นไปตามกระแสบริโภคนิยมที่คนเมืองหลงใหล
พี่ฮอยล้อบอกข้าเจ้าว่าเพิ่งเจอกลุ่มโดยสารวรรณกรรมมาเมื่อไม่กี่วันก่อน (ก่อนพี่ฮอยล้อจะมาเจอข้าเจ้าที่อุบลนะท่าน)
กลุ่มโดยสารวรรณกรรมเป็นกลุ่มกวีและนักเขียนหนุ่มที่น่าจับตา อยากชวนมาร่วมงานเสวนาด้วยกัน
คงสักวันนะท่าน…เราอาจได้ออกจากโลกเสมือนมาเจอกัน
ในโลกที่ทุกคนต่างแปลกแยกจากสังคม
ทว่าอบอุ่นในมิตรภาพที่มีให้กัน!!!
ไม่ต้องห่วงพวกเราไม่ให้ท่านร้องเพลงชาติไทยให้ฟังดอก (ฮา)
ขอบทกวีหรือความคิดมาร่วมทัศนากันก็เพียงพอแล้ว
ด้วยมิตรภาพ
ปล.ท่านมั่วว่าข้าเจ้าม่วนซื่นอีหลีหรือรู้จริงว่าข้าเจ้าม่วนหรือท่าน
มาอ่านอีกแล้วครับท่าน !
ค่ำวันอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับ พี่ท่าน ท่านเพลง
ยามนี้ข้าพเจ้าสมควรไปนั่งเป่าเม้าท์คลอกีต้าร์เหล่าเมรัยชนให้เปรมอุรา แต่จำต้องตัดใจเพราะวันพรุ่งจะต้องพาพระมารดาไปหาดใหญ่ ซ่าไม่ได้
โผล่มานั่งฟังท่านเพลงสวมเสื้อคอกระเช้ามองสายฝนซานอกหน้าต่างเรือนไม้ทรงไทย ก็ให้ครึ้มในห้วงหฤทัย ยิ่งฟังเสียงทอดถอนหายใจเฮ้อยาวปานนั้น พลอยติดตามไปจนสุดเสียงลม
จากริมฝั่งอิรวดีไปอุบลฯ จากอุบลฯเลาะด้ามขวานลงเรือนอนสองชั้นออกท่าบ้านดอนสามทุ่มฟังเสียงเครื่องเคล้าคลื่นลมหลับไหลสมประดีถึงเกาะเต่าหกโมงเช้าฟ้ามุ่ยเมฆหม่นกำลังดี
เฮ้อ..ใต้ฟ้าสีทองผ่องอำพัน ประชาชนคงหลับฝันว่าอยู่ดีกินดี
คารวะ
ปล. กระดากเกินเป็นประชากรไทย มีสัญชาติไหนว่าง ๆ ให้ใช้บ้างขอรับท่านทั้งสอง
ปล. ๒ ดังพีท่านกล่าว ท่านย่าน่ะตัวเล็กแต่ใจใหญ่ เปรียบไปก็เป็นเช่นเจ้าเบบ : หมูน้อยหัวใจเทวดา
เฮ้อ……………………………………………………..
ใต้ฟ้าสีทองผ่องอำพัน ประชาชนนั่งสับปะหงกเมาไม่เลิก…
สวัสดียามบ่ายแก่ๆ ท่านทั้งสอง
ท่านดิน…วันที่อยู่อุบลฯ ข้าเจ้าก็นั่งฟังความคิดพี่ท่านสองคนแห่งเมืองอุบลที่อยากลาออกจากสัญชาติไทย ไปเป็นสัญชาติลาวให้รู้แล้วรู้รอด
หากท่านสนใจ ข้าเจ้าจะส่งชื่อพี่ท่านนั้นให้เพื่อร่วมเสวนาพาที
ท่านประทีป…เมาสิ่งใดฤา มัวเมาในทุนนิยม บริโภคนิยม
ว่าแต่ว่า…ท่านน่ะเมาได้อย่างมีความสุขแล้วฤาท่าน