12
ส.ค.
07

วันแม่ของผม

2/19

หากสวัสดีวันอาทิตย์นี้เป็นการบ้านที่ต้องให้ผมเขียนเรียงความหัวเรื่องเกี่ยวกับแม่แล้วละก็ คงเป็นเรื่องที่ยากหนักหนาเอาการอยู่

  หนึ่ง-เพราะผมไม่รู้จะเขียนอะไร อย่างไร ยิ่งหากกำหนดหัวข้อมาว่า “แม่ของข้าพเจ้า” มันคงมีเนื้อหาที่สั้นไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษ, สอง-เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแม่นั้นน้อยและเลือนรางเต็มที มีแต่ภาพที่ประทับติดอยู่ในหัวสมองไม่มากนัก–

  ย้อนนึกกลับไป ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเขียนเรียงความประเภทนี้ส่งคุณครูไหม, เท่าที่พอจะนึกออก ผมคิดว่าไม่เคย

  แต่หากจะให้ผมลองเขียนก็ได้ ผมก็จะเขียนว่า “แม่เลิกกับพ่อตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ผมอาศัยอยู่กับพ่อโดยมีย่า ป้า ลุง และอาเป็นคนเลี้ยงดูเพราะพ่อถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารประจำการต่างจังหวัด แม่มาหาผมบ้างซึ่งผมก็เคยพยายามนับทบทวนดูว่าผมได้พบหน้าแม่กี่ครั้งก่อนที่แม่จะเสียชีวิต ซึ่งมันก็มีเพียงไม่กี่สิบครั้ง ผมไม่เคยเกลียดแม่เพียงเพราะแม่เลิกกับพ่อ ไม่เคยคิดว่าแม่ทิ้งผม ผมรู้เพียงว่าแม่รักผมมากเท่าไรโดยสัมผัสรับได้จากการที่พบกันเพียงไม่กี่ครั้งก็ตาม…”

  ผมเขียนได้เพียงเท่านี้แหละ-หากจะให้ผมเขียน

  แต่ถ้าจะให้ผมพร่ำรำพันละก็ได้ แต่มันจะมีแต่ความทุกข์ประดับไว้ในแต่ละถ้อยคำอักษร เช่น หากแม่ไม่ด่วนจากไปวันนี้ผมจะพาแม่ไปเที่ยว ไปกินข้าว หรือจะอะไรก็ตามแต่เท่าที่จะพึงทำให้แม่มีความสุข ปลื้มปีติกับลูกชายของแม่…

  บางครั้ง มิจำเป็นต้องเป็นวันแม่หรอกที่ผมจะมานั่งคิดนึกคิดถึงแม่ ในบางห้วงยามผมก็รู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมาเอง ลองสร้างภาพในจินตนาการว่า หากว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ ผมกับแม่จะเป็นอย่างไร-สัมพันธภาพที่ขาดหายไปในห้วงยามหนึ่งนั้นจะได้รับการชดเชยมากแค่ไหน, ครั้งสุดท้ายแม่อยู่ต่างจังหวัด ผมตั้งใจจะไปเยี่ยมแม่อย่างไม่ให้ขาด หรือไม่ก็พาแม่ขึ้นมาที่กรุงเทพฯบ้าง มาพักที่ที่พักซึ่งซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรง พาแม่ไปเที่ยว คุยกับแม่อย่างเปิดอกถึงเรื่องในอดีต ผมอาจจะซักถามแม่มากมายเกี่ยวกับสถานที่ที่แม่เคยอยู่และเคยไปในกรุงเทพฯ ผมจะเอาต้นฉบับงานเขียนให้แม่อ่านให้แม่วิจารณ์ ผมเชื่อว่าแม่ช่วยผมได้ เพราะแม่ชอบคิด เพราะแม่ชอบเขียน และผมจะบอกแม่ว่า เพราะแม่นั่นแหละที่มีส่วนให้ผมต้องมานั่งเขียนนั่นเขียนนี่ เพราะฉะนั้นแม่ต้องช่วยผมอ่านต้นฉบับ ผมเชื่อว่าแม่ต้องยิ้มและหัวเราะหากผมกล่าวเช่นนั้น…

  จะให้ผมรำพันถึงต่อไปอีกก็ย่อมได้ แต่การนี้จะควรหรือที่จะกระทำเช่นนั้น คร่ำครวญมันออกมาให้ท่านผู้อ่านต้องรับรู้…เพียงเท่านี้ก็มากไปแล้ว

  จะว่าผมต้องการสื่อสารอะไรผ่านสวัสดีวันอาทิตย์-สวัสดีวันแม่วันนี้น่ะหรือ?…

  ผมอยากให้ท่านผู้อ่านรักแม่ คุยกับแม่มาก ๆ ทุกวัน โดยมิต้องจำเพาะเจาะจงกระทำแต่ในวันแม่เท่านั้น ทำให้วันแม่บังเกิดขึ้นได้ทุกวัน

  สำหรับผมการที่ได้คิดถึงแม่ขึ้นมาครั้งใดก็บังเกิดความสุข ความเศร้าต่าง ๆ ในสัมพันธภาพที่เหินห่างนั้นไม่มีแล้ว-มันป่วยการที่จะนึกคิด, สวัสดี.

11 ส.ค.50


11 Responses to “วันแม่ของผม”


  1. 1 สวรรค์เสก
    สิงหาคม 12, 2007 ที่ 04:21

    อ่า…ท่านพี่

    ฟังเรื่องแม่ของท่านแล้ว…
    ไม่สิ! ต้องบอกว่าฟังชีวิตในวัยเยาว์ของท่านแล้ว อะไรจะขไหนหนาด เขียนเป็นนิยายส่งชิงซีไรท์เหมือน “ความสุขของกะทิ” ดีไหม

    แม่กะพ่อเลิกกันตั้งแต่เด็ก
    พ่อถูกเกณฑ์ไปทหารเหยียบกับระเบิดตาย
    แม่ป่วยตายด้วยโรคประหลาด ที่ไม่ค่อยจะมีใครเป็นกันนักในโลกนี้
    เด็กชายผู้นั้นต้องอยู่กับลุง ป้า น้า อา และย่าเป็นผู้เลี้ยงดู

    พอเติบโตขึ้นมาเขากลายเป็นนักเขียนดังด้วยการเขียนประวัติชีวิตของตัวเองเป็นนิยายขาย

    โอ้วววว แจ๊กพ็อต!!

  2. สิงหาคม 12, 2007 ที่ 07:44

    อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน

    ไม่ทราบสวัสดีวันอาทิตย์เที่ยวนี้เป็น Fiction หรือ Nonfiction ?

    แม่ข้าพเจ้าอารมณ์ร้าย รักลูกไม่เท่ากัน(ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางรักลูกชายมากกว่าลูกผู้หญิง)
    วัดวาก็ไม่ค่อยไป (มีแนวโน้มว่าหากเข้าวัดจะเข้าข่ายกลุ่มนักสะสมบุญด้วยการบริจาคสร้างโน่นสร้างนี่ในวัด) ยังติดอยู่กับความต้องการหาเงินไม่หยุดหย่อน สร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวด้วยการว่าลูกคนโน้นให้ลูกคนนี้ฟัง ขี้น้อยใจพูดผิดหูนิดเดียวเก็บไปร้องห่มร้องไห้ข้ามวัน ไม่มีวัญญาณเจ้าของกิจการไม่สามารถเลี้ยงลูกจ้างเพราะบ่นดุด่าจนลูกจ้างอยู่ไม่ได้ ตลอดชีวิตจึงไม่มีกิจการของตนเองทั้งที่กรำงานมาตลอดชีวิต

    พ่อไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแล

    ทิ้งแม่ไว้กับลูกตัวเล็ก ๆ ห้าคน สองสามเดือนจึงกลับมาหนหนึ่ง
    เงินที่ไปรับจ้างได้บ้างไม่ได้บ้าง แม่ต้องทำโน่นทำนี่ขาย ขายทุกอย่างจนพูดได้ว่าทุกสินค้าที่ลงทุนน้อยแม่ขายมาหมดแล้ว แม่เก็บเล็กผสมน้อยพอบ้างไม่พอบ้างก็ไม่เคยไปออกปากหยิบยืมใคร เด็กห้าคนห้าวัย มีเสื้อผ้าสะอาดใส่ ชุดนักเรียนรีดเรียบไม่เคยเลอะเทอะ

    พ่อนำเงินที่แม่สะสมไปลงทุน ขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน

    แม่เปลี่ยนประเภทสินค้าเพราะรายได้ไม่พอ เด็กห้าคนกำลังเติบใหญ่บางคนต้องหยุดเรียนเพราะไม่มีเงินไปเรียน แม่เหนื่อยหนักเพราะถนัดที่จะทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง

    จนใช้หนี้สินหมด
    จนเด็กทั้งห้าเรียนจบ
    จนเด็กทั้งห้าเป็นผู้ใหญ่ยืนได้ด้วยตัวเอง

    แม่ไม่ใช่เทวดาไม่ใช่พระอย่างใคร ๆ ชอบกล่าวอ้าง

    แม่เป็นปุถุชนมีรักโลภโกรธหลงที่ดูท่าแม่จะไม่ยอมตัด
    แต่หากแม่ตัด! แม่ก็คงไม่พาเด็กทั้งห้ามาจนเติบโต

    พ่อล้มเหลวในชีวิตจนไม่คิดเริ่มต้นอะไรใหม่มานานแล้ว

    ส่วนแม่นะหรือ…
    รู้สึกว่าแกกำลังวาดโครงการร้านข้าวแกงที่พวกเราพยายามจะให้แกตั้งชื่อว่า ‘ครัวคุณแม่’
    แกอมยิ้ม อาจตรงใจแต่ดูท่าจะไม่ยอมเพราะแกจะต้องตั้งด้วยตัวเอง

    อ่า…พี่ท่านขอรับ
    ในฐานะหนอนน้อยหัดเขียนที่เดินตามก้นพี่ท่านต้อย ๆ มาแต่แรกกระเตอะกระแตะ
    ขอร่วมแจมหากจะกำหนดหัวเรื่อง ‘แม่ของข้าพเจ้า’

    เพียงใคร่เรียนพี่ท่านอรุณสวัสดิ์เที่ยวนี้ เป็น Fiction ขอรับเป็น Fiction

    คารวะ
    ดิลล์

  3. สิงหาคม 12, 2007 ที่ 09:11

    Non-Fiction คือเรื่องไม่จริง คือ นิยาย นวนิยาย

    สำหรับเที่ยวนี้คือเรื่องจริงขอรับ ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องสร้างเรื่อง ตามสไตล์สวัสดีฯ

    คุณแม่ของท่านดิลล์ นี่ เป็นทั้งพ่อ และ แม่ ได้ ภายในคนเดียว

    กระผมเห็นเช่นนี้มาหลายครอบครัว

    กรณีเด็กบ้านแตก และ มีปัญหา

    บางคนได้ดิบดีเพราะการณ์นี้ แต่บางคนก็หมดท่าตั้งแต่วัยตีนเท่าฝาหอยนั่นเลยเชียว

    สิ่งหนึ่งที่ทำให้รอดได้ สำหรับผม คือ การอ่าน

    เหมือนท่านน.ป.ก.เคยบอกว่า การไม่อ่านนั่นแหละอันตราย (น้าชาติ)

    อิ่มเอมกับเรื่องของท่าน- ผมมีความสุขมาก ยินดีกับท่านจริง ๆ

    * * *
    ท่านสอ(ศร)สวรรค์

    เคยคิดขอรับ ว่าจะเขียนนิยาย (เรื่องแต่งผสมเรื่องจริง) เป็นวรรณกรรมเยาชน แต่ยังไม่พร้อมด้วยใจ แต่สักวันอาจเขียน

    นิยายเรื่องแรกที่เขียนได้คล่องเชียว

    ด้วยมิตรภาพขอรับ

  4. 4 คาใจ
    สิงหาคม 12, 2007 ที่ 14:59

    สวัสดีท่านพี่…

    สำหรับเรื่องนี้หรือ ? เห็นจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า

    “คนที่มีแม่อยู่ก็ไม่เห็นความสำคัญ ต้องไม่มีเเล้วถึงจะรู้สึกตัว”

    สำหรับตัวเอง เพราะเคยทำให้เเม่โกรธ ไม่พูดกันเป็นเดือนๆ ก็เลยสำนึกและรู้สึกว่า

    อืม ….เรานี่เลวจริงๆ ดื้อกับใครไม่ดื้อมาดื้อกับแม่ซะงั้น

    ตอนนั้นไม่รู้เป็นบ้าอะไรเหมือนกัน ตัวเองถึงได้ดื้อดึงขนาดนั้น

    มาตอนนี้คิดถึงเรื่องนั้นทีไร ก็เสียใจทุกที จะผ่านมากี่ปีก็ยังคิดเสมอว่า

    ต่อไปจะทำตัวดีๆเลิกดื้อหัวเเข็งสักที และจะทำทุกอย่างให้แม่สบายใจ ดีใจ และภูมิใจ

    แบบนั้นน่าจะดีกว่า ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แม่กับพ่อของวิคต้องมาก่อนเสมอ

    ที่จริงแม้จะคิดและทำแบบนั้นได้จริงๆ มันก็คงยังดีไม่เพียงพอหรอกนะคะ

    เลยทำให้ทุกวัน เป็นวันพิเศษของแม่วิคเสมอถ้ามีโอกาสก็จะทำเรื่องดีๆให้แม่

    แบบนั้น น่าจะดีกว่ามั้งนะคะ

  5. สิงหาคม 12, 2007 ที่ 18:07

    ทำเพื่อพ่อและแม่ ไม่เห็นต้องอายสายตาใคร จริงมั้ย

    นี่-ถามแม่เจ้าประคุณ

    :D

  6. สิงหาคม 13, 2007 ที่ 10:28

    Fiction เป็นเรื่องแต่งขอรับพี่ท่าน เรื่องแต่งประเภทนิยาย
    แวะมาเอาที่โม้ไว้ไปแปะข้างฝากระท่อม

    คารวะ

  7. สิงหาคม 15, 2007 ที่ 07:34

    55

    ผมว่าแล้วจะต้องจำสับสนกัน

    จริง ๆ นะ

    จำผิด คือ non คือไม่ใช่

    fiction ผมชอบเข้าใจผิดว่า มันคือเรื่องจริง

    ต้องท่องจำแล้วขอรับ

    อาย ๆๆๆ

  8. 9 กิตตินันท์ คุ้มถัย
    สิงหาคม 4, 2008 ที่ 14:46

    ผมรักแม่ ถึงจะเนคำสั้นๆ แต่มีความหมาย

  9. สิงหาคม 5, 2008 ที่ 00:11

    สวัสดีครับคุณกิตตินันท์…ยินดีต้อนรับครับ

    จะวันแม่อีกแล้วหรือ?… บอกรักแม่ให้ได้ทุกโอกาศตามใจอยากนะครับ


ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 76,184 hits

RSS กระท่อมธุลีดิน

RSS ก้าวรอก้าว

RSS นารินทร์ ทองดี

  • ตราบจนชั่วชีวี...ข้ามีรัก กุมภาพันธ์ 6, 2010
    เหมือนนรกหมกไหม้ใจหฤหรรษ์คล้ายสวรรค์วิโยคโศกกระหน่ำได้รู้ซึ้งถึงสุขทุกข์ที่กระทำชื่นหรือช้ำจะจดจำไว้ทำไมจึงกี่ทีก็มีแต่จะรักยินดีที่ได้รู้จักนรกไว้และคุ้นชินถิ่นสวรรค์อันอำไพอวดใครๆได้ว่าข้ามีรักจึงกี่ครั้งก็ยังคงจะค้นหาใต้รอยคราบน้ำตาคราอกหักหรือรอยยิ้มอิ่มเอมเปรมใจนักอวดใครๆได้ว่า"รัก"...ข้าก็มีแม้นกี่เกิดกี่ตายอีกกี่หนขอว่ายวนในห้วงแห่งรักนี้ให้ […]
    narin_thd@hotmail.com (นารินทร์ ทองดี)