2/19
หากสวัสดีวันอาทิตย์นี้เป็นการบ้านที่ต้องให้ผมเขียนเรียงความหัวเรื่องเกี่ยวกับแม่แล้วละก็ คงเป็นเรื่องที่ยากหนักหนาเอาการอยู่
หนึ่ง-เพราะผมไม่รู้จะเขียนอะไร อย่างไร ยิ่งหากกำหนดหัวข้อมาว่า “แม่ของข้าพเจ้า” มันคงมีเนื้อหาที่สั้นไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษ, สอง-เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแม่นั้นน้อยและเลือนรางเต็มที มีแต่ภาพที่ประทับติดอยู่ในหัวสมองไม่มากนัก–
ย้อนนึกกลับไป ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเขียนเรียงความประเภทนี้ส่งคุณครูไหม, เท่าที่พอจะนึกออก ผมคิดว่าไม่เคย
แต่หากจะให้ผมลองเขียนก็ได้ ผมก็จะเขียนว่า “แม่เลิกกับพ่อตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ผมอาศัยอยู่กับพ่อโดยมีย่า ป้า ลุง และอาเป็นคนเลี้ยงดูเพราะพ่อถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารประจำการต่างจังหวัด แม่มาหาผมบ้างซึ่งผมก็เคยพยายามนับทบทวนดูว่าผมได้พบหน้าแม่กี่ครั้งก่อนที่แม่จะเสียชีวิต ซึ่งมันก็มีเพียงไม่กี่สิบครั้ง ผมไม่เคยเกลียดแม่เพียงเพราะแม่เลิกกับพ่อ ไม่เคยคิดว่าแม่ทิ้งผม ผมรู้เพียงว่าแม่รักผมมากเท่าไรโดยสัมผัสรับได้จากการที่พบกันเพียงไม่กี่ครั้งก็ตาม…”
ผมเขียนได้เพียงเท่านี้แหละ-หากจะให้ผมเขียน
แต่ถ้าจะให้ผมพร่ำรำพันละก็ได้ แต่มันจะมีแต่ความทุกข์ประดับไว้ในแต่ละถ้อยคำอักษร เช่น หากแม่ไม่ด่วนจากไปวันนี้ผมจะพาแม่ไปเที่ยว ไปกินข้าว หรือจะอะไรก็ตามแต่เท่าที่จะพึงทำให้แม่มีความสุข ปลื้มปีติกับลูกชายของแม่…
บางครั้ง มิจำเป็นต้องเป็นวันแม่หรอกที่ผมจะมานั่งคิดนึกคิดถึงแม่ ในบางห้วงยามผมก็รู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมาเอง ลองสร้างภาพในจินตนาการว่า หากว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ ผมกับแม่จะเป็นอย่างไร-สัมพันธภาพที่ขาดหายไปในห้วงยามหนึ่งนั้นจะได้รับการชดเชยมากแค่ไหน, ครั้งสุดท้ายแม่อยู่ต่างจังหวัด ผมตั้งใจจะไปเยี่ยมแม่อย่างไม่ให้ขาด หรือไม่ก็พาแม่ขึ้นมาที่กรุงเทพฯบ้าง มาพักที่ที่พักซึ่งซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรง พาแม่ไปเที่ยว คุยกับแม่อย่างเปิดอกถึงเรื่องในอดีต ผมอาจจะซักถามแม่มากมายเกี่ยวกับสถานที่ที่แม่เคยอยู่และเคยไปในกรุงเทพฯ ผมจะเอาต้นฉบับงานเขียนให้แม่อ่านให้แม่วิจารณ์ ผมเชื่อว่าแม่ช่วยผมได้ เพราะแม่ชอบคิด เพราะแม่ชอบเขียน และผมจะบอกแม่ว่า เพราะแม่นั่นแหละที่มีส่วนให้ผมต้องมานั่งเขียนนั่นเขียนนี่ เพราะฉะนั้นแม่ต้องช่วยผมอ่านต้นฉบับ ผมเชื่อว่าแม่ต้องยิ้มและหัวเราะหากผมกล่าวเช่นนั้น…
จะให้ผมรำพันถึงต่อไปอีกก็ย่อมได้ แต่การนี้จะควรหรือที่จะกระทำเช่นนั้น คร่ำครวญมันออกมาให้ท่านผู้อ่านต้องรับรู้…เพียงเท่านี้ก็มากไปแล้ว
จะว่าผมต้องการสื่อสารอะไรผ่านสวัสดีวันอาทิตย์-สวัสดีวันแม่วันนี้น่ะหรือ?…
ผมอยากให้ท่านผู้อ่านรักแม่ คุยกับแม่มาก ๆ ทุกวัน โดยมิต้องจำเพาะเจาะจงกระทำแต่ในวันแม่เท่านั้น ทำให้วันแม่บังเกิดขึ้นได้ทุกวัน
สำหรับผมการที่ได้คิดถึงแม่ขึ้นมาครั้งใดก็บังเกิดความสุข ความเศร้าต่าง ๆ ในสัมพันธภาพที่เหินห่างนั้นไม่มีแล้ว-มันป่วยการที่จะนึกคิด, สวัสดี.
11 ส.ค.50




อ่า…ท่านพี่
ฟังเรื่องแม่ของท่านแล้ว…
ไม่สิ! ต้องบอกว่าฟังชีวิตในวัยเยาว์ของท่านแล้ว อะไรจะขไหนหนาด เขียนเป็นนิยายส่งชิงซีไรท์เหมือน “ความสุขของกะทิ” ดีไหม
แม่กะพ่อเลิกกันตั้งแต่เด็ก
พ่อถูกเกณฑ์ไปทหารเหยียบกับระเบิดตาย
แม่ป่วยตายด้วยโรคประหลาด ที่ไม่ค่อยจะมีใครเป็นกันนักในโลกนี้
เด็กชายผู้นั้นต้องอยู่กับลุง ป้า น้า อา และย่าเป็นผู้เลี้ยงดู
พอเติบโตขึ้นมาเขากลายเป็นนักเขียนดังด้วยการเขียนประวัติชีวิตของตัวเองเป็นนิยายขาย
โอ้วววว แจ๊กพ็อต!!
อรุณสวัสดิ์ขอรับพี่ท่าน
ไม่ทราบสวัสดีวันอาทิตย์เที่ยวนี้เป็น Fiction หรือ Nonfiction ?
แม่ข้าพเจ้าอารมณ์ร้าย รักลูกไม่เท่ากัน(ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางรักลูกชายมากกว่าลูกผู้หญิง)
วัดวาก็ไม่ค่อยไป (มีแนวโน้มว่าหากเข้าวัดจะเข้าข่ายกลุ่มนักสะสมบุญด้วยการบริจาคสร้างโน่นสร้างนี่ในวัด) ยังติดอยู่กับความต้องการหาเงินไม่หยุดหย่อน สร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวด้วยการว่าลูกคนโน้นให้ลูกคนนี้ฟัง ขี้น้อยใจพูดผิดหูนิดเดียวเก็บไปร้องห่มร้องไห้ข้ามวัน ไม่มีวัญญาณเจ้าของกิจการไม่สามารถเลี้ยงลูกจ้างเพราะบ่นดุด่าจนลูกจ้างอยู่ไม่ได้ ตลอดชีวิตจึงไม่มีกิจการของตนเองทั้งที่กรำงานมาตลอดชีวิต
พ่อไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแล
ทิ้งแม่ไว้กับลูกตัวเล็ก ๆ ห้าคน สองสามเดือนจึงกลับมาหนหนึ่ง
เงินที่ไปรับจ้างได้บ้างไม่ได้บ้าง แม่ต้องทำโน่นทำนี่ขาย ขายทุกอย่างจนพูดได้ว่าทุกสินค้าที่ลงทุนน้อยแม่ขายมาหมดแล้ว แม่เก็บเล็กผสมน้อยพอบ้างไม่พอบ้างก็ไม่เคยไปออกปากหยิบยืมใคร เด็กห้าคนห้าวัย มีเสื้อผ้าสะอาดใส่ ชุดนักเรียนรีดเรียบไม่เคยเลอะเทอะ
พ่อนำเงินที่แม่สะสมไปลงทุน ขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน
แม่เปลี่ยนประเภทสินค้าเพราะรายได้ไม่พอ เด็กห้าคนกำลังเติบใหญ่บางคนต้องหยุดเรียนเพราะไม่มีเงินไปเรียน แม่เหนื่อยหนักเพราะถนัดที่จะทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง
จนใช้หนี้สินหมด
จนเด็กทั้งห้าเรียนจบ
จนเด็กทั้งห้าเป็นผู้ใหญ่ยืนได้ด้วยตัวเอง
แม่ไม่ใช่เทวดาไม่ใช่พระอย่างใคร ๆ ชอบกล่าวอ้าง
แม่เป็นปุถุชนมีรักโลภโกรธหลงที่ดูท่าแม่จะไม่ยอมตัด
แต่หากแม่ตัด! แม่ก็คงไม่พาเด็กทั้งห้ามาจนเติบโต
พ่อล้มเหลวในชีวิตจนไม่คิดเริ่มต้นอะไรใหม่มานานแล้ว
ส่วนแม่นะหรือ…
รู้สึกว่าแกกำลังวาดโครงการร้านข้าวแกงที่พวกเราพยายามจะให้แกตั้งชื่อว่า ‘ครัวคุณแม่’
แกอมยิ้ม อาจตรงใจแต่ดูท่าจะไม่ยอมเพราะแกจะต้องตั้งด้วยตัวเอง
อ่า…พี่ท่านขอรับ
ในฐานะหนอนน้อยหัดเขียนที่เดินตามก้นพี่ท่านต้อย ๆ มาแต่แรกกระเตอะกระแตะ
ขอร่วมแจมหากจะกำหนดหัวเรื่อง ‘แม่ของข้าพเจ้า’
เพียงใคร่เรียนพี่ท่านอรุณสวัสดิ์เที่ยวนี้ เป็น Fiction ขอรับเป็น Fiction
คารวะ
ดิลล์
Non-Fictionคือเรื่องไม่จริง คือ นิยาย นวนิยายสำหรับเที่ยวนี้คือเรื่องจริงขอรับ ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องสร้างเรื่อง ตามสไตล์สวัสดีฯ
คุณแม่ของท่านดิลล์ นี่ เป็นทั้งพ่อ และ แม่ ได้ ภายในคนเดียว
กระผมเห็นเช่นนี้มาหลายครอบครัว
กรณีเด็กบ้านแตก และ มีปัญหา
บางคนได้ดิบดีเพราะการณ์นี้ แต่บางคนก็หมดท่าตั้งแต่วัยตีนเท่าฝาหอยนั่นเลยเชียว
สิ่งหนึ่งที่ทำให้รอดได้ สำหรับผม คือ การอ่าน
เหมือนท่านน.ป.ก.เคยบอกว่า การไม่อ่านนั่นแหละอันตราย (น้าชาติ)
อิ่มเอมกับเรื่องของท่าน- ผมมีความสุขมาก ยินดีกับท่านจริง ๆ
* * *
ท่านสอ(ศร)สวรรค์เคยคิดขอรับ ว่าจะเขียนนิยาย (เรื่องแต่งผสมเรื่องจริง) เป็นวรรณกรรมเยาชน แต่ยังไม่พร้อมด้วยใจ แต่สักวันอาจเขียน
นิยายเรื่องแรกที่เขียนได้คล่องเชียว
ด้
วยมิตรภาพขอรับสวัสดีท่านพี่…
สำหรับเรื่องนี้หรือ ? เห็นจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า
“คนที่มีแม่อยู่ก็ไม่เห็นความสำคัญ ต้องไม่มีเเล้วถึงจะรู้สึกตัว”
สำหรับตัวเอง เพราะเคยทำให้เเม่โกรธ ไม่พูดกันเป็นเดือนๆ ก็เลยสำนึกและรู้สึกว่า
อืม ….เรานี่เลวจริงๆ ดื้อกับใครไม่ดื้อมาดื้อกับแม่ซะงั้น
ตอนนั้นไม่รู้เป็นบ้าอะไรเหมือนกัน ตัวเองถึงได้ดื้อดึงขนาดนั้น
มาตอนนี้คิดถึงเรื่องนั้นทีไร ก็เสียใจทุกที จะผ่านมากี่ปีก็ยังคิดเสมอว่า
ต่อไปจะทำตัวดีๆเลิกดื้อหัวเเข็งสักที และจะทำทุกอย่างให้แม่สบายใจ ดีใจ และภูมิใจ
แบบนั้นน่าจะดีกว่า ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แม่กับพ่อของวิคต้องมาก่อนเสมอ
ที่จริงแม้จะคิดและทำแบบนั้นได้จริงๆ มันก็คงยังดีไม่เพียงพอหรอกนะคะ
เลยทำให้ทุกวัน เป็นวันพิเศษของแม่วิคเสมอถ้ามีโอกาสก็จะทำเรื่องดีๆให้แม่
แบบนั้น น่าจะดีกว่ามั้งนะคะ
ทำเพื่อพ่อและแม่ ไม่เห็นต้องอายสายตาใคร จริงมั้ย
นี่-ถามแม่เจ้าประคุณ
Fiction เป็นเรื่องแต่งขอรับพี่ท่าน เรื่องแต่งประเภทนิยาย
แวะมาเอาที่โม้ไว้ไปแปะข้างฝากระท่อม
คารวะ
55
ผมว่าแล้วจะต้องจำสับสนกัน
จริง ๆ นะ
จำผิด คือ non คือไม่ใช่
fiction ผมชอบเข้าใจผิดว่า มันคือเรื่องจริง
ต้องท่องจำแล้วขอรับ
อาย ๆๆๆ
อ๋อ…
ผมรักแม่ ถึงจะเนคำสั้นๆ แต่มีความหมาย
สวัสดีครับคุณกิตตินันท์…ยินดีต้อนรับครับ
จะวันแม่อีกแล้วหรือ?… บอกรักแม่ให้ได้ทุกโอกาศตามใจอยากนะครับ