10
ก.พ.
08

ร้านในฝัน

สวัสดีวันอาทิตย์ © – 2/43

ทุกวันผมต้องเดินผ่านร้านบริการอินเตอร์เน็ตอยู่สองร้าน  ร้านแรกที่ชั้นล่างของที่พัก ร้านที่สองในซอยสำนักงาน

            ด้วยใจจริงของผมไม่อยากเรียกร้านนั้นว่า  “ร้านอินเตอร์เน็ต”  แต่อยากเรียก  “ร้านเกมส์”  มากกว่า  ด้วยเพราะภาพที่เห็นและเป็นไปนั้นผู้ใช้บริการส่วนมากนิยมเลือกเล่นเกมมากกกว่าสืบเสาะค้นหาข้อมูลข่าวสาร

            ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเด็ก  ตั้งแต่เด็กเล็กยันเด็กโต  ไม่มีคนวัยอื่นสักคน  (ผมยกเอาตัวอย่างจากร้านทั้งสองนะครับ)

            เหมือนผมหยุดยืนอยู่บนทางสองแพร่ง  ทางซ้ายเข้าไปเฮฮากับเด็ก ๆ  ส่วนทางขวาจริงจังต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมกำลังโจมตีร้านบริการประเภทนี้  ผมชั่งใจอยู่ไม่นานเลี้ยวซ้ายดีกว่า  ใช่ว่าเห็นดีเห็นงามอะไรหรอกครับเพียงแต่ทางซ้ายนี้มันทำให้ผมมีเรื่องได้เขียนสำหรับวันอาทิตย์  ทางขวาเหมาะสำหรับอีกคอลัมน์ที่คนรักของมิตรสนิทบอกว่าไม่ชอบเลยเพราะคนเขียนมันเขียนแต่เรื่องเครียด ๆ  ผมไม่เครียดกับความเห็นของเธอนะครับ  เพราะนั่นคือความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น 

            สวัสดีวันอาทิตย์ไม่เอาเครียด เอาเพียงสบาย ๆ ยามเช้าคือความตั้งใจ

ร้านเกมส์ทำให้ผมคิดถึงความหลังเมื่อครั้งสิบปีก่อน

            ห้วงยามนั้นร้านอินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย (ค่าบริการสูง)  ร้านเหล้า (บ้านแพ) ร้านประจำ แบ่งพื้นที่ปีกขวาของร้านบริการอินเตอร์เน็ตเล็ก ๆ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ (มือสอง) ไม่ถึงสิบเครื่อง  วันหนึ่งระหว่างรอการมาของมิตรสหายผมแวบเข้าไปใช้บริการ

            อินเตอร์เน็ตยามนั้นเป็นของใหม่สำหรับผม  ก็เหมือนได้เล่นเกม ๆ หนึ่ง  มั่วไปมั่วมาก็เพลินดี  แล้วไม่นานร้านที่ตกอยู่ในความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเฮโลเข้ามาเล่นเกม  ไม่ใช่ระบบออนไลน์เหมือนสมัยนี้แต่เล่นจากแผ่นซีดีที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์– 

            ก่อนพัฒนามาเป็นเกมคอมพิวเตอร์ เรารู้จักมันในนาม  “วิดีโอเกม”  ที่เด่นดังก็พวกเพลย์สเตชั่น  เวลาเล่นก็ใส่แผ่นซีดีต่อปลั๊กเข้าเครื่องโทรทัศน์ไม่ยุ่งยากมากเรื่อง  แบบนี้ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ค่อยชอบใจเพราะหากเราจะเล่นนั่นก็หมายถึงท่านอดชมละครสุดโปรด  ไม่ก็เกมโชว์ซ้ำซาก

            ก่อนหน้าพวกเพลย์สเตชั่นยังพอจำได้ว่าเป็นพวกแฟมิลี่  ตลับเกมเป็นแบบ slot เสียบลงเครื่องต่อปลั๊กเข้าเครื่องโทรทัศน์  เพื่อนคนไหนมีไว้ในครอบครองถือว่าเจ๋งสุดสุดแล้ว

            ย้อนกลับไปมากกว่าอีกเรารู้จัก  “เกมกด”  ยังจำเกมปลาหมึก  เกมป๊อปอายได้มิรู้ลืม  ตอนนั้นเพื่อนวัยประถมหัวใสพกเอาเกมนี้ไปให้เพื่อนเช่าเล่น  ใคร ๆ ก็อยากเล่นทั้งนั้น  ใครมีเกมกดก็เท่ไม่หยอกเลย

            ค้างไว้เมื่อมีเด็กเข้ามาเล่นเกม, เครื่องมีไม่พอต่อความต้องการนะครับ  คนหนึ่งชะโงกหน้ามาถามผมว่า  “เมื่อไหร่พี่จะเลิกเล่น เล่นอะไรก็ไม่รู้”  ผมรู้ละว่าเขาจะเล่นเกมที่เครื่องผม  พอดีผมหมดอารมณ์เพราะเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็เลยเลิก กลับไปนั่งดื่มอ่านหนังสือรอมิตรสหายต่อไป

เดินมาหยุดหน้าร้านเกมส์ (ในซอยสำนักงานที่วันนี้ขยายเพิ่มอีกหนึ่งคูหา)  มองผ่านผนังกระจกใสเข้าไปพบว่าเนืองแน่นไม่มีเครื่องว่าง  บางเครื่องมีเด็กยืนค้ำหัวสองสามคนดูเพื่อนตัวเองเล่นเกมสายตาละห้อย  อยากเล่นแต่ไม่มีเงินค่าชั่วโมงหรือเปล่าผมเองก็ไม่ทราบ  หรือเขาอาจชอบในบทของกองเชียร์เท่านั้นเองก็ยากจะหยั่งรู้

            มองสติ๊กเกอร์หน้าร้าน  “Games-Internet”  ตามด้วยราคาค่าบริการต่อชั่วโมง  ไม่แจ้งเวลาเปิดปิดครับ  ก็คงหมายถึงเปิดแล้วไม่มีปิดจนกว่าจะล้มหายตายจากกันไปข้างหนึ่ง…

            ผมเดินกลับมายังทางแยกเดิมมาทางไหนกลับไปทางนั้น  ระหว่างทางคิดเล่น ๆ ว่าถ้าผมมีเงินลงทุนทำร้านอินเตอร์เน็ต ผมจะติดป้ายหน้าร้าน

            “ร้านนี้ไม่มีเกมส์” 

            เป็นร้านในฝัน–เป็นห้องสมุดออนไลน์  ไม่ทำเงินก็ช่างปะไร

            ผมรู้สึกว่าตัวเองเพ้อเจ้อใหญ่แล้วครับ  ในความเป็นจริงผมไม่เคยคิดอยากลงทุนทำธุรกิจอะไรเลยสักอย่าง  แต่ก็อยากเห็นร้านในฝันนั้น 

            จะมีบ้างไหมที่นักลงทุนจะคิดเห็นแบบนั้น, สวัสดี ·

9 ก.พ. 51


13 Responses to “ร้านในฝัน”


  1. 1 lek
    กุมภาพันธ์ 10, 2008 at 12:07

    นั่นนะสิ….เราจะเลือกทำธุรกิจแบบไหน…?
    หนึ่ง ร้านเกม ลูกค้าเยอะ แต่เราไม่ชอบ
    สอง ร้านห้องสมุด เราชอบ แต่ลูกค้าอาจจะไม่

  2. กุมภาพันธ์ 10, 2008 at 12:18

    สวัสดีครับคุณ Lek

    ปัญหาที่ร้านเกมส์กำลังถูกจับตามองจากสังคมนั้น มันเกิดมาจากอะไรที่เกินพอดี ความโลภ ของเจ้าของร้าน

    เช่น เปิดเกินเวลา แม้จะมีกำหนดเวลาสำหรับเด็ก เท่าที่เห็น ร้านตามซอกหลืบไม่กระทำตาม

    ใกล้ตัวนี่ก็ที่ชั้นล่างที่พัก เปิดออลไทม์ ทั้งวันทั้งคืน

    สายตรวจมาคืนหนึ่ง คุยกับเจ้าของร้าน (วัยมันก่อนกว่าผมอีก) ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า เจ้าหน้าที่ละเลย สันนิษฐานว่า

    รับเงิน ด้วย

    เจ้าของร้านแย่ เจ้าหน้าที่โลภ

    อา…มองเห็นแล้วว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวร้าน

    มันเกิดจากคน

    แล้วนี่เวลาจะแก้ดันไปแก้ตรงร้าน ตรงประเด็นไหม

    ผมไม่ว่าเด็ก แต่จะว่าผู้ใหญ่ (กำนันไม่เกี่ยว) นี่แหละ

    ว่าแต่ รมต.มหาดไทยยุคนี้ หวังพึ่งไรได้ขอรับ เที่ยวกลางคืนก็ต้องระวังตัว อย่าเหยียบตีนใครนะ อิอิ

  3. กุมภาพันธ์ 10, 2008 at 13:50

    ร้านเหล้า “บ้านแพ” ท่านคือใครกันนี่ท่านประทีป
    ด้วยข้าเจ้านั้นสมัยอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นต์ซอย ๓๗
    นี่คือร้านประจำข้าเจ้าทีเดียว…
    จะใช่ร้านเดียวกันไหมท่าน…ร้านที่มีห้องน้ำเป็นสุสานพัดลม
    นี่ใกล้วาเลนไทน์แล้วใช่มั้ยท่าน
    เจ๊เจ้าของร้านสุดเท่ห์ในสายตาข้าเจ้าได้นำดอกไม้มาประดับหน้าต่างหรือยัง
    ไอ้น้องตัวอ้วนลูกชายเจ้าของร้านเกมนั่นล่ะท่าน ป่านนี้ยังคงนั่งเล่นเกมอยู่หรือไร

    สักปีสองปีก่อน…ตั้งแต่ข้าเจ้าค้นพบความน่ารักของร้านบ้านแพ
    ((หลังร้านสิงห์สาโทจากไปในสารบบน่ะท่าน))
    ยามที่มิตรสหายต้องการหาที่สังสรรค์ ข้าเจ้าก็หวานล้อมให้มาที่นี่ล่ะท่าน

    โอว…ท่านประทีป…ขอบคุณ…ขอบคุณมากที่ทำให้วันอาทิตย์นี้มีความสุขนัก

    เรื่องร้านเกม…เรื่องร้านห้องสมุดออนไลน์ในฝันเอาไว้ก่อนนะท่าน

    ขอข้าเจ้าไปมีความสุขกับการระลึกถึงคืนวันในร้านนั้นก่อน

    แหะ แล้วหากเจอเจ๊เจ้าของร้านช่วยฝากขอโทษทีที่ให้ข้าเจ้ายืมพอสไปตั้งหลายรอบ ข้าเจ้าก็ไม่ได้ไรท์สักที
    หนหน้าก่อนนะท่าน..เผื่อบางทีหนหน้ากลับเข้ากรุง
    ข้าเจ้าจะไปชิมรสมือเจ๊คนครัวรำลึกความสุขอีกสักรอบคนเดียว!!!

  4. กุมภาพันธ์ 10, 2008 at 20:28

    ไม่บ่อย แต่เคยลองนั่ง หาข้อมูลในร้านเกม(ส์) ดู
    เล่นเกมเสียครึ่ง เล่น m เสียอีกครึ่ง …

    เด็กเล่นเกมออนไลน์ มาเป็นกลุ่ม
    พูดกันด้วยคำด่า สารพัดสัตว์ พ่อแม่ และอวัยวะ ลั่นร้าน
    … น่าสงสาร และน่าเป็นห่วง(อนาคตของพวกเขา)

    ไม่ต้องกังวล เมื่อเมกกะโครงการ หมื่นล้านเสร็จลง
    รัฐบาลทั่น จะยื่นมือมาช่วยเยาวชน อย่างทันท่วงที
    … แต่จะทันเวลาหรือไม่? จะพนันกันไหมเล่า?

    : )

  5. กุมภาพันธ์ 10, 2008 at 20:41

    พี่ท่านขอรับ ตรงลิ้งค์ปกจุดประกายฯ
    พี่ท่านกำหนดขนาดได้โดยใส่โค้ดนี้ต่อท้าย add ภาพ
    (ในตีนกา เว้นวรรคจาก .jpg’ หนึ่งเคาะขอรับ)
    width=’150′

    ข้าพเจ้าเดาว่าขนาดพอดีกับข้างฝาธีมร้านหนังสือประทีปน่าจะ 150
    หากเล็ก-ใหญ่ไปพี่ท่านลองปรับดูขะรับ)

    คารวะ

  6. กุมภาพันธ์ 11, 2008 at 14:38

    หวัดดีท่านพี่
    เคยเข้าไปอยู่นะ เสียงดังมากๆ ด่าแบบ สารพัดสัตว์เลย หุหุ
    อยากเจอแบบที่ท่านพี่ว่านะ แต่อาจไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไร

    คณะรัฐมนตรีชุดนี้ จะพึ่งได้หรือ? เอาเป็นว่าทำให้ประเทศไทย ฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจก่อน จะทำได้หรือเปล่าละ (ไม่อยากจะคิด)

    ไปละกลัวโดนซิว เดินๆยังเสียวอยู่เลย “ว่าไปเหยียบเท้าใครเข้าหรือเปล่า ” 55555+

  7. กุมภาพันธ์ 11, 2008 at 21:00

    ท่านเพลงฝน…

    โอ้มายก้อดซัน ทีแรกผมตั้งใจลบชื่อร้าน บ้านแพ ออก เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องออกชื่อร้าน ดีนะที่ไม่ลบ ไม่งั้นจะทราบหรือว่า ท่านเองก็เคยไปร้านนั้น

    ภาพรวมเป็นร้านที่สะสมของเก่า ผมนั่งริมหน้าต่างที่เป็นม้านั่งยกมาจากรถไฟ มีโคมไฟเหนือศีรษะ…

    ผมไปนั่งครั้งล่าสุดกลางปีที่แล้วครับ เพราะไม่ได้อาศัยที่ซอย 35 เหมือนแต่ก่อนแล้ว หลังจากซื้อคอนโดฯ 5 ล้าน ใกล้ ๆ บ้านบางแค 2 ก่อนหน้านั้นไปเยี่ยมเยียนมิเคยขาด–หรือว่าเราอาจเคยพบกันบ้างแล้ว แต่ไม่รู้จักกัน…

    ท่านเพลงฝนทำเอาผมคิดนึกถึงหนหลังเช่นกันนะนี่นะ

    ป.ล.ล่าสุดวันปีใหม่ไปคารวะผูใหญ่ที่บ้านสวน (35) ร้านยังเปิดบริการเช่นเดิมขอรับ

    * * *

    พี่ท่านดิลล์ ผมก๊อปที่อยู่ของภาพ แปะที่ลิ้งก์ ได้ขนาดเท่าเว็บจุดประกายฯขอรับ

    * * *
    คุณ khun_aut และ นู๋บาล์ม คุณทั้งสองทำให้ผมคิดถึงรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งของท่านมุ้ย

    “เหี้ย ห่า และสารพัดสัตว์”

    ไม่ได้แวะไปบ้านคุณทั้งสองพอสมควร แต่ยังระลึกถึงขอรับ

    -ด้วยมิตรภาพ-

  8. กุมภาพันธ์ 12, 2008 at 09:03

    ฮ่า ฮ่า ‘เหี้ยห่าสารพัดสัตว์’ ข้าพเจ้ายังจำน้ำยาขนมจีนรสกิ้งกือได้ ฮ่า ฮ่า
    ขอบพระคุณสำหรับคำเตือนวันพรุ่งขะรับ ไม่งั้นข้าพเจ้าพลาดแน่ (สมองมัวแต่วุ่นป่วนอะไรไม่ทราบ)

    เอาล่ะ..เรียนเชิญศิษย์เก่าบ้านแพเสวนาหวนอดีตต่อไปขะรับ ผู้น้อยขอนั่งฟังที่เก้าอี้รถไฟตัวนั้น! (ซดอย่างเดียว)

    คารวะ

  9. 9 เพลงฝน
    กุมภาพันธ์ 12, 2008 at 13:43

    ท่านประทีปอาจจะท่าน…อาจจะ…

    หากข้าเจ้าไปพร้อมคนที่เคยไปด้วยกันข้าเจ้าก็เลือกนั่งริมหน้าต่างนั่นล่ะ
    โดยเฉพาะวันฝนตกบรรยากาศดีนักแล
    แต่หากอีกคนไปก่อน ข้าเจ้าก็ต้องนั่งที่โปรดเขาที่อยู่ตรงข้ามกับตู้โชว์ตุ๊กตาสะสม
    แต่หากไปกับหมู่มวลเพื่อนสนิทมากหน้าก็ต้องอาศัยโต๊ะกลมใกล้เค้าท์เตอร์บาร์

    อ้าว…ท่านดินอย่าเพิ่งน้อยใจ มาๆ ข้าเจ้าขอยกแก้วชนจอกคาราวะเพื่อมิตรภาพเช่นกัน

    ด้วยมิตรภาพ

  10. 10 หนุงหนิง
    กุมภาพันธ์ 13, 2008 at 13:35

    หนังท้องตึงสวัสดิ์เจ้าค่ะ

    ไม่ได้แวะมาทักทายเสียนาน
    อยากบอกว่าคิดถึ้งงงงงงง

    ป.ล. ข้าพเจ้าอยากบอกท่านพี่ว่านายทุนที่คิดจะลงทุนแบบนั้นมีเจ้าค่ะ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้แหละ ^^

  11. กุมภาพันธ์ 13, 2008 at 19:31

    ฮัลโหลพี่ท่าน!

    ได้เวลาเน็ตคืนมาแล้วค่อยยังชั่วหน่อย
    ..
    ..
    ข้าพเจ้าตระเวณดู รู้สึกยังไงยังไง คล้ายมีตะกอนอยู่ในขมองพิกล
    ดูเหมือนไม่มีใครสนใจวันนี้เลยขอรับพี่ท่าน

    อย่าได้คิดว่าข้าพเจ้ามองโลกด้านแนบจันทร์เลยขะรับ

    รู้สึกคล้ายสังคมนี้ลืมผู้จากไปอย่างง่ายใจ ข้าพเจ้าแวะไปที่ก๊วนปาร์ตี้(ไม่ใส่ลิ้งค์ดีกว่า) (รู้จักก็จากพี่ท่านนี่แหละ) ทั้งเป็นเว็บมีภาพท่านกนกพงศ์ขึ้นปก กลับหาไม่เห็นสัญญาณอะไรสักอย่างของวันนี้เลยขอรับ

    สำนักหนอนมีแต่พี่ท่านแลท่านกีรีแลผู้น้อยที่ฝากความระลึกถึง ไม่ใช่คิดว่าเราทำแล้วคนอื่นต้องทำด้วยดอกนะขอรับ แต่รู้สึกว่า..ไม่มีใครสนใจ..

    นักเขียนที่ใช่ประเทศนี้จะมีเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เชียวนะขะรับ!

    หรือเราอยู่ผิดสังคม?
    หรือเราก็ไม่ต้องสนใจว่าจะมีใครสนใจ?

    นั่นล่ะตะกอนในขมองข้าพเจ้า พี่ท่านอย่าได้ใส่ใจเลยขะรับ
    …ก็แค่ตะกอน!

    คารวะ

  12. กุมภาพันธ์ 13, 2008 at 22:13

    หาได้ใส่ใจจริง ๆ อย่างพี่ท่านว่า

    โดน วาเลนไทน์ กระหน่ำซัมเมอร์เซลส์

    กุหลาบดอกละ 30! ขั้นต่ำขอรับ แถมโรงแรมม่านรูดโดนจองเต็มมาก่อนหน้าหลายวัน

    Yet!!!


Leave a Reply




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

"เราจะเป็นอะไรในสายตาคนอื่นได้ทั้งนั้น แต่เราจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้สำหรับตัวเรา--ในความคิดของเรา"

ผมเอง

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 65,868 hits