ครั้งหนึ่ง กับ ไมเคิล แจ๊กสัน
สวัสดีวันอาทิตย์ ปีที่ ๔ อาทิตย์ที่ ๑๕
คนคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเป็นตำนาน ขณะมีชีวิตอยู่ก็เป็นตำนานไปแล้ว…เมื่อถึงแก่ชีวาวายก็ยิ่งเป็นตำนาน
ผมกำลังจะบอกว่า ไมเคิล แจ๊กสัน ตายแล้ว
ครับ พี่แกตายแล้วจริง ๆ (ย้ำเพราะไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อแรกได้ยินข่าว)
เช้าวันศุกร์ระหว่างเดินทางจากบ้านไปสำนักงาน ฟังรายการเพลงของพี่หมึกและน้องเปียโน คลื่น 98.5 จึงรู้ว่าไมเคิล แจ๊กสัน เสียชีวิตแล้ว รายงานเบื้องต้นแพทย์ระบุว่าเพราะหัวใจล้มเหลว พี่ไมค์นอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นอีก (ถึงวันนี้ท่านอาจได้รายงานเพิ่มเติมขึ้นบ้างแล้ว สำหรับผมยังไม่ทราบ เนื่องจากไม่ได้ติดตามข่าวใด ๆ ตลอดวันเวลาเสาร์-อาทิตย์)
รู้สึกยังไงกับข่าว… แน่ละ เสียใจและเสียดายในความเป็นไมเคิล แจ๊กสัน
ผมเกิดในกลางทศวรรษที่ 70 โตในช่วงทศวรรษที่ 80 แม้จะไม่นิยมแนวเพลงป๊อปแต่ชื่อไมเคิล แจ๊กสัน ปฏิเสธไม่รู้จักไม่ได้ พอ ๆ กับชื่อของ มาดอนน่า, ทิน่า เทอร์เนอร์ (คนหลังรู้จักเมื่อเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเป๊ปซี่)
We are the world ใช่เลย, เพลงนี้ชื่อพี่ไมค์กระฉ่อนชำแรกเข้าสู่ความทรงจำ เพลงไพเราะและเจตนาดีสำหรับเด็กยากไร้ทั่วโลก หากความจำไม่คลาดเคลื่อน พี่ไมค์เป็นคนเขียนเพลงเพลงนี้
We are the world.
We are the children.
ไม่ได้เป็นแฟนเพลงพี่ไมค์ แต่ก็ได้ฟังเพลงของแกหลายเพลง รู้จักชื่อบ้าง ไม่รู้จักบ้าง บางเพลงได้ยินบ่อยมากก็เพิ่งรู้ว่าชื่อเพลงนั้นเพลงนี้เอาวันนี้ (พี่หมึกกับน้องเปียโนเปิดรำลึก) เช่น Ben, Bad และ Black or White. เป็นต้น
I’ll be there. และที่ชอบและตั้งใจฟังเป็นพิเศษ You are not alone.
และ One day in your life. เพลงซึ่งค้นหาจากแผ่นดิสก์รวมเพลงดังในยุค 80 มีเพลงของพี่ไมค์เพลงเดียว ฟังไปเขียนถึงพี่ไมค์ไปท่ามกลางสายลมเย็นหลังฝนตกในยามค่ำคืน
You remember me somehow…
นอกจากคิดถึงเพลงของพี่ไมค์แล้ว สิ่งหนึ่งที่แวบเข้ามาคือท่าเต้นของพี่ไมค์ ท่าลูบเป้า ลูกเอื้อน อี๊ย์ อู้ว์ อ๊าวว์
ท่าเต้นที่ทำเอาทึ่งมาก ๆ คือยืนตัวแข็งแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเกือบถึงพื้น-พี่ไมค์ทำได้ไง?
Moon walk ใช่ไหม?
ท่าเต้นลูบเป้าบันลือโลกที่ครั้งหนึ่งถูกต่อต้านจากคนไทยกลุ่มหนึ่งว่าไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยเมื่อพี่ไมค์มาทัวร์คอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ กลางปี 2536 แต่สุดท้ายคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็ดำเนินต่อไปได้แม้ว่าจะมีปัญหาขลุกขลักขลุกขลิกเมื่อพี่ไมค์เลื่อนการแสดงออกไปถึงสองครั้งสองครา
จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า คอนเสิร์ตครั้งนั้นทำเอาการจราจรบริเวณรอบ ๆ สนามศุภชลาศัยติดขัดเป็นอัมพาต ด้วยฝูงชนที่เป็นแฟนเพลงของพี่ไมค์เดินทางไปชมคอนเสิร์ต
ราคาบัตรค่าชมครั้งนั้นมีตั้งแต่ 500, 800, 1,000 และ 2,500 บาท (หากคลาดเคลื่อนไปจากนี้ต้องขออภัย) 16 ปีที่แล้วเงิน 500 บาทไม่ถูกเหมือนวันนี้ จะมากมายขนาดไหนผมไม่อาจเทียบได้ เอาเป็นว่าวันเวลานั้นผมทำงานได้เงินเดือน 4,500 บาท พอกินพอใช้ไปได้ทั้งเดือนอย่างสบาย ๆ
ข่าวการเสียชีวิตของพี่ไมค์ นอกจากจะทำให้ผมคิดถึงบทเพลง บทบาทต่าง ๆ ในวงการเพลง ท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ กระแสความนิยมของนักฟังเพลงในเมืองไทยแล้ว ยังคิดถึงเพลงไทยเพลงหนึ่ง
ทับหลังนารายณ์ ของคาราบาว
“เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา…”
ทับหลังฯ ถูกขโมยไปและไปปรากฏที่นครชิคาโก-สหรัฐอเมริกา น้าแอ๊ด ณ บาวแดงไม่เอ่ยชื่อประเทศอเมริกาตรง ๆ แต่สื่อโดยใช้พี่ไมค์ ก็พี่ไมค์เป็นอเมริกัน เป็นไอดอลของวัฒนธรรมอเมริกัน
พี่ไมค์แกยิ่งใหญ่ขนาดนั้น!
เจ๊มาดอนน่ายังต้องหลบและหลีก (ทั้งที่จริงเจ๊แกก็มิใช่ย่อยนัก)
ลองเปลี่ยนเนื้อเพลงเป็น “เอามาดอนน่าคืนไป เอาพระอุมาคืนมา” มันคงแหม่ง ๆ สมมุติว่าเรามีทับหลังเป็นเจ้าแม่อุมาเทวี การหยิบใช้ชื่อเจ๊มาดอนน่าก็คงกล้อมแกล้มไปกันได้
จะอย่างไรก็ตาม ผมว่าเป็นเพราะความดังและความนิยมในตัวของพี่ไมค์มากกว่า เป็นความนิยมที่เข้ามาพร้อมวัฒนธรรมอเมริกันที่ออกจะขัดหูขัดตาขัดความรู้สึกของคนบางกลุ่มบางพวก
วัฒนธรรมไทยที่ว่ากันว่ากำลังล่มสลายเหตุเพราะการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกนั้นเป็นมุมมองอันคับแคบ ก็ถ้าเราเข้มแข็ง มีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งแล้วเราจะกลัวไปไย
เราปล่อยให้วัฒนธรรมตะวันตกไหลบ่าโดยไม่ปิดกั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในสังคม
จนน้าแอ๊ด ณ บาวแดง อีกนั่นแหละจึงเขียนเพลง หลงวัฒน์ (ใช่ไหม?) ทำนองว่าให้รัฐบาลส่งคนไปดูงานที่สปป.ลาว ว่าเขาทำยังไงวัฒนธรรมเขาจึงยืนอยู่ได้ท่ามกลางการค่อย ๆ ไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก
คนคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเป็นตำนาน ขณะมีชีวิตอยู่ก็เป็นตำนานไปแล้ว…เมื่อถึงแก่ชีวาวายก็ยิ่งเป็นตำนาน
‘ไมเคิล โจเซป แจ๊กสัน’ ลาจากโลกนี้ไปแล้ว การตายคือการหมดกรรมในชาติหนึ่ง-เราควรยินดี ส่วนคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ยังต้องใช้กรรมต่อไป
หรือจะสร้างกรรมเพิ่มก็แล้วแต่-เลือกเอา
เพราะชีวิตนี้เป็นของคุณ
You remember me somehow…You remember one day…One day in your life…
๒๘ มิ.ย. ๕๒
นานาทรรศนะ