kanok2.jpg

 

**********

 

หมู่บ้าน ชีวิต และป่าฝน - กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

ตีพิมพ์ใน  คืนสู่แผ่นดิน : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจ  25 กุมภาพันธ์ 2549 

โดยสำนักพิมพ์นาคร

 

เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังแป้นพิมพ์  ก่อนลงมือเขียนข้อเขียนชิ้นนี้ต่อผมขออนุญาตหลับตาสงบนิ่งเพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่ พี่ชายนักเขียนนามอุโฆษ–กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผู้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

สิบกว่าปีก่อนผมรู้จัก กนกพงศ์ สงสมพันธุ์จากงานเขียนรวมเรื่องสั้นชุด สะพานขาด ด้วยกัลยาณมิตรผู้หนึ่งเป็นผู้แนะนำให้ ลองอ่าน’…  ห้วงยามนั้นเขายังไม่ได้เป็น นักเขียนซีไรต์และด้วยความที่ผมอ่อนด้อยประสบการณ์ในการอ่านทำให้ผมไม่รู้หรอกว่า นักเขียนผู้นี้คือใคร? และมีชื่อเสียงมากขนาดไหน?… 

นานเป็นหลายสัปดาห์ทีเดียวกว่าผมจะหยิบ สะพานขาดที่หมกวางสอดไว้ที่ชั้นหนังสือมาลองอ่าน ด้วยความคิดว่าถ้าไม่ไหวก็เลิก  ไม่ใช่ด้วยเพราะความที่ผมไม่รู้เคยจักนักเขียนนามกนกพงศ์มาก่อนเป็นที่ตั้ง–ผมไม่เคยจำกัดตนเองว่าจะต้องอ่านงานเฉพาะนักเขียนมีชื่อเท่านั้น

จำได้ว่าเมื่ออ่านเรื่องสั้นเรื่องแรกไปได้สองสามหน้าก็ต้องหยุดอ่านโดยพลัน พานึกแช่งชักด่ากัลยาณมิตรผู้นั้นอยู่ในใจว่า  มึงเอาหนังสืออะไรมาให้กูอ่านวะ? (โคตรเจ๋งเลย)!

โคตรเจ๋งของผมในห้วงยามนั้นหมายถึงการ อ่านยากและเนื้อหาที่ หนักหน่วงซึ่งตรงกับความต้องการส่วนตัวที่อยากหาหนังสือแนวนี้มาอ่านนานแล้ว  งานเขียนในรูปแบบ Realism–กะเทาะเปลือกสังคมตีแผ่ชีวิตของคนชนชั้นล่าง เรียงร้อยผ่านตัวอักษรอย่างมีพลังทุกถ้อยคำ!

สะพานขาดจึงเป็นรายชื่อหนังสืออันดับต้นๆที่ทำให้ผมหลงใหลในงานเขียนแนวนี้ เสมือนเป็นหนังสือที่จุดประกายให้ค้นหาอ่านงานเขียนจากนักเขียนคนอื่นในแนวนี้ด้วยเช่นกัน

“…ไม่มีอะไรที่มันน่ากลัวมากกว่าเรากลัวตัวเราเอง

หนึ่งคำคมเด็ดๆที่ผมจดจำได้จาก สะพานขาด

เรื่องสั้นล่าสุดของกนกพงศ์ที่ผมได้อ่านนั้น  เป็นเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนในช่วงกลาง/ปลายปีที่แล้ว (ผมจำฉบับและชื่อเรื่องไม่ได้เป็นเรื่องของตัวละครไปทำฟันที่คลินิกแห่งหนึ่ง) และเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเพิ่งอ่าน บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร จบลง

ขณะที่ผมกำลังนั่งคัดลอกข้อความบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้ในคืนวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์พลันได้ยินเสียงการรายงานข่าวจากเครื่องรับโทรทัศน์ว่า  “…นักเขียนซีไรต์ปี ๒๕๓๙เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ในฐานะของผู้ติดตามอ่านงาน  ผมรู้สึกเศร้าใจไปในบัดดล!

แม้ว่าผมกับเขาจะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยผลงานเขียนของเขานั้นย่อมเพียงพอที่จะทำให้ผมรู้สึกสนิทสนมกับเขามากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นหรอกว่าเราจะต้องรู้จักตัวเป็นๆของเขา

เพียงเท่านี้  เขาก็เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจของผมได้มากพอ!  และผมเชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน

ผมไม่สามารถอรรถาธิบายถึงความเป็นตัวตนของเขา– พี่ชายผู้มีนามว่า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ได้หมดจดมากไปกว่าเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ภายใน บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพรที่บอกเล่าถึงชีวิตบางเสี้ยวของตัวเขาได้อย่างละเอียดทีเดียวว่า ทำไม?  เขาผู้นี้จึงเลือกทางเดินชีวิตเคียงคู่กับวรรณกรรม

“…แม้ว่าวันนี้จะยังมิได้สร้างงานใหญ่ไว้เป็นศักดิ์เป็นศรี ทว่าต่อจิตใจมุ่งมั่นใฝ่ฝันบนเส้นสายวรรณกรรม (อันเป็นภาพจริตมายา) ทำให้ผมเกิดความทะนงว่าวันหนึ่งจักสามารถเสกสร้างงานเช่นนั้น  มีแผนการเขียนมากมายอยู่ในหัว  พล็อตเรื่องสั้นเป็นร้อยๆ  นวนิยายอีกนับสิบเรื่องในสมุดบันทึก  ซึ่งตราบใดที่ยังไม่ลงมือเขียนมันออกมา เรื่องสั้นหรือนวนิยายแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่เลิศเลอไปเสียทั้งสิ้น  ความลุ่มหลงเช่นนี้เองที่กลายมาเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจให้อาจหาญเขียนอัตชีวประวัติในวันวัยระหว่างนี้  ดังนั้น,  ผมจึงเขียน

ผมได้แนะนำ บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ให้มิตรสหายที่ใคร่กระหายอยากเป็นนักเขียนหามาอ่านกันไปบ้างแล้ว  ผมเชื่อว่าเมื่อเขาเหล่านั้นได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ อย่างน้อยก็จะรู้ว่า จริงๆแล้วนั้น นักเขียนคืออะไร? และนักเขียนทำงานอย่างไร?  แน่ละนอกเหนือจากนั้นเขาจะได้รู้จักตัวตนนักเขียนนามอุโฆษ–กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ มากยิ่งขึ้น

นักเขียนน่ะหรือ?…  ก็คือไอ้เบื๊อกที่ถูกตรึงไว้กับโต๊ะในห้องสี่เหลี่ยมอุดอู้  ทำร้ายตัวเองด้วยกาแฟวันละสิบถ้วยและบุหรี่วันละซองเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้มึนงงพอที่จะเพ่งมองฝาผนังแล้ววาดฝันถึงการเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก!!”

นี่คืออีกหนึ่งในอารมณ์ขันที่พี่ชายผู้นี้มอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  จากการหยิบยกถ้อยคำของนิรนามท่านหนึ่ง แม้จะเป็นการอรรถาธิบายไม่ ตรงใจแต่ก็ถือว่า โดนใจและ ได้ภาพสำหรับพี่ชายคนนี้–รวมทั้งตัวผมด้วย

กับบางเสี้ยวของพี่ชายผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ในนาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ·

 

14 กุมภาพันธ์ 2549

 

 

 

 

จากแผ่นดินนี้สู่แผ่นดินอื่น

ของนักเขียนร่วมสมัย-กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

 

นับจากวันที่พี่จากไปถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า ๑ ปีแล้ว เหมือนไม่นานเลยกับวันเวลาที่ล่วงพาร่างของพี่ไปสู่แผ่นดินอื่น  ณ ที่แห่งนั้นพี่มีความสุขดีไหม?…

  ผมหยิบหนังสือเล่มแรกของพี่ขึ้นมาอ่านด้วยความตั้งใจมากกว่าความบังเอิญที่บังเกิดคิดนึกได้ว่า พี่ได้จากไปกว่า ๑ ปีแล้ว  เพราะเหตุใดหนอที่ทำให้ผมคิดได้เช่นนั้น อาจเป็นด้วยถ้อยคำอักษรที่บรรจงผ่านปลายนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์ดีดของพี่นั่นเอง  เรื่องราวต่าง ๆ ของพี่นั้นทำให้ผมเข้าใจถึงชีวิตและวิญญาณในความเป็นนักเขียนของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีความตั้งใจและปรารถนาที่จะรับใช้ความคิดของตน และสิ่งนี้กระมังที่ทำให้ผมมีความรู้สึกผูกพันกับพี่ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักและพบตัวเป็น ๆ ของพี่เลยสักเพียงครั้ง

                คงมีเพียงผลงานของพี่เท่านั้นที่เป็นสายใยความสัมพันธ์ผูกมัดความรู้สึกดังกล่าว เป็นความรู้สึกเคารพและนับถืออยู่ในก้นบึ้งแห่งจิตใจ  ก็อย่างพี่เคยกล่าวไงเล่าว่า งานเขียนนั้นสะท้อนตัวตนอันแท้จริงของนักเขียน  ในเมื่อพี่กล่าวเช่นนั้นก็ย่อมหมายถึงได้ว่า ความคิดต่าง ๆ ที่ปรากฏโลดแล่นอยู่ในงานแต่ละเรื่องนั้นได้กลั่นกรองมาจากความคิดนึกของพี่ ฉะนั้นแล้วจึงไม่จำเป็นใช่ไหมครับว่าเราจะต้องพบตัวเป็น ๆ กันสักครั้ง ในเมื่อผมสามารถรักและเคารพนับถือพี่ได้จากงานเขียนของพี่

                สิ่งที่พี่ได้กล่าวนั้นมิใช่สิ่งที่คนคนหนึ่งจะกระทำได้ง่าย ๆ…  กับคนบางคนที่เราพบหน้า พูดคุยกันอยู่ทุกวันก็ใช่ว่าจะบังเกิดความรู้สึกดังกล่าวนั้นได้เลย  เขาไม่อาจโน้มน้าวใจให้ผมบังเกิดความนับถือเลื่อมใสในตัวเขาขึ้นมาได้ และนั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดนึกลึกซึ้งกับสิ่งที่ได้เห็นและเป็นไปต่าง ๆ สักครั้ง  เขาไม่อนาทรร้อนใจกับความทุกข์หรือสุขของผู้อื่นมากกว่าตัวของเขา-เรื่องของเขา  คุณสมบัติเหล่านี้มิจำเป็นจะต้องมีอยู่ในตัวของนักคิดนักเขียนเท่านั้น หากแต่ควรจะมีอยู่ในตัวเราทุกคน

  แต่ก็นั่นละ ในเมื่อสภาพการณ์ของคนร่วมสมัยมองและกำหนดชีวิตของตนเองตามหลักเศรษฐศาสตร์มากกว่าคำนึงถึงชีวิตและวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์  เมื่อครุ่นคิดเช่นนั้นจึงเฝ้าฝันใฝ่หาแต่ความบันเทิงเริงใจผ่อนคลายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน ไม่จำเป็นต้องมองและสนใจบุคคลอื่น  ปัญหาของคนอื่นย่อมเป็นเรื่องหนักสมอง เมื่อสมองเฝ้าคิดถึงแต่ความเป็นจริง โดยหารู้ไม่ว่าความจริงนั้นเป็นเพียงมายาภาพ มิใช่ความจริงอันสูงสุด… เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีน้อยคนนักที่จะเป็นและเหมือนพี่- นักเขียนรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์งานเขียนร่วมสมัย

                ร่วมสมัยละหรือ… เมื่อพินิจพิเคราะห์ถ้อยคำนี้แล้วผมก็อดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้  ใครหนอใคร… ใครเป็นผู้ที่บัญญัติคำคำนี้ มิได้นึกขันในความหมายหรอกครับหากแต่ชอบใจเสียละมากกว่า  ผมเข้าใจของผมเองว่า ไม่ว่ากาลเวลาจะผันผ่านล่วงไปสักกี่สิบปีก็ตาม เรื่องราวต่าง ๆ ที่นักเขียนคนหนึ่งสร้างไว้นั้นก็ยังคงไม่ตกยุคตกสมัยเฉกผลงานของพี่  หรืออีกนัยความคิดหนึ่งคือ แม้ว่านักเขียนคนนั้น ๆ จะหามีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้วไม่ ชื่อของเขาก็ยังดำรงอยู่ จะมีน่าขันก็แต่เพียงว่า นักเขียนบางคนผู้นั้นกลับมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากกว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เสียอีก  เมื่อครั้งเขายังมีชีวิตกลับมีผู้คนไม่มากนักที่คิดจะเกื้อหนุน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังถูกค่อนแคะต่าง ๆ นานา เพียงเพราะผู้ที่ค่อนแคะนั้นไม่เคยมีชีวิตและวิญญาณที่แท้จริงของตน กระแสเสียงจากสังคมลงความคิดเห็นว่าอย่างไรเขาก็ปักใจเชื่อ ปลิวไปตามลมปากโดยปราศจากความคิดตริตรองเสียอย่างนั้น  หากคนเรามีชีวิตและวิญญาณที่เป็นของเราจริงแท้แล้วนั้น ในนามและตัวตนเฉกเช่นนักเขียนอย่างพี่คงเป็นที่รู้จักมากกว่าในวันนี้… และคนในสังคมหน่วยใหญ่นี้คงมีความรู้สึกที่จะนึกคิดอ่านเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่านี้เช่นเดียวกัน

                ระยะเวลากว่า ๑ ปี บนแผ่นดินอื่นของพี่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง… ผมไม่รู้

                ผมรู้เพียงแต่ว่า ระยะเวลากว่า ๑ ปี บนแผ่นดินนี้ ชื่อและผลงานของพี่ในนาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นั้น ยังคงดำรงอยู่ในจิตใจ และร่วมสมัยของผมทุกเมื่อเชื่อวัน

 

                รักและคิดถึงพี่.

๑๑ มกราคม ๒๕๕๐

 

             


11 Responses to “ด้วยความระลึก”


  1. 1 tuleedin
    มกราคม 18, 2007 ที่ 13:52

    อ่า…พี่ท่าน
    ก้าวฯรำลึกท่านกนกพงศ์ ทำ scoop ให้ด้วยได้ไหม?
    คืนสู่แผ่นดินที่ข้าพเจ้าก็ให้เพื่อนท่านย่าไปแล้ว ไม่มีทั้งภาพทั้งข้อมูล

    มีภาพงานที่วัดพิกุลทอง ข้าพเจ้าว่าจะเอาลงทั้งหมดเลย

    อีกอย่าง (อันนี้กระซิบนะ) เราบีบคอนักเขียนให้เขียนถึงท่านกนกพงศ์ทั้งหมดเลยดีไหม (แบบว่า กนกพงศ์ที่ข้าพเจ้ารู้จักอะไรประมาณนั้น) เอาทั้งเล่มเป็นคอนเซ็ป รำลึกกนกพงศ์ พี่ท่านคิดเห็นว่าเช่นไร?

    เพราะท่านคือตัวตนข้าพเจ้าที่ด่วนจากไป

    คารวะ
    ภัสมะ

  2. 2 อ๊อด
    มกราคม 20, 2007 ที่ 11:05

    น่าเสียดายมากเพราะผลงานของพี่เค้า(ตามความรู้สึกของผม)กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

  3. 3 ทุศีล
    มกราคม 20, 2007 ที่ 13:32

    แอบเข้าบ้านท่านโดยไม่บอกกล่าว ขออภัยด้วยขะรับ

    ผมเองพึ่งอ่าน ‘บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร’ จบไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้เองขะรับ
    ไม่รุว่าคิดไปเองรึป่าว แต่รุสึกว่าเล่มนี้จะอ่านยากกว่า ‘ยามเช้าของชีวิต’ ที่เป็นงานแนวเดียวกันของเค้า อาจเพราะเป็นความเรียงที่พูดถึงนามธรรมความคิดมาก จึงต้องใช้จินตการร่วมในการอ่านสูงกว่ารึป่าวไม่ทราบ

    พี่ท่านเห็นว่าอย่างไร?

  4. มกราคม 20, 2007 ที่ 15:28

    ยินดีต้อนรับขอรับท่านหลวงจีน กระผมไม่ต่อว่าหรอกขอรับ แต่ขอต้อนรับแทน…

    ผมได้อ่านหุบเขาฯ เท่านั้นเอง ส่วน ยามเช้าของชีวิตนั้นยังไม่ได้อ่านขอรับ ต้องรอคิวก่อน เพราะตอนนี้อ่านอยู่หลายเรื่องเล่มของหลายนักเขียน

    อ่านสลับกันไปแต่ละวันขอรับ ตอนนี้ สะพานขาด ก็กำลังอยู่ในสายตาและสมองของอีกครั้ง…

    ด้วยมิตรภาพขอรับ

    ป.ล.

    ต้องขอโทษที่มิได้จัดน้ำชา และของว่างไว้รองรับ

    คราวหน้ากระผมจะฝากเพลงให้ท่านฟังละกัน

  5. 5 tuleedin
    มกราคม 20, 2007 ที่ 19:42

    แวะมาเที่ยวขอร้าบบบ

  6. 6 ทุศีล
    มกราคม 20, 2007 ที่ 20:20

    ไม่รุว่าโชคชะตานำพาหรือสวรรค์กลั่นแกล้งกันแน่
    ก่อนที่จะนั่งรถจากสตูลกลับบ้านที่พัทลุง นึกอยากแวะดูหนังสือที่หาดใหญ่ซะหน่อย

    หมายใจไว้ว่าอยากได้หนังสือ -เมื่อปลาจะกินดาว- เป็นหนังสือที่รวบรวมงานเขียนของนักข่าวสิ่งแวดล้อมที่จะมีการรวบรวมปีละครั้ง เล่มล่าสุดนี้ก้ออกมาเป็นเล่มที่ 7 แล้วแต่ไอ้ที่หาดันไม่ได้ ส่วนที่ไม่ได้หาดันได้มาจัง

    เชื่อว่าหนึ่งในนั้นพี่ท่านคงสนใจ ด้วยเป็นงานรวมเล่มใหม่ที่พึ่งจัดพิมพ์ของพี่กนกพงศ์ท่าน ทั้งเล่มมีแค่ 2 เรื่อง

    ฟัง(อ่าน) ไม่ผิดหรอกครับ 2 เรื่องจริงๆ ขนาดเพียง 4*3นิ้วครึ่ง หนา 1 cm เท่านั้น ราคาเล่มละ 50 บาท

    ที่จริงจะว่าไป หนังสือเล่มขนาดนั้นที่เอาไปวางรวมกับหนังสือขนาดใกล้เคียงกัน ไม่น่าจะโดดเด่นจนทำให้ผมสังเกตุเห็นได้ แต่ที่เกิดสะดุดตาคงเป็นเพราะชื่อหนังสือสีชมพูอมแดงบนปกสีเทาเข้ม กับความหมายของคำที่ชวนให้รู้สึกหดหู่น่าดู

    หนังสือเล่มนั้นชื่อ “กวีตาย” ขะรับ

    แค่ชื่อก้น่าสนใจแล้วใช่มะครับพี่ท่าน

  7. มกราคม 21, 2007 ที่ 13:28

    จะลองหามาอ่านขอรับ

    ด้วยมิตรภาพ

  8. มกราคม 23, 2007 ที่ 15:15

    ปรับเปลี่ยนบ้านเล็กน้อยขอรับท่านพี่
    เพื่อให้ความสบายแก่ดวงตาทั้งตัวเองและสหายขอรับ
    กลั้นใจทิ้งความงามไปอย่างน้ำตาแทบเล็ดเลยขอรับ

    คารวะ
    ไอซ์

  9. 9 tuleedin
    มกราคม 23, 2007 ที่ 15:15

    แย่จริง…จนป่านนี้สมองข้าพเจ้ายังไม่ยอมเข้าโหมดรำลึกท่านกนกพงศ์ ไม่ว่าจะเป็น รวมภาพ, เรื่องจากปก, หรือคอลัมน์, พยายามถ่วงไว้จนนาทีสุดท้าย เหมือนการร้องไห้จะเป็นเรื่องน่ากลัวไม่กล้ากล้ำกราย…

    สุดท้าย…เวลา…ก็ต้องมาถึง…

  10. 10 tuleedin
    มกราคม 23, 2007 ที่ 15:17

    อา…ป๋าไอซ์…เดี๋ยวตามไปดู…ทำไมพี่ท่านอานันท์เข้าหัวใจ(@heart)ท่านไม่ได้ก็ไม่รู้ อุ อุ อุ

  11. กุมภาพันธ์ 3, 2007 ที่ 19:47

    ตกกาใจหมกเยย
    ท่านพี่เปลี่ยน ธีม
    อิอิ



ถ้อยความคมคำ

“เราไม่เคยทำ ‘ชั่ว’ ไม่เคย ‘โกง’ คน ไม่เคย ‘เอาเปรียบ’ คน ชีวิตจึงถูกกระทำ ถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เรา ‘ต่อรอง’ อะไรไม่เป็น ไม่เคยเรียกร้องค่าต้นฉบับนอกจากเขาจัดให้ อีกอย่างเราเป็นคน ‘ใจอ่อน’ ซื้อของไม่เคยต่อ ยิ่งคนแก่ขายก็ยิ่งไม่ต่อ”

'รงค์ วงษ์สวรรค์

ตู้ป.ณ.

prateepjitti@hotmail.com

เรื่องในบ้าน

ผู้มาเยือน

  • 71,885 hits

RSS ก้าวรอก้าว

RSS นารินทร์ ทองดี

  • ความมืดมนของนักเขียนหนุ่ม พฤศจิกายน 8, 2009
    ทองดี โคกกระโดน รู้สึกเหงาอย่างประหลาด เปลวเทียนวูบไหว อากาศหลังตีสี่ค่อนข้างเย็น แผ่นกระดาษบนโต๊ะญี่ปุ่นยังคงว่างเปล่า มันถูกทับด้วยปากกา RENOLDS ที่ยังฝังหัวอยู่ในปลอก ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่นึกอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ อาการนี้เขาเป็นมานานแล้ว ทุกครั้งที่ประสบกับความตีบตันเช่นนี้ เขาจะรู้สึกเหงาและเศร้าแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าหรอกหรือ ในเมื่อคนที่เป […]
    noreply@blogger.com (Narin Thongdee)