16
ม.ค.
07

วันพ้นโทษ

สถานีรถไฟกรุงเทพฯ…18.00 น.

เสียงเพลงชาติไทยดังกังวานมาจากลำโพงเครื่องขยายเสียง  และยังได้ยินเสียงดังแว่วไล่หลังมาจากสถานีตำรวจ  เสียงเพลงที่สะท้อนก้องไปมาด้วยจังหวะที่ช้า–เร็วไม่เท่ากันนั้น  มิได้สร้างความรู้สึกที่แตกต่างไปจากโลกใบเก่าที่เขาเพิ่งได้เดินทางจากมาเท่าใดนัก

เสียงเพลงซึ่งก้องสะท้อนอยู่ในโลกที่ซ้ำซากจำเจ  ระหว่างวัน  ระหว่างเดือน…ล่วงลุเป็นแรมปี 

สิบห้านาทีที่แล้วจากสถานีตำรวจ…สิบสองชั่วโมงล่วงมากับอิสรภาพที่ได้รับกลับคืน 

ตลอดระยะเวลาที่โยกย้ายสังขารซึ่งแบกรับเอาสารรูปที่บ่งบอกสถานภาพของตน  สารรูปที่แลดูแล้ว  ‘ขอทาน’  ‘คนบ้า’  ยังดูน่าสมาคมคบหามากกว่า! 

สายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองอย่างดูแคลนต่างเขยิบถอยออกห่าง  ราวกับว่าเขาและพรรคพวกอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเดินตามกันมานั้นเป็นกากเดน  สกปรกโสโครกไม่ต่างไปจาก  ‘ขยะ’ 

แม้แต่คนจรจัดก็ยังแสยะยิ้ม  ผวาหนี!

ลักษณะอาการเช่นนี้ใช่ว่าเขาและพวกพ้องนั้นไม่เคยประสบ  ..ก็ดูอย่างเมื่อตอนที่ได้ออกไปขุดลอกคูคลองล้างท่อระบายน้ำนั่น  เศษคราบสวะโสโครกที่ติดตามเนื้อตัวส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียนน่ารังเกียจจากสิ่งปฏิกูล  ด้วยสิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของคนที่อยู่ภายนอกกำแพงคุก  สร้างมันขึ้นมาให้เป็นงานสำหรับคนอย่างพวกเขาต้องล้างชำระเป็นการเฉพาะ

ฝนตก  น้ำไม่ท่วม  ไม่มีใครกล่าวถึง…แม้กระทั่งจะเอ่ยชื่นชม

‘ไอ้เท่านี้มันยังน้อยเกินไป  ไอ้ส้นตีน’  เขาเคยได้ยินเสียงค่อนแคะจากแม่ค้าหาบเร่

‘มันน่าจะจับยิงเป้าเสียให้หมด  ไอ้พวกเวร  พวกจังไร  ไอ้พวกชิงหมาเกิด  ถุย!’  หลายสิบปากส่งเสียงร้องสนับสนุน  สายตาอีกหลายสิบคู่จ้องมองเฝ้าสังเกตการณ์ดูอยู่ห่างๆ 

เสียงเด็กเล็กร้องไห้จ้า  ด้วยความหวาดเกรงในสถานภาพ  ‘คนคุก’

* * *

หลังจากรายงานตัวกับนายสถานีฯเพื่อแจ้งความจำนงที่จะขอโดยสารไปกับขบวนรถไฟสายเหนือ  เขากล่าวคำอำลากับพวกพ้องที่ต่างก็จะเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของแต่ละคน  ร่ำลากันเสร็จสรรพเขาจึงแยกตัวเดินมายังป้ายรถโดยสารประจำทางแต่เพียงลำพัง

‘โชคดี  โชคดี…’  เสียงอวยพรให้กันและกันคงแว่วได้ยินอยู่เบื้องหลัง

‘กูก็ขอให้พวกมึงโชคดี’  เขาหันหลังกลับไปพลางโบกมือเป็นการอำลาครั้งที่–เขาจำไม่ได้  ได้แต่พร่ำบอกตัวเองว่า  ครานี้จะเป็นครั้งสุดท้าย

ที่ป้ายรถฯ  ผู้คนกลุ่มใหญ่ต่างยืนชะเง้อชะโงกหน้าไปยังช่องทางวิ่งขาเข้าของรถประจำทาง  สถานที่ที่เขาจะไปนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าจะต้องเป็นรถสาย 7  เขาวิตกกังวลด้วยเพราะความไม่แน่ใจว่า  วันนี้..รถสายนี้จะเลิกวิ่งไปแล้วหรือยัง  ถ้าจะเริ่มนับจากวันที่เขาต้องสูญสิ้น      อิสรภาพ  ซึ่งเป็นเวลาที่เนิ่นนานมากว่ายี่สิบ-ยี่สิบปีเลยทีเดียว

“ศาลเจ้าพ่อ…”  ยังไม่ทันสิ้นประโยคคำถาม  หญิงวัยกลางคนขยับถอยหนี  เขายิ้ม  เขาชินเสียแล้ว  แต่ไม่เป็นไร  เขาหันหน้าไปอีกทางเอ่ยถามกับหญิงสาวแรกรุ่นที่เริ่มเดินห่างออกไปด้วยประโยคเดิม

“จะไป…”  ครานี้เขาเอ่ยถามได้สั้นกว่าครั้งแรก  เด็กสาวผวาร่างไปอิงแอบอยู่ข้างหลังของชายหนุ่มร่างกายกำยำ

“เฮ้ย! ทำอะไร?”  เขาสะดุ้ง  หันหลังกลับไปยังต้นเสียงที่ตะคอกถาม  พลันแข้งขาทั้งสองก็อ่อนโรยแรง  แทบจะทรุดลงกองแนบเท้าของเจ้าของเสียงนั้น

“ปะ…ปละเปล่าครับ  คุณตำรวจ  ผม..ผมจะไปศาลเจ้าพ่อเสือ  จะ..จะต้องขึ้นรถสายอะไรครับ”  ละล่ำละลักตอบพร้อมๆกับสองมือยกขึ้นพนมไหว้แนบหน้าอกอย่างสั่นกลัว

“สาย 7–มายืนรอตรงนี้  จะไปทำไม  บ้านมึงอยู่ที่ไหน  แล้วมีเงินค่ารถหรือเปล่า?  เอ้านี่..เอาติดตัวไว้  อย่าได้ไปขโมยวิ่งราวของใครเขาเข้าละ..หรือว่ามึงอยากจะกลับไปบ้านเดิมอีกตลอดชีวิต?”  นายตำรวจนอกเครื่องแบบยื่นธนบัตรสีเขียวสภาพโทรมๆหนึ่งใบใส่ลงในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตเก่าๆของเขา  “ห่าเอ๊ย!  วันนี้กูหมดกับค่ารถพวกมึงเป็นร้อย”

“ขอบพระคุณครับ  ผมแค่..แค่จะไปไหว้ขอพรเจ้าพ่อ  จะให้สัญญากับท่านว่า  จะทำตัวเป็นคนดี  จะไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้วครับ”  แววตาเขาวาวรื้น

“ก็ดี! นั่น  รถเมล์มาแล้ว  เดี๋ยว! รอให้คนอื่นเขาขึ้นกันหมดก่อน”  เสียงนายตำรวจกำชับไล่หลัง  ก่อนขึ้นรถเขาไม่ลืมที่จะยกมือไหว้นายตำรวจคนนั้นอีกครั้ง

 ’ผมจะเป็นคนดีครับ’

* * *

“ผมติดอยู่ที่บางขวางยี่สิบปีกับอีกสองเดือน  ก็ตั้งแต่ปี’27 โน่น”  เขาบอกผม  “อยู่ในนั้น  โอ๊ย! อย่าให้ พูดถึงเลยคุณ  ลำบากแสนลำบาก  บางวันทำงานไม่ได้ยอดตามเป้า  ไอ้พวกผู้คุมมันก็ตีเอา  ตีเอา  นรกดีๆนี่ละ”  ผมพยักหน้ารับแล้วปล่อยให้ความเงียบระหว่างเราสองคนดำเนินต่อไป

“คนเยอะจังนะ  เมื่อก่อนไม่มากมายอย่างนี้  เปลี่ยนไปเยอะเลย  จำแทบไม่ได้  อ้อ! นี่ เยาวราชนี่  ใช่มั้ย?”

“ครับ”

“นี่นะ  ก่อนออกมาก็โดนมันตี  มันถามว่า ‘มึงติดกี่ปีวะ?’ ผมก็บอกมันอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า  ‘อีกสองวันก็ออกแล้วละครับท่าน’  ไอ้ห่า! อุตส่าห์เรียกมันเสียอย่างดิบดี  ไอ้ผมก็นึกว่าจะรอดแล้ว  ไหนได้  แม่..มันกลับเอาผ้าเอากระสอบมาวางไว้บนหลังนี่  วางซ้อนๆกันแล้วมันก็กระหน่ำตี…ผลัวะ! ผลัวะ!  ผลัวะเข้าให้”  เขาทำท่าทางเพื่อเพิ่มอรรถรสประกอบให้ดูสมจริง  “แผลไม่มีแต่ก็เจ็บพอใช้ได้ละ  มันฉลาดนัก  ไอ้พวกห่ารากนั่นน่ะ”
 
เขาเมินหน้าออกไปยังนอกหน้าต่าง  แล้วหันกลับมาทางผมอีกครั้ง

“โซ่ตรวนนี่ก็ต้องใส่ตลอด  เหมือนสัตว์ดีๆนี่แหละคุณ  ยิ่งตอนกลางคืนนะ  คืนไหนอากาศเย็นจัด  ไอ้ตรวนเตินนี่นะมันเย็นแสบเข้าเนื้อเข้ากระดูก  ทรมานอย่าบอกใครเชียว…  ข้างหน้าสะพานพุทธนะ?”

“ครับ”  เขาเอี้ยวตัวไปทางด้านอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 พร้อมกับยกมือขึ้นพนมไหว้…  “นี่วงเวียนพระเจ้าตาก–วงเวียนใหญ่”  เขากระทำอาการเช่นเดิมเหมือนชั่วครู่ที่ผ่าน  แต่ครานี้มีเสียงพึมพำๆเล็ดลอดออกมา  ผมฟังไม่ได้ศัพท์  ผมจึงเลิกสนใจ  ผมเบนสายตาเหม่อมองออกไปยังนอกตัวรถ  ปล่อยให้ความเงียบระหว่างเรากลับมาอีกครั้ง

“สาวๆสมัยนี้แต่งตัวนุ่งผ้ากันสั้นจัง  สมัยผมนะไม่มีอย่างนี้หรอก  มีแต่ขาบาน ขาม้า ขากระบอก  นี่ๆ ดูสิ..นั่นๆ”  เขาร้องอย่างตื่นเต้น  ชี้ชวนให้ผมดูเด็กสาวแรกรุ่นภายใต้อาภรณ์เกาะอกสายเดี่ยวสองสามคนซึ่งนั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่ม้านั่งหน้าร้านสะดวกซื้อสาขาหนึ่ง  ผมลอบมองดูเด็กสาวเหล่านั้น  ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

“ไง  นี่ผมก็เพิ่งได้เห็นแบบนี้นะ เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์  ในคุกมีแต่กะเทย  ไอ้พวกมอมยาแล้วรูดทรัพย์  บางคนรูดแล้วฆ่า  ติดกันนานละ  คนละสามสิบสี่สิบปี  ตอนพวกมันเข้าไปกันแต่ละครั้งนะ  โห่..เกรียวกราวกันไปทั้งแดน  รู้มั้ยพวกมันต้องมานอนกับพวกผมก่อนทุกครั้ง  อาศัยที่ว่าติดมานานกว่าชาวบ้านเค้า  ฮะฮ่า..ของอย่างนี้มันก็ต้องผ่านมือกันก่อน”

‘พี่ติดคดีอะไร  ปล้น,  ฆ่า,  ข่มขืน  หรือเป็นแพะ?’  ผมได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ  ไม่กล้าที่จะถามออกมาตรงๆ  ก็เห็นคุยอยู่เป็นนานสองนาน–เขาคงไม่อยากบอก  ช่วงเวลาที่พาดผ่านมายี่สิบปีเขาคงไม่อยากหวนคิดมันถึงนัก

“ไหว้เจ้าพ่อเสร็จก็จะกลับไปรอรถเที่ยวดึก  กว่าจะถึงกำแพงฯก็คงสายๆ  นี่ว่าจะกินข้าวเช้าที่นั่น  ทางไปหมู่บ้านก็จำไม่ได้แล้ว คงต้องวานตำรวจพาไปส่ง  จำใครไม่ได้เลย  นี่ขนาดน้องสาวมันลงมาเยี่ยมมาเมื่อปี’45  ผมยังจำมันไม่ได้  เห็นหน้ามันวันนั้นผมยังถามมันเลยว่า ‘มึงเป็นใครวะ?’  อีน้องสาวผมมันก็ทำหน้างงๆ ตะโกนตอบกลับมาว่า  ‘ไอ้ห่าราก!  กูอีจันทร์  น้องสาวมึงไงเล่า’  มันทำหน้างงๆ  ผมก็งงไม่ต่างจากมันหรอก  มาคิดๆดูแล้วก็ตลกดีนะครับ  น้องสาวตัวเองยังจำหน้าไม่ได้  แต่ให้ตาย…ผมจำมันไม่ได้เลยจริงๆ  พับผี่เอ๊ย!”  เขายกสองฝ่ามือปาดเช็ดหยาดน้ำตาที่รินไหลเปื้อนโหนกแก้ม

“ศาลเจ้าพ่อ  พี่ต้องลงป้ายหน้าแล้วครับ”  ผมสะกิดแขนเตือนเมื่อเห็นเขานั่งนิ่งเงียบราวกับกำลังจมลึกอยู่ในห้วงความคิดอะไรสักอย่าง  “พี่ลงรถแล้วต้องข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม  เอ้านี่ พี่  เอาเงินไว้ซื้อข้าวกินก่อนเถอะ  อย่าต้องรอถึงพรุ่งนี้เลย”  ผมยื่นธนบัตรสีแดงใหม่เอี่ยมปราศจากรอยยับย่นใส่ไปลงในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตโทรมๆที่เขาสวมใส่  เขายกมือไหว้ปลายนิ้วจรดติดหน้าผาก

“ขอบพระคุณน้องชายมากๆนะครับ…ขอบคุณมาก…ขอให้น้องชายพบเจอแต่โชคดีนะครับ”

รถเคลื่อนตัวออกจากป้ายฯ  ภาพใบหน้าหมองคล้ำของชายผอมบางที่สะพายย่ามใบเก่าโทรมๆ  ผุขาดคนนั้น  ลับหลังเลือนหายกลายเป็นอดีต  ชีวิตของผมและเขาต่างคนต่างก็ต้องดำเนินกันต่อไป  เราสองคนคงยากที่จะมีโอกาสได้พบเจอกันอีก… 

สายตาของคนหลายสิบคู่ยังคงสลับจ้องมองดูผมซึ่งไม่แตกต่างจากหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา  แตกต่างกันที่ว่า  ณ เวลานี้ไม่มีชายอดีต ‘คนคุก’ นั่งคุยอยู่กับผม  เบาะนั่งซึ่งว่างอยู่ด้านข้างก็ยังคงว่างอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม  ไม่มีผู้ใดสนใจที่จะนั่งทับซ้ำรอยเดิมของคนที่มีอดีตต้องโทษอันยาวนาน

ผมปิดเปลือกตาลง  เกิดความรู้สึกว่างเปล่าขึ้นในจิตใจอย่างบอกไม่ถูก

‘ยี่สิบปีกับอีกสองเดือน’  หูของผมยังคงแว่วได้ยินถ้อยคำแถลงคำนั้นอย่างชัดเจน

||  ||  ||  ||
 

ตีพิมพ์ : นิตยสารหญิงไทย
ฉบับที่ 720  ปักษ์แรก ตุลาคม 2548


0 Responses to “วันพ้นโทษ”



  1. No Comments Yet

ใส่ความเห็น




ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 72,111 hits

RSS ก้าวรอก้าว

  • ก้าวฯที่ ๔๓ พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • มายา พฤศจิกายน 14, 2009
    kaawrowkaw
  • ทำมือ ทำไม พฤศจิกายน 14, 2009
    เรื่องจากปก โดย กีรติ ทำมือ ทำไม . . มีคำถามอยู่มากว่า ทำไมเราจึงต้องรู้จักที่จะผลิตข้าวของเครื่องใช้เองบ้าง ทำไมเราไม่ซื้อ ซื้อ ซื้อ เป็นคำถามที่ตอบไม่ง่าย และยากที่จะอธิบาย คนเราเรียนรู้จักชีวิตที่สุขสบายมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการติดยึดอยู่กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ แม้ว่าไม่มีโอกาสจะได้รับก็ยังคงตะกายเพื่อให้ได้มา จึงเห็นผู้คนปากกัดตีนถีบมากหน้าหลายตา ดิ้นรนแ […]
    kaawrowkaw

RSS นารินทร์ ทองดี

  • นิทานหลานยาย (๑) พฤศจิกายน 15, 2009
    ย้อนไปยังครั้งก่อนตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆกระจ้อยด้อยเดียงสาวงนิทานหลานยายที่ปลายนาจุดกำเนิเปิดฟ้าจินตนาการย้อนไปยินสำเนียงเสียงยายเล่าถึงเรื่องราวเก่าๆเขาเล่าขานสื่อสุขโศกโลกธรรมเป็นตำนานเรื่องพื้นบ้านนิทานปรัมปราย้อนไปดอมดมกลิ่นผ้าซิ่นไหมซึ้งถึงรักจากใจผ่านใยผ้าด้วยใช้รักถักทอต่อผืนมาแกมกลิ่นกายชาวนาชราวัย(มีต่อ) […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)