ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือผีบ้าซานตานตนไหนดลใจให้เพื่อนรักเดินทางมาจากแดนไกลหลังผ่านพ้นวันปีใหม่ไปได้หนึ่งวัน
ในช่วงปีใหม่ผมคิดถึงเพื่อนคนนี้ คิดถึงบรรยากาศเมื่อวันเก่าก่อนที่เราได้นั่งกินดื่มสังสรรค์กัน นั่นอาจเป็นเพราะปีใหม่ปีนี้ผมไม่ได้พบหน้าเพื่อนคนไหน แม้กระทั่งเพื่อนรักที่พักอาศัยอยู่ห่างไปแค่สี่-ห้าช่วงตึก และนี่เองกระมังที่ทำให้ผมคิดถึงเพื่อน คิดถึงบรรยากาศเมื่อวันวาน
ผมคิดถึงเขาและพวกเรากระทั่งร่างโครงเรื่องสั้น-สั้นเอาไว้ในหัวเมื่อวันหลังปีใหม่– วันเริ่มทำงานวันแรกของปี
ยังไม่ทันคล้อยวัน ก่อนเลิกงานเพื่อนผู้อยู่แดนไกลส่งเสียงมาตามสายโทรศัพท์บอกว่าตอนนี้อยู่เมืองหลวง โคตรกลัวระเบิดเลย…
เปล่า นั่นเขาพูดหยอกล้อผมเล่นตามประสา เป็นอาการอารัมภบทตามแบบฉบับของเขา ไม่ว่าเขาจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาก่อนก็ตาม สุดท้ายนั่นหมายถึงเขานัดเพื่อน– ผมไปกินดื่มนั่นเอง
ผมเองก็ไม่เคยปฏิเสธเพื่อน… ยิ่งกับเพื่อนรักผู้ไม่ได้พบหน้ากันเป็นแรมปีด้วยแล้วไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยชวนหรอก ผมรีบถามเขาทันทีทันใดว่า– ที่ไหน?
เขา– เพื่อนเลือกสถานที่กินดื่มแถวละแวกห้องพักของผม ด้วยถือเอาความสะดวกของคนเมืองเช่นผมเป็นที่ตั้ง ใกล้ที่พักเอาไว้ก่อนเนื่องจากเช้าต้องไปทำงาน ส่วนเขาไม่ยี่หระกังวลเนื่องจากลาพักร้อนยาวสี่วัน
เราเลือกร้าน… ไม่ใช่– เราไม่มีสิทธิเลือกมากกว่า เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องนั่งร้านอาหารอีสาน (ริมถนน) ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นย่านวงเวียนใหญ่ ตลอดหัวถนนลาดหญ้าไปถึงแยกท่าดินแดงล้วนมีแต่ร้านอาหารประเภทนี้ตั้งอยู่เรียงราย
ก็อย่างที่บอก เราไม่มีสิทธิเลือก เรามีสิทธิแค่ว่าจะเลือกนั่งร้านไหนก็เท่านั้น
เมื่อหาร้านได้แล้วเพื่อนก็สั่งอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมหยิบบรั่นดีไทยออกมาจากกระเป๋าสะพาย เพื่อนบอกกินยี่ห้อนี้แล้วจะได้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย– ประมาณนั้น ผมรู้ ว่านั่นคือคำพูดเล่นๆของเขา ผมจึงมอบสัตว์เลื้อยคลานด้วยความรักและคิดถึงให้เขาหนึ่งตัว เพื่อนหัวเราะชอบใจ
บทสนทนาระหว่างเราสองคนดำเนินไปท่ามกลางรถยนต์โดยสารวิ่งขวักไขว่ ผมเห็นหลายคนบนรถมองลงมาเบื้องล่าง ก็คงมีบ้างที่มองผมกับเพื่อน ส่วนจะคิดอะไรต่อเมื่อเห็นนั้นผมไม่ทราบ เขาจะมองและคิดว่าคนพวกนี้– พวกผมนั้นกินเหล้ากันได้ทุกวันได้อย่างไรก็ได้ แต่ที่แน่ๆผมไม่ได้กินทุกวัน ครั้งนี้เป็นเพียงครั้งที่สองเท่านั้น มีเหตุผลบางประการที่ผมไม่อยากมานั่งกินดื่มบริเวณเช่นนี้ ผมชอบนั่งกินในที่มิดชิดและเป็นส่วนตัวมากกว่า และอีกอย่างคือผมไม่อยากเห็นละครชีวิตที่มักจะวนเวียนอยู่กับร้านอาหารมีเหล้าขาย
ซึ่งก็แน่นอนละว่าวันนั้นผมและเพื่อนหลีกหนีตัวละครเหล่านั้นไปไม่พ้น
ถัดจากร้านอาหารที่ผมกับเพื่อนนั่งอยู่ไปประมาณสามร้อยเมตรเป็นคาเฟ่ที่ใหญ่ที่สุดบนถนนสายนี้ บางขณะเราเห็นนักร้องสาวเดินผ่านไป เพื่อนเห็นแล้วก็ตะลึงกับภาพที่ได้เห็น หยุดสนทนาไปเสียดื้อๆ ผมไม่ทราบหรอกว่าในห้วงยามนั้นเขาคิดอะไรเพราะเขาไม่พูด เมื่อไม่พูดผมก็ไม่ถาม สักพักเพื่อนก็กลับมาส่งเสียงสนทนาต่อ
เสียงเม้าธ์ออร์แกนดังแว่วมาทางด้านหลังของเพื่อน ไม่นานเสียงนั้นก็มาหยุดที่โต๊ะเราพร้อมกับร่างชายสูงวัยยื่นมือที่ถือแก้วพลาสติกสีขมุกขมอมมาข้างหน้า ไม่ต้องบอกกล่าว เราสองคนต่างก็รู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด เพื่อนไม่รอช้าหยิบเหรียญบาทที่วางบนโต๊ะไม่สนใจจำนวนใส่ลงถ้วยนั้น เสียงขอบคุณดังมาพร้อมๆกับเสียงเงินกระทบก้นถ้วยกับเหรียญที่อยู่ก่อนหน้า ไม่ใช่สิ– เสียงนั้นดังตั้งแต่เพื่อนยังไม่ทันใส่เงินลงถ้วยต่างหาก
ผ่านไป…
“น้าช่วยซื้อลูกอมหน่อยครับ” เสียงเด็กชายอายุสิบปี ไม่อ่อนไม่แก่ไปกว่าน้องชายผมเอ่ยขึ้นที่ข้างโต๊ะ
เพื่อนยิ้มให้ พูดอย่างสุภาพว่า “ไม่รับครับน้อง”
ผ่านไปอีก…
“น้าซื้อดอกกุหลาบหนูมั้ยคะ” เสียงเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเด็กชายขายท็อฟฟี่เอ่ยขึ้นที่ข้างโต๊ะ- ที่เดิม
เพื่อนยิ้มให้ พูดอย่างสุภาพว่า “ไม่รับละจ้ะ”
“ทำไมเอ็งไม่ซื้อ? ทีกับขอทานละให้เงิน?” ผมถามพร้อมกับชำเลืองมองเงินเหรียญบนโต๊ะที่เหลือไม่ถึงยี่สิบเหรียญ
“ไม่เห็นจะต้องมีเหตุผล… เอ็งคิดว่ามันต้องมีเหตุผลด้วยหรือ… เคยทำอะไรที่อธิบายถึงเหตุผลไม่ได้บ้างไหม?…” เพื่อนตอบแกมถาม
ทำไมผมจึงไม่ชอบและอยากนั่งกินดื่มบริเวณเช่นนี้?… เพราะผมไม่อยากเห็นภาพชีวิตเหล่านี้ หรือจริงๆแล้วเพราะอะไรกันแน่ จะว่ารังเกียจนั้นก็ไม่ใช่ จะว่าเห็นแล้วก็กระดากใจเมื่อเห็นความแตกต่างของชีวิตก็มีส่วน… ก็อาจจะจริงอย่างที่เพื่อนถาม– เคยทำอะไรที่อธิบายเหตุผลไม่ได้บ้าง…
สำหรับคนอื่นอาจจะมีเหตุผลประกอบทุกเรื่อง ทว่าสำหรับผมบางเรื่องก็ไม่มี หรือมีก็ไม่สามารถอธิบายได้ เด็กชายหญิงคู่นั้นอาจมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงเดินมาที่โต๊ะของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่เพียงสองอย่างคือ ขายได้-ขายไม่ได้
เด็กชายขายลูกอมกำลังเดินย้อนกลับมาอีกแล้ว อีกไม่นานเด็กหญิงขายดอกไม้ก็คงจะเดินตามมา…
รถแท็กซี่ที่เพื่อนเรียกใช้คล้อยลับสายตาไปในแสงสลัวจากดวงโคมริมถนน ผมหันหลังกลับมามองที่โต๊ะและบริเวณโดยรอบ
บรั่นดีเกลี้ยงขวด, จานอาหารซ้อนอยู่สี่-ห้าใบ, แก้วน้ำใสที่ว่างเปล่า, ก้นบุหรี่เกลื่อนเต็มใต้โต๊ะ สุนัขจรจัดเกือบสิบตัวนอนคุดคู้ ตัวสั่นสะท้านเมื่อสายลมเย็นกลางคืนพัดผ่านปะทะ…
ผมเดินสาวเท้าเดินจากมา
กลับเข้าห้องพัก
หรือนี่คือเหตุผลที่นำพาผมให้ประสพและมีความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆที่ได้เห็นในวันนี้
บทชีวิตหลากหลายบทในฉากหนึ่งของโรงละครโรงใหญ่– โรงละครชีวิต
|| || || ||
ด้วยมิตรภาพ™
๙ มกราคม ๒๕๕๐




ยินดีต้อนร้าบบบบบบขอร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!!!!!
รอสักดรู่ ข้าพเจ้าจะสรุปการใช้ wordpress มาแปะให้
ดีใจเหลือประมาณ ฮ่า ฮ่า ฮ่า